ตอนที่ 2 มาคู่กับข้า
เช้าวันถัดมา
บนทางเดินเข้าเรือนใฝ่ศึกษา สองข้างทางมีศิษย์ในสำนักต่างจับกลุ่มกันพูดคุยเมื่ออวี๋หมิงเดินเข้ามา วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดหมดจดไปทั้งตัว ทุกย่างก้าวดูสง่างาม ใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนอย่างทุกวัน ผมดกดำยาวถึงกลางหลัง ครึ่งบนถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าและมัดด้วยผ้าสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของสำนัก ด้านหน้าปล่อยปอยผมลงมาเล็กน้อย คิ้วคมรับกับใบหน้า ดวงตาสีอิฐคมกริบ จมูกโด่งเข้ารูป ปากไม่หนาหรือบางจนเกินไป มือหนึ่งถือกระบี่ข้างกายที่พกไปทุกที่ อีกข้างพาดไว้ที่ด้านหลังขณะที่เดิน
"เจ้าดูตอนคุณชายอวี๋หมิงเดินสิ สง่างามเป็นที่สุด"
สตรีหนึ่งคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างทนไม่ไหวเมื่อได้เห็น ยามที่ชายหนุ่มเดินผ่าน
"นั้นสิ! ดูที่ดวงตาคู๋นั้นเขา มันช่างอบอุ่นดังฤดูวสันต์ แต่จิตใจกลับเย็นชาจนเหน็บหนาวดังฤดูเหมันต์"
หญิงสาวอีกคนเสริม อวี๋หมิงที่กำลังเดินผ่านได้ยิน จึงหยุดและหันมามองกลุ่มของสตรีที่กำลังพูดถึงเขา สตรีเหล่านั้นรีบสลายตัวในทันที ก่อนที่จะพากันเข้าไปในเรือนเมื่อถึงเวลา โจวเฟิงที่เดินมากับสหายเมื่อได้ยินก็ยิ้มแห้งออกมา
"ลูกพี่ ท่านหัวเราะอะไรกัน"
ซุนเย่เอ่ยถามด้วยความงงงวยขณะที่ในปากก็ยังเคี้ยวของกินอยู่ โจวเฟิงจิ้มไปท้องเบาๆด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปที่เรือนใฝ่ศึกษาด้วยเช่นกัน พอชายหนุ่มเข้ามาถึงก็เป็นอย่างที่คาด ที่โต๊ะหน้าสุดเป็นที่ของคุณชายอวี๋หมิงเช่นเคย โจวเฟิงไม่ได้ใส่ใจเขาเพียงเลือกนั่งที่หลังห้องสุด จากนั้นเอนตัวลงนอนด้วยท่าทางสบายๆ แต่เขายังนอนที่พื้นไม่ถึงเค่อก็ถูกของแข็งแตะเข้าที่ขาอย่างแรง
"โจวเฟิง ที่นี่มันใช่ที่นอนหรืออย่างไร ถ้าไม่สนใจที่จะร่ำเรียนก็ออกไปจากห้องเรียนของข้าซะ"
เสียงของอาจารย์มู่เหยียนจิ๋น หรือใครๆ ก็เรียกเขาว่าอาจารย์มู่ สอนภาคทฤษฎีเดินเข้ามาและเตะไปที่ขาของชายหนุ่ม
"โอ๊ย~~อาจารย์ท่านทำเช่นนี้กับศิษย์เป็นสิ่งที่ผิดนะขอรับ"
โจวเฟิงแกล้งร้องโอดโอยอย่างไม่จริง อาจารย์มู่ไม่ได้สนใจเพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นประจำ ชายหนุ่มไม่เคยตั้งใจเรียน พอถึงคาบเรียนก็เข้ามาหลับแบบนี้ทุกครั้ง แถมผลการเรียนก็ไม่เอาไหน อวี๋หมิงที่ได้ยินเพียงมองด้วยหางตาจากนั้นหันกลับมาที่ด้านหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม
"วันนี้เราจะเรียนเรื่องวิญญาณกระบี่ชี้นำ ทุกคนเปิดตำราหน้าที่ห้าสิบเก้า"
อาจารย์มู่เอ่ยเสียงดัง ศิษย์ทุกคนเปิดตามที่อาจารย์มู่บอก จากนั้นก็เริ่มบรรยายเนื้อหาต่างๆ โจวเฟิงยังคงนอนอยู่ที่พื้นจนจบคาบเรียนในวันนี้อย่างไม่สนใจ หลังเวลาผ่านไปสองชั่วยาม ศิษย์ทุกคนทยอยออกไปจากห้องจนหมดแล้ว เหลือเพียงโจวเฟิงที่ยังนอนหลับไม่ตื่น อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นหาได้สนใจ หลังเก็บตำราเสร็จก็เดินผ่านบริเวณที่โจวเฟิงนอนอยู่ ดวงตาคมเหลือบมองเพียงเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าและเดินออกไป
.......
