ตอนที่ 1 เรื่องวันนี้ที่เจ้าได้ยิน หวังว่าเจ้าจะไม่บอกผู้ใด
ท่ามกลางหน้าผาที่สูงชัน พื้นดินและทั่วทุกบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวดูสะอาดตา สายลมพัดเอาหิมะที่ยังตกลงมาไม่หยุดให้พัดไปตามทิศทางแรงลม ที่ด้านล่างหน้าผาเป็นแม่น้ำคดเคี้ยวไปตามภูเขาที่เรียงกันหลายลูก ในฤดูนี้ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวหาดูได้ยาก ปลายหน้าผาสูงที่ไม่คาดคิดว่าจะมีใครอยู่ เนื่องด้วยอากาศที่เย็นจัดและอันตรายเกินไป กลับมีชายหนุ่มอายุราว 21 ปี ยืนอยู่ด้วยใบหน้าซีดเซียว ที่มือของเขากำดาบแน่น ปลายดาบถูกทิ้งตัวไปกับพื้นด้วยความหมดแรง ทั้งดาบรวมถึงที่แขนของเขาอาบไปด้วยโลหิตสีแดงสด จนทำให้หิมะสีขาวบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงและมีกลิ่นคาวเลือดเป็นบริเวณกว้าง ด้านหลังของชายหนุ่มห่างไปไม่ถึง 1 ลี้ มีสุนัขตัวโตที่ดูก็รู้ได้ว่าถูกเลี้ยงไว้เพื่อฆ่านอนตายเกลื่อนห้าถึงหกตัว ชายหนุ่มหายใจหอบเพราะความเหนื่อยล้าและกุมบาดแผลที่หน้าท้อง
"นั่นไงมันอยู่นั่น ฆ่ามันซะ"
เสียงของใครคนหนึ่งดังมาจากทางที่กลุ่มสุนัขตาย และไม่นานผู้คนเหล่านั้นก็ปรากฏตัวให้ชายหนุ่มได้เห็น ทุกคนดูระแวดระวัง กำดาบในมือล้อมเขาเป็นรูปครึ่งวงกลมไม่ให้หนีไปได้ และมีทางเดียวที่ชายหนุ่มจะไปได้นั่นก็คือกระโดดลงไปที่หน้าผานั้น
"โจวเฟิง เจ้ายอมแพ้ซะ! คนเช่นเจ้าอยู่ไปก็รกแผ่นดินนี้"
หนึ่งในกลุ่มชายที่มาใหม่เอ่ยขึ้นเสียงดัง ให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ปลายหน้าผายอมจำนน
"ฮ่าๆๆๆ พวกเจ้านี้มันน่าขันสิ้นดี หากข้าจะยอมจำนนเหตุใดต้องสู้และหนีจนหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ ฮ่าๆๆๆๆ"
โจวเฟิงพูดไปหัวเราะไป
"หุบปากซะ ศิษย์นอกสำนักอย่างเจ้าที่แม้แต่สายเลือดก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ อีกทั้งดาบเซียนก็ไม่สัมฤทธิ์ผล เจ้ามันเผ่ามารชัดๆ"
"หุบปากซะ ข้ามิใช่มาร"
โจวเฟิงตะโกนออกมาเสียงดังก้อง และเข้าปะทะกับคนกลุ่มนั้น แต่เพราะแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด ไม่สามารถที่จะสู้กลุ่มคนที่มาไม่ต่ำกว่า 10 คน จนในที่สุดการตัดสินใจสุดท้ายของเขา คือการยอมตายแต่มิยอมจำนน เช่นนี้ถึงนับว่าตายอย่าสมเกียรติ
"ม่ายยยย~~~~ ข้าไม่ใช่มาร...."
