ตอนที่ 3 ต่อไปนี้เจ้าห้ามเข้าใกล้ข้าแม้เพียงก้าว
"เอาล่ะเมื่อจับคู่ได้แล้วก็เริ่มทำการฝึกได้"
อาจารย์ลู่เอ่ยเสียงดัง ทุกคนก็เข้าที่ประจำของตนเอง เพียงแค่อวี๋หมิงชักกระบี่ออกจากฝักพลังวิญญาณก็แทบทำให้โจวเฟิงต้องถอยหลังออกหนึ่งก้าว แล้วเช่นนี้จะให้ชายหนุ่มทนอยู่ถึงการฝึกจบได้เช่นไร
โจวเฟิงถอยมาตั้งหลักและพยายามรวบรวมสติ เพื่อหาจุดที่คิดว่าเป็นจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามและเขาละเลยมันที่สุด ได้ฝึกกับอวี๋หมิงเขากลับหามันไม่ได้เลย ต่างจากการที่เขาฝึกซ้อมกับซุนเย่อย่างสิ้นเชิง อย่าว่าจะเอาชนะอวี๋หมิงเลยแค่ยืนจนจบกระบวนท่าก็ยากที่จะทำได้
"เจ้าพร้อมหรือไม่"
อวี๋หมิงเอ่ยถามโจวเฟิง ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นสัญญาณให้รู้ว่าพร้อมแล้ว เขาต้องให้อีกฝ่ายบุกก่อนไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจุดอ่อนของอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน กลับกันทางด้านอวี๋หมิงการลงมือเป็นฝ่ายโจมตีย่อมได้เปรียบ ที่เขาเลือกโจวเฟิงเป็นเพราะว่าเขาเคยสังเกตชายหนุ่มมานานแล้ว ทั้งที่ไม่ได้ปลุกพลังวิญญาณแต่คะแนนเรื่องการต่อสู้ไม่เคยหลุดหนึ่งในห้า ถ้าหากชายหนุ่มมีพลังวิญญาณการเป็นที่หนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่เขาคิดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเขาอิจฉาในความสามารถ แต่เขาเองก็อยากที่จะศึกษาจากผู้ที่มีความสามารถเพื่อนำมาพัฒนาตนเอง ถึงแม้จะไม่ชอบนิสัยของโจวเฟิงก็ตาม
อวี๋หมิงวาดกระบี่ในมือตามแผ่นภาพที่เขาได้ศึกษาเมื่อเช้า ใช้ความรู้สึกหลอมรวมกับกระบี่ ให้กระบี่เป็นผู้ชี้นำวิญญาณ จากนั้นพุ่งทะยานขึ้นไปเหนือพื้นและฟาดกระบี่ไปทางโจวเฟิง เกิดแสงสีขาวบางเฉียบคล้ายคลื่น โจวเฟิงควบคุมดาบในมือให้ตั้งรับพลังนั้น จากนั้นตนเองพุ่งทะยานขึ้นเหนือพื้นดินเช่นกัน พลังที่อวี๋หมิงปล่อยออกมาปะทะเข้ากับดาบจนแตกกระจายเป็นเศษเหล็ก
ตู้ม! เกิดเสียงขึ้นดังสนั่น ทำให้บริเวณนั้นพื้นดินฟุ้งกระจาย เหล่าศิษย์ที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจชื้นที่ไม่ได้จับกลุ่มกับอวี๋หมิง เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นเขาคงพ่ายแพ้ตั้งแต่ถูกโจมตีรอบแรกแล้ว เมื่อเห็นว่าคู่ของอวี๋หมิงเริ่มทำการฝึกศิษย์คนอื่นๆก็เริ่มทำการฝึกบ้าง
โจวเฟิงถูกอวี๋หมิงโจมตีต่อเนื่องไม่หยุด แต่ก็ยังเล็งไม่ได้แม้แต่เป้าหมาย
"ทุกการโจมตีของอวี๋หมิงทั้งรุนแรงและดุดัน ตอนนี้ข้าทำได้เพียงหลบการโจมตีของเขาเพื่อหาจุดอ่อน และนั้นไงจุดอ่อนของเจ้า"
โจวเฟิงเอ่ยกับตนเองในใจ และยิ้มออกมาเมื่อหาจุดอ่อนของอวี๋หมิงได้ ชายหนุ่มปล่อยพลังสีฟ้าที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีพลังวิญญาณแต่ก็สามารถทำให้คนที่ได้รับรู้สึกจุกแน่น และหากเป็นบริเวณที่เป็นจุดอ่อนแล้วด้วยนั้น ชายหนุ่มปล่อยพลังไปทางอวี๋หมิง แต่อวี๋หมิงใช้กระบวนท่าที่เรียกว่าเกราะพายุเมฆา ซึ่งเป็นดังคล้ายพายุที่หมุนรอบตัว หากพลังใดที่ถูกปล่อยเข้ามาก็จะถูกพายุตวัดกระเด็นออกไปจนหมด ท่านี้ใช้รับกับการโจมตีจากพลังขั้นต่ำอย่างแสงสีฟ้า หรือพวกธนูเท่านั้น โจวเฟิงยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าอวี๋หมิงตกหลุมพราง ในขณะที่อวี๋หมิงกำลังเก็บพลังเป็นจังหวะที่โจวเฟิงปล่อยพลังไปอีกครั้ง เน้นโจมตีไปที่หน้าอกจนทำให้อวี๋หมิงถึงกับจุกและหล่นลงพื้น โจวเฟิงรีบพุ่งทะยานเข้ามาก่อนที่อวี๋หมิงจะกระแทกที่พื้นและกระอักเลือดออกมา
"เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน พลังของข้าไม่พอจะทำให้เจ้ารู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ"
โจวเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเขาก็เคยทำเช่นนี้กับซุนเย่ รายนั้นทั้งพลังวิญญาณน้อย แถมยังไม่แข็งแกร่งอย่างอวี๋หมิงเสียด้วยซ้ำ ยังแค่รู้สึกชาเพียงไม่กี่วินาที และยังอยู่เหนือพื้นดินได้ นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่อยากจะเชื่อว่าอวี๋หมิงจะเจ็บสาหัสจนกระอักเลือดออกมาเช่นนี้
"อวี๋หมิงเจ้าไหวหรือไม่ "
อาจารย์ลู่เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มส่ายหน้าและมองไปที่โจวเพิง
"ข้าแพ้เจ้าแล้ว"
อวี๋หมิงเอ่ยเสียงเรียบก่อนที่จะพยุงตนเองและเดินออกไปจากลานฝึก โจวเฟิงมองตามหลังชายหนุ่มด้วยความสงสัย
"หรือมันจะเกี่ยวกับเรื่องที่เขาได้ยินเมื่อคืนนะ" โจวเฟิงเอ่ยกับตนเองในใจ
"เอาล่ะทุกคนแยกไปฝึกซ้อมกันต่อได้"
สิ้นคำอาจารย์ทุกคนก็แยกย้ายกันไป
......
ทางด้านอวี๋หมิง หลังกลับมาจากลานฝึกก็เข้ามาที่ห้องพักส่วนตัว ชายหนุ่มนั่งลงช้าๆและค่อยๆถอดเสื้อตัวนอกออก รวมถึงเสื้อตัวในด้วย เผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องเป็นมัดๆและขาวเนียน แต่ที่ขัดกับสีผิวขาวของเขาคือปานสีแดงที่มีรูปร่างคล้ายหัวของหมาป่าที่ดุร้ายครึ่งซีก ทุกคนรู้กันดีว่านั้นคือสัญลักษณ์ของมาร ตอนนี้มันกลายเป็นเหมือนผิวไหม้ ทำให้ชายหนุ่มต้องทนเจ็บเพราะความทรมาน
เมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่เขาพึ่งอายุครบยี่สิบเก้าปี บาดแผลเหล่านี้ก็เริ่มปรากฏขึ้น นี่คงเป็นเพราะคำสาปที่เขาไม่อาจแก้ได้
"อวี๋หมิง... เจ้าอยู่หรือไม่"
เสียงตะโกนดังเข้ามาที่ห้องพักเสียงดัง ชายหนุ่มจึงต้องสวมใส่อาภรณ์นั้นไว้เช่นเดิม และเดินออกมาที่หน้าห้องพักเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ชายหนุ่มจึงเดินหันหลังกลับ
"กลับไป"
"เดี่ยวสิ ข้าเพียงมาหาเพราะความเป็นห่วงที่ทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บ"
โจวเฟิงเอ่ยบอกด้วยความรู้สึกผิด
"หากเจ้าจะขอโทษ ก็ช่วยอยู่ให้ห่างข้าเป็นพอ"
"ได้อย่างไร ข้าทำเจ้าเจ็บแล้วอีกอย่างเป็นเพราะเจ้าแพ้ข้า จึงทำให้ข้าถูกละเว้นไม่ต้องสอบจบการศึกษานี้"
อวี๋หมิงที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต โจวเฟิงที่ได้เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา เพราะที่ลานฝึกเขาเห็นเลือดที่ชายหนุ่มกระอักออกมานั้นเป็นสีดำ และเกรงว่ามันยังคงไม่หมดเป็นแน่ หากไม่หมดก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มยังรู้สึกเจ็บกว่าเดิม ฉะนั้นจะต้องเอาเลือดเสียออกมาให้หมด และรีบเข้าไปพยุงแต่กลับถูกอวี๋หมิงหลบทัน
"ไม่เป็นอันใด เจ้าไปเถอะ"
"ได้เช่นไร เห็นๆอยู่ว่าเจ้าไม่ไหว"
โจวเฟิงไม่ให้อวี๋หมิงได้ปฏิเสธรีบพยุงเข้าไปที่ห้องพักทันที
"เจ้ามีนามว่าอันใด"
อวี๋หมิงเอ่ยถามเสียงเรียบ
"นี่เจ้ารู้จักข้าแต่ไม่รู้จักชื่อข้าเช่นนั้นหรือ...."
โจวเฟิงเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อหูตนเองที่ได้ยิน แต่เมื่อมองหน้าอวี๋หมิงก็ต้องจำยอม เขาเป็นประเภทที่เสพแต่เรื่องมีสาระ คนไร้สาระเช่นตนคงเห็นเพียงใบหน้าก็ไม่อยากรู้จักชื่อสินะ
"ก็ได้ๆ ข้ามีนามว่าโจวเฟิง มีเพียงนามไม่มีแซ้ หรือเจ้าจะเรียกข้าว่าลูกพี่เฟิงเหมือนคนอื่นๆก็ได้นะ"
"โจวเฟิง..."
อวี๋หมิงเอ่ยเพียงสั้นๆ
"ใช่ๆนั่นมันนามข้า"
"ต่อไปนี้เจ้าห้ามเข้าใกล้ข้าแม้เพียงก้าว"
ทันทีที่อวี๋หมิงเอ่ยจบ โจวเฟิงก็หน้าดำขึ้นมาด้วยความโมโห
"เจ้า! "
โจวเฟิงเอ่ยจบก็เดินออกไปจากที่พักทันที อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้าและนอนพัก เพราะตอนนี้ใบหน้าของเขาซีดเซียวจะไม่ไหวอยู๋แล้ว
"ลูกพี่ท่านมาเสียที ไปไหนมาหรือ"
ซุนเย่เอ่ยทักขณะที่เห็นโจวเฟิงเดินมา
"ข้าไปที่ใดมา ไม่เท่าข้าจะพาเจ้าไปที่ใดหรอก"
ชายหนุ่มพูดพลางโอบไหล่ซุนเย่ที่เตี้ยกว่าเดินไปทางป่าหลังสำนัก
"ท่านจะพาข้าไปที่ใดขอรับ"
"เดี๋ยวเจ้าก็รู้"
ชายหนุ่มเอ่ยเพียงสั้นๆ เมื่อมาถึงก็สั่งให้ซุนเย่เบาเสียง และชี้ไปที่ไก่ป่าตัวโต ซุนเย่ยิ้มกว้างเมื่อรู้จุดประสงค์ที่มาที่นี่ โจวเฟิงหยิบคันธนูที่ถือมาด้วยก่อนที่จะใช้มีดสั้นเหลาปลายลูกธนูให้แหลม เมื่อพอใจแล้วจึงหยิบมาเล็งไปที่ไก่ป่าตัวนั้นและปล่อยสายธนูออกไป
ฉึก!
เสียงลูกธนูปักที่ตัวของไก่ป่าและตายในทันที มันแทบไม่รู้ตัวที่จะขยับหนีหรือส่งเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นความสามารถของโจวเฟิงที่ใครก็ไม่สามารถเทียบได้แม้แต่อวี๋หมิงเองก็ตาม เขามีฝีมือด้านการยิงธนูที่นับว่าเป็นที่หนึ่งของสำนัก และสามารถยิงได้หลายดอกในครั้งเดียวโดยที่ตรงเป้าทุกดอก กลิ่นไก่ย่างบวกกับเครื่องเทศหอมอบอวลจนซุนเย่รู้สึกอดใจให้ไก่สุกไม่ไหว
"ลูกพี่ทำเช่นนี้เราจะไม่ถูกทำโทษใช่หรือไม่"
"เรื่องนี้มีเจ้าและข้าที่รู้กันเพียงสองคน เจ้ายังจะคิดว่าถูกลงโทษหรือไม่"
โจวเฟิงเอ่ยสั้นๆพลางแบ่งไก่ครึ่งตัวให้ซุนเย่ เพราะซุนเย่เป็นบุตรของคนมีเงินที่ถูกส่งมาร่ำเรียนที่สำนักแห่งนี้ ทำให้คงไม่เคยได้สัมผัสการกินไก่ป่าที่จับได้สดๆเช่นนี้ บรรยากาศมันต่างจากการจับและถูกนำไปปรุงอาหารที่จวนเป็นไหนๆ
"หากท่านเอ่ยเช่นนั้น ข้าค่อยเบาใจหน่อย"
ซุนเย่เอ่ยอย่างอารมณ์ดีและลงมือทานอาหารต่อด้วยความสบายใจ
"อื้ม อร่อยยิ่งนักหากได้สุราดีๆสักขวดคงรสชาติเยี่ยมกว่านี้"
โจวเฟิงเอ่ยออกมาด้วยความพอใจ