ในช่วงยามบ่าย เป็นการเรียนการปฏิบัติจริงจากการเรียนภาคทฤษฎีเมื่อเช้า ทุกคนจึงมารวมตัวกันที่ลานฝึกหลังสำนัก โจวเฟิงเดินบิดขี้เกียจเข้ามาต่อแถว วันนี้เป็นวิชาที่เขาไม่ชอบเรียนเอาเสียเลย เพราะชายหนุ่มไม่มีพลังวิญญาณเหมือนอย่างผู้อื่นเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ตอนอายุเจ็ดขวบเด็กทุกคนจะถูกทดสอบสายเลือดว่าเป็นสายเลือดมารหรือเซียน และแน่นอนสิบในสิบ ส่วน ผลทดสอบออกมาจะต้องเป็นสายเลือดเซียนทั้งหมดทุกคน เพราะในแผ่นดินนี้ มีเพียงสองสายเลือด นั่นก็คือ สายเลือดมารและเซียนเท่านั้น ซึ่งทั้งสองสายเลือดไม่ถูกกันและได้แบ่งเขตแดนชัดเจน เพราะฉะนั้นในแผ่นดินเซียนจะไม่มีมารเข้ามาได้ และมารเองก็เช่นกัน ในแผ่นดินมารจะไม่มีเซียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงรู้ว่าอย่างไรตอนเจ็ดขวบเมื่อทดสอบสายเลือดแล้วในสำนักกระบี่เซียนแห่งนี้จะไม่มีสายเลือดมารปรากฏ แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องยืนยันว่าคนผู้นั้นคือสายเลือดเซียน เมื่อทดสอบแล้วจะถูกปลุกพลังวิญญาณขึ้นมาและมอบกระบี่ข้างกาย กระบี่นั้นจะเป็นตัวหล่อหลอมพลังวิญญาณเข้าไว้กับตัว ผู้ที่สามารถดึงกระบี่ออกจากฝักกระบี่เท่านั้น และเด็กคนใดที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสายเลือดมารหรือเซียนก็จะมีพิธีตรวจสอบทุกๆ ปี ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถตรวจสอบได้ตอนอายุเจ็ดขวบ เพราะว่าพลังวิญญาณที่จะถูกปลุกนั้นไม่เหมือนกัน
แต่สำหรับโจวเฟิงแล้ว ตอนนี้เขาอายุได้ยี่สิบเอ็ดปีกว่าแล้ว ทุกๆ ปีที่ทำการตรวจสอบสายเลือดกลับไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นคนสายเลือดมารหรือเซียน ทั้งที่คนอื่นๆสามารถตรวจสอบได้ว่าตนนั้นมีสายเลือดอะไรไม่เกินอายุสิบขวบด้วยซ้ำ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เมื่อเขาไม่สามารถตรวจสอบสายเลือดได้ จึงไม่ได้มีพิธีการปลุกพลังวิญญาณและมีกระบี่คู่กาย ทำให้โจวเฟิงไม่อยากที่จะศึกษาปฏิบัติในวิชาที่เกี่ยวกับกระบี่ แต่หากเป็นอย่างอื่นเช่นกระยิงธนูหรือต่อสู้เขาไม่เป็นรองใครแน่ ในสำนักที่แม้แต่ชื่อยังมีคำว่ากระบี่นั้น ก็หมายความว่าการเรียนส่วนใหญ่ใช้กระบี่เป็นหลัก อีกทั้งกระบี่ยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้เป็นเซียนอีกด้วย
"ดูนั่นสิ สวะที่ไม่มีแม้แต่พลังวิญญาณเดินถือกระบี่ที่ยังไม่ได้ปลุกพลังมาแล้วล่ะ"
ศิษย์ชายหนึ่งคนนามว่าไห่ถังเอ่ยขึ้นทำให้ทุกคนหัวเราะตามเสียงดัง โจวเฟิงไม่ได้สนใจมากนักเพราะเขาชินกับเรื่องเช่นนี้แล้วอีกแค่หนึ่งปี เมื่ออายุครบยี่สิบสอง เขาก็จบการศึกษานี่แล้ว และอีกอย่างคำพูดของศิษย์พวกนั้นก็เป็นความจริง เพราะกระบี่ที่ไม่ได้ปลุกวิญญาณของเขา กับกระบี่ของศิษย์คนอื่นๆที่ปลุกพลังวิญญาณนั้นต่างกัน ของเขาที่สามารถทำได้เพียงหั่นเนื้อหั่นผัก ตัดไม้ แต่กระบี่ของคนที่ปลุกวิญญาณแล้วกลับใช้แรงเพียงขยับนิ้วก็สามารถผ่าหินทั้งก้อนได้อย่างง่ายดาย มันช่างต่างกันราวฟ้ากลับเหว
"เจ้าดูแลกระบี่ของเจ้าให้ดีเถอะ ถึงกระบี่ข้าจะไม่ได้ปลุกพลังวิญญาณ ก็สามารถทำให้เจ้าปิดปากได้"
โจวเฟิงเอ่ยขึ้นพลางเดินไปยืนที่ข้างอวี๋หมิง
"เจ้า!"