โจวเฟิงตะโกนลั่นเมื่อร่างของตนกำลังร่วงหล่นจากหน้าผา
"ม่ายยย~~~"
โจวเฟิงที่กำลังนอนอยู่บนเตียงกว้าง ตะโกนเสียงดังและสะดุ้งตื่น เขาลุกขึ้นนั่งและเอามือทาบไปที่บาดแผลหน้าท้อง เหมือนอย่างในฝันที่ตนได้รับบาดเจ็บ แต่ที่หน้าท้องเขาตอนนี้กลับไม่ได้มีบาดแผลอะไร ดวงตาเข้มมองไปที่หน้าต่างในยามค่ำคืน แสงของดวงจันทร์สอดส่องเข้ามาที่ริมหน้าต่างทำให้ในห้องตอนนี้ไม่มืดจนเกินไปถึงแม้ไม่ได้จุดตะเกียง โจวเฟิงลูบที่แขนตนเบาๆ ช่วงนี้ยังไม่เข้าฤดูเหมันต์ กลับรู้สึกหนาวเหน็บจนเข้ากระดูก ดังเช่นอย่างความฝันเมื่อสักครู่มันเหมือนเรื่องจริงจนเขาใจหาย
โจวเฟิงที่สวมชุดตัวในสีแดงสด ร่างกายสมส่วนไม่เล็กหรือบางเกินไปที่หน้าอกเผยให้เห็นกล้ามหน้าท้องเล็กน้อย เนียนขาว ใบหน้ารูปไข่ออกแนวไปทางหวานแต่ไม่เท่าสตรี คิ้วหนารับกับใบหน้า ดวงตาสีน้ำตาลที่ด้านล่างตามีเม็ดไฝเล็กๆ ช่วยเสริมให้เขาน่ามองมากยิ่งขึ้น จมูกโด่ง และริมฝีปากไม่บางหรือหนาจนเกินไป ชายหนุ่มเดินไปหยิบชุดตัวนอกเข้ามาสวมทับทำให้เขาตอนนี้ดูตัวหนาขึ้นมาเล็กน้อย และเดินออกจากห้องพักโดยที่ไม่ลืมหยิบขวดสุราสีขาวติดมือไปด้วย เขาเลือกหาที่นั่งดื่มสุราดีๆ ที่หลังคาอย่างสบายใจเพื่อให้ลืมเลือนเรื่องที่ตนฝันเมื่อสักครู่ ชายหนุ่มนั่งด้วยท่าทางสบายๆ พร้อมยกจอกสุราขึ้นดื่ม ในมืออีกข้างหมุนปอกนิ้วที่ทำจากไม้ไปพลาง
"เป็นเช่นไร"
จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เหมือนเสียงของใครที่กำลังยืนคุยกันอยู่ โจวเฟิงเพ่งสายตามองหาที่มาของเสียง จนในที่สุดก็หันไปพบกับชาย 2 คนที่กำลังยืนสนทนากันอยู่ที่หน้าเรือนเจี๋ยนมีลิ่ว
"นั่นมันอวี๋หมิงและท่านเหวินอู๋มิใช่หรือ มาทำอันใดที่หน้าเรือนนี้ที่ไม่มีใครอาศัยอยู่"
โจวเฟิงพึมพำกับตนเองในใจและลอบแอบมองทั้งคู่สนทนากันอย่างใส่ใจ แต่ไม่นานเรื่องที่เขาสงสัยก็กระจ่าง เมื่อเห็นหญิงงามหน้าตาสะสวยหมดจรดเดินออกมาจากเรือน
"ขอบคุณแม่นางชิวหลัน และขออภัยสำหรับเรื่องวันนี้"
จ้าวเหวินอู๋โค้งคำนับด้วยความจริงใจและอวี๋หมิงเองก็เช่นกัน ชิวหลันไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงแค่หันไปมองหน้าอวี๋หมิงอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะเดินด้วยท่าทางของคนอารมณ์เสียขึ้นรถม้าไป อวี๋หมิงกุมที่หน้าอกด้วยความทรมาน เหวินอู๋จึงรีบเข้าไปประคอง
"เจ้าไหวหรือไม่"
เหวินอู๋เอ่ยถามน้องชายตนด้วยความเป็นห่วง อวี๋หมิงเพียงพยักหน้าเท่านั้น
"หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าก่อนอายุสามสิบปีเจ้าคงทนมิไหวแล้ว วันรุ่งขึ้นข้าจะตามหาสตรีบริสุทธิ์ ที่นางเต็มใจมา"
"ท่านมิต้องลำบาก หากข้าต้องร่วมนอนกับสตรีที่ข้ามิได้รักถึงเก้าคนเพื่อถอนพิษเช่นนี้ ข้ายอมตายเสียยังดีกว่า"
อวี๋หมิงเอ่ยจบก็กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ จ้าวเหวินอู๋รีบพยุงผู็เป็นน้องชายไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นลูกท้อใหญ่