ไห่ถังสบถออกมาด้วยความโมโหที่ถูกคนที่เขาดูถูกตอกกลับ ไห่ถังรู้ดีว่าถึงโจวเฟิงจะไม่มีพลังวิญญาณแต่กระนั้นความสามารถของโจวเฟิงก็เป็นที่ประจักแก่ทุกคน เขากำลังจะเอ่ยอันใดต่อแต่ก็เป็นจังหวะที่อาจารย์ลู่เหอ หรือที่ศิษย์คนอื่นๆ เรียกว่าอาจารย์ลู่ เป็นอาจารย์สอนวิชาปฏิบัติเข้ามาพอดี จึงทำได้เพียงเก็บงำความแค้นครั้งนี้ไว้
"เอาล่ะเมื่อเช้าอาจารย์มู่ได้สอนพวกเจ้าเกี่ยวกับการเรื่องวิญญาณกระบี่ชี้นำมาแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าคงมีความรู้เต็มเปี่ยมแล้วใช่หรือไม่"
อาจารย์ลู่เน้นย้ำที่คำว่าความรู้เต็มเปี่ยมและมองมาที่โจวเฟิง เพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียนสักเท่าไหร่ และรู้มาว่าวันนี้ชายหนุ่มนอนหลับทั้งคาบมาจากอาจารย์มู่ โจวเฟิงเกาที่ท้ายทอยแก้เขินเล็กน้อยที่ถูกจับได้
"เช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้าจับคู่ฝึก และท้ายคาบเรียนวันนี้จะมีการประลอง ใครที่ได้คะแนนมากที่สุดจะถูกละเว้นไม่ต้องสอบวิชานี้เมื่อจบปีการศึกษา เพราะข้าจะให้สอบผ่านได้เลย"
เสียงของอาจารย์ลู่ประกาศก้อง ทำให้ศิษย์ที่ได้ยินส่งเสียงร้องโห่ด้วยความดีใจ
"ลูกพี่ครั้งนี้ท่านต้องหาคู่ฝึกคนอื่นแล้วล่ะ คะแนนข้าต่ำเหลือเกินเกรงว่าจบปีการศึกษานี้ข้าคะแนนไม่ผ่านเป็นแน่"
ซุนเย่เอ่ยกับโจวเฟิงเมื่อต้องจับคู่ประลอง
"เจ้าอย่าได้คิดมาก ข้าเข้าใจดี"
โจวเฟิงเอ่ยตอบซุนเย่ไม่อยากให้คิดมาก และมองไปที่อวี๋หมิงที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างลุมล้อมเขาเพื่อต้องการให้เป็นคู่ประลองเต็มไปหมด แน่นอนใครๆก็อยากที่จะคู่กับคนเก่งๆ เดิมทีเขาอายุมากกว่าศิษย์คนอื่นๆกว่าแปดปี แต่เพราะมีเหตุผลบางอย่างที่มิอาจบอกผู้ใดได้ ซึ่งเหตุผลนั้นโจวเฟิงเองก็เพิ่งรู้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสำนักให้เหตุผลว่าชายหนุ่มต้องช่วยท่านรองเจ้าสำนักคนก่อนบำเพ็ญฌาน ทำให้หยุดศึกษาไปแปดปี แต่ถึงจะศึกษาหลังผู้อื่นทว่าฝีมือความเก่งกาจของชายหนุ่มก็เป็นที่ประจักษ์ สมกับเป็นบุตรชายคนรองของเจ้าสำนักกระบี่เซียน
โจวเฟิงถอนหายใจและเดินไปนั่งด้วยท่าทางสบายๆ แต่ตอนนั้นเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ อวี๋หมิงที่ใครๆก็ต่างรุมล้อมกลับเดินผ่านผู้คนมาทางเขา
"อะ...อะไรของเจ้ากัน"
โจวเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"มาคู่กัน"
อวี๋หมิงเอ่ยเพียงสั้น ทำให้คนที่ได้ยินรวมถึงโจวเฟิงเองก็ตกใจ