"เจ้าผลัดเช่นนี้มาจนอายุตอนนี้ยี่สิบเก้าปีแล้วปีแล้ว เหลือเวลาเพียงแค่หนึ่งปีที่เจ้าจะสามารถถอนคำสาปได้ จนป่านนี้เจ้ายังมิได้ร่วมนอนกับสตรีแม้เพียงสักคน"
เหวินอู๋จนปัญญาที่จะหว่านล้อมให้น้องชายของตนร่วมนอนกับสตรีบริสุทธิ์เก้าคนเพื่อล้างคำสาป ชิวหลันคือคนที่สี่สิบหกที่เขาพาตัวมา แต่ก็ยังทำให้ชายหนุ่มไม่ถูกใจถึงขั้นร่วมหลับนอนไม่ได้อีก ส่วนวิธีการแก้คำสาปอีกข้อก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร หลายปีที่ผ่านมาชายหนุ่ม จ้าวเหวินอู๋ และจ้าวหยงอี๋เจ้าสำนักกระบี่เซียนพยายามหาคำตอบ และแน่นอนเรื่องนี้ถูกปิดเป็นความลับมาจนถึงทุกวันนี้
"ท่านกลับไปก่อนเถิด"
อวี๋หมิงเอ่ยเพียงสั้นๆ และใบหน้ายังคงเรียบนิ่งไม่ได้แสดงท่าทางให้เป็นกังวลอันใด เหวินอู๋ถอนหายใจและเดินออกไป
หลังอวี๋หมิงได้อยู่คนเดียวเขาก็กำมือแน่นด้วยความโมโหในตัวเองจนใบหน้าเห็นกรามชัด แต่จังหวะนั้นเองโจวเฟิงที่ลักลอบแอบฟังมาตั้งแต่ต้นเผลอทำสุราหลุดจากมือ จนตกลงมาแตกที่พื้นเรียกความสนใจให้อวี๋หมิงที่นั่งอยู่ด้านล่างได้รู้ตัว เขารู้แล้วว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียวและต่อจากนี้ไปไม่ได้มีเพียงแค่ 3 คนที่รู้เรื่องของเขา โจวเฟิงที่เห็นสายตาของอวี๋หมิงมองมาที่ตนก็ยิ้มแห้งจนเห็นฟันขาว ก่อนที่จะกระโดดลงมาที่พื้น
"ขออภัยที่ข้าส่งเสียงรบกวน เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน"
โจวเฟิงเอ่ยและทำท่าจะเดินออก
"เดี๋ยว!"
อวี๋หมิงยืนเต็มความสูงก่อนที่จะเดินมาหาชายหนุ่ม
"กฎสำนักข้อที่สามสิบเก้าห้ามดื่มสุราในบริเวณสำนัก"
อวี๋หมิงเอ่ยเสียงเรียบและก้มลงไปเก็บเศษขวดสุราขึ้นมาหนึ่งชิ้นที่หน้าโจวเฟิง
"แฮร่~ อวี๋หมิง เจ้าอย่าได้เข้มงวดนักเลย ครั้งนี้ละเว้นให้ข้าเถอะนะ"
โจวเฟิงเอ่ยอ้อนวอนถึงแม้จะรู้ว่าไม่เป็นผล ใครต่างก็รู้จักอวี๋หมิงดี เขาที่ได้ฉายาว่าเป็นกฎสำนักเดินได้ แถมยังเป็นบุตรชายของเจ้าสำนักกระบี่เซียนแห่งนี้อีกด้วย เขาไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่
"ได้"
"โถ่ว~~~ถือว่าข้าขอร้องเถ.... เดี๋ยวนะเจ้าพูดจริงหรือ"
โจวเฟิงที่กำลังจะอ้อนวอนต้องเอ่ยถามอีกครั้งเพราะความไม่แน่ใจ สิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่ยังไม่อยากที่จะเชื่อหูตัวเอง อวี๋หมิงพยักหน้ารับ ก่อนที่จะเดินออกไป แต่เดินไปได้เพียงแค่ 3 ก้าวก็หยุดลง
"เรื่องวันนี้ที่เจ้าได้ยิน หวังว่าเจ้าจะไม่บอกผู้ใด"
อวี๋หมิงเอ่ยทั้งที่ยังยืนหันหลัง และก้ามต่อไปทันที
"ดะ..ได้ เจ้าไว้ใจข้าได้ ข้าโจวเฟิงรักษาความลับผู้อื่นเก่งที่สุดในใต้หล้า"
โจวเฟิงรับปากตะโกนตามหลังชายหนุ่มไป จากนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ถูกทำโทษ หากเรื่องนี้ถึงหูเจ้าสำนักเห็นทีเขาต้องถูกให้ไปกวาดคอกม้าอีกเป็นแรมเดือนแน่
