ตอนที่ 15 คนเย็นชาเช่นนั้นผู้ใดอยากคบค้าเขาเป็นสหายกัน
“นี่ลูกพี่ ท่านรู้ข่าวเรื่องของคุณชายจ้าวหรือไม่”
ชุ่นเย่เข้ามาหาโจวเฟิงที่กำลังนอนอ่านตำราด้วยท่าทีสบายๆ ในปากคาบลูกท้ออยู่ เมื่อได้ยินชื่อของอวี๋หมิงก็ทำหน้าบึ้งหันหลังนี้ทันทีอย่างคนไม่พอใจ เรื่องเมื่อหลายวันก่อนทำเขาไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย คนอะไรแล้งน้ำใจชะมัด คนอุตส่าห์ช่วยไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ ยังมาว่าเขายุ่งไม่เข้าเรื่องอีก
“ข้าไม่อยากรู้เรื่องของเขา”
“งั้นหรือ ข้านึกว่าท่านจะสนใจเขาเสียอีก”
“สนใจอันใดของเจ้า คนเย็นชาเช่นนั้นผู้ใดอยากคบค้าเขาเป็นสหายกัน”
“นี่….ท่านว่าเจ้าสำนักกำลังปิดบังอันใดพวกเราอยู่หรือไม่”
ชุ่นเย่เอ่ยเบาราวกระซิบ
“……”
โจวเฟิงเงียบลงเมื่อได้ยินเรื่องนี้ ชุ่นเย่จึงรู้ว่าตนเองเปิดเรื่องได้น่าสนใจแล้ว
“เมื่อสองอาทิตย์ก่อนข้ากลับจวนไปเยี่ยมท่านพ่อ ท่านรู้หรือไม่ข้าพบผู้ใดที่จวน……ข้าพบเจ้าสำนักอยู่ที่จวน คนเช่นเขามีอันใดกับพ่อข้าที่เป็นเพียงพ่อค้ากัน”
“แล้วพ่อเจ้าเป็นพ่อค้าชาวบ้านธรรมดาทั่วไปหรืออย่างไร”
โจวเฟิงเอ่ยขึ้น บิดาของซุ่นเย่ คือพ่อค้าเศรษฐีของอำเภอฝูเทียนเลยก็ว่าได้ อะไรที่ว่าหาซื้อได้ยากก็ล้วนมีหมด
“ก็จริงของท่าน ฮ่าๆ”
“แล้วเช่นไรต่อ”
“นี่ท่านเริ่มอยากรู้แล้วหรือ”
“จะเล่าไม่เล่า หากไม่เล่าก็อย่ามารบกวนการนอนของข้า”
โจวเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด รู้สึกว่าชุ่นเย่ผู้นี้มักชอบกวนประสาทเขาเสียจริง
“ก็ได้ๆข้าเล่าแล้ว ท่านพ่อบอกข้าว่าเจ้าสำนักไปถามหาตำราเกี่ยวกับพลังมาร อีกทั้งเอาทุกเล่มที่เกี่ยวข้อง จำพวกตำราหายากมิได้มีขายในร้านตำทั่วไป ท่านว่าคนเช่นเขาจะเอาตำราพวกนี้ไปทำไมกัน นี่มันตำราต้องห้ามของสายเลือดเซียนเชี่ยวนะ อีกอย่างเมื่อหลายวันก่อนที่คุณชายอวี๋หมิงได้รับบาดเจ็บ เพราะเดินทางไปคุ้มกันรองเจ้าสำนักที่รับตำราคืนจากวังหลวง เรื่องนี้ขนาดทางราชสำนักยังให้ความสำคัญเช่นนี้ ท่านว่ามิใช่เรื่องเล็กๆ แล้วใช่หรือไม่ ส่วนคนกลุ่มใดกันที่ทำร้ายเขาหนักถึงเพียงนั้น ข้าว่าคนพวกนั้นก็รู้ความลับนี้ด้วยเป็นแน่ ท่านคิดเห็นเช่นไรลูกพี่”
ชุ่นเย่เล่าพลางแสดงความคิดเห็น
“เขาก็ต้องการหาวิธีแก้คำสาปให้บุตรชายของเขาน่ะสิ” โจวเฟิงเอ่ยกับตนเองในใจ คราแรกจากที่อวี๋หมิงเล่าให้ตนฟัง เขาบอกมีเพียงแค่คนในครอบครัวเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ เหตุใดตอนนี้กลับมีเรื่องของวังหลวงมาเกี่ยวข้องด้วย หรือคำสาปมารที่อยู่บนตัวของอวี๋หมิงจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้ว ส่วนคนที่หลอบทำร้ายอวี๋หมิงนั้นก็คงรู้ความลับอันใดขึ้น ศัตรูของสำนักกระบี่เซียนมีได้มีน้อย สำนักใดๆก็ต้องการขึ้นเป็นที่หนึ่งและจุดอ่อนของสำนักตอนนี้คืออวี๋หมิง หากสำนักอื่นรู้ว่าสำนักอันดับหนึ่งมีบุตรชายที่ถูกไอมารแล้วยังมิกำจัดทิ้ง เกรงว่าผลตามมาหลังจากนี้คงใหญ่มากเป็นแน่
“ลูกพี่….ลูกพี่! นี่ท่านกำลังคิดอันใดอยู่ ท่านก็กำลังคิดเหมือนข้าใช่หรือไม่ ว่าสำนักกำลังมีเรื่องปิดบังพวกเรา รวมถึงทุกคนอยู่”
“ไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่างเจ้า อยากรู้ให้มันน้อยๆหน่อย”
“แต่…อื้อๆ”
ชุ่นเย่ยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็ถูกลูกท้อลูกใหญ่ยัดเข้าปากเสียก่อน
…..
“นำยานี่ไปให้เขา”
จ้าวหยงอี๋เอ่ยบอกผู้ช่วยคนสนิทของตนเอง ให้นำยาที่ต้นเองต้มเองกับมือไปให้บุตรชาย ขณะที่ยาถูกนำออกไปจ้าวเหวินอู๋ก็เดินเข้าพอดี ชายหนุ่มองยาถ้วยนั้นก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือยาอันใด ในใจของเขารู้สึกไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ของท่านพ่อ
“ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วใช่หรือไม่”
“เรียบร้อยแล้วขอรับ แต่ข้าคิดว่าวิธีการนี้จะโหดร้ายเกินไปหรือไม่ เรายังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าทำไปแล้วจะล้างคำสาปได้จริงๆ คำพูดของตาแก่นั้นเชื่อถือได้หรือไม่ก็ไม่รู้”
เมื่อหลานสิบปีก่อน เขาและท่านพ่อเดินทางไปที่สุดของแผ่นดินเซียน เพื่อตามหาวิธีแก้คำสาปให้กับน้องชาย ในหุบเขาแห้งแล้งเต็มไปด้วยความว่างเปล่า มีเพียงเศษซากโครงกระดูกและไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ก่อนที่จะถอดใจกลับคืน พวกเขากลับพบตาแก่ผู้หนึ่งที่เดินไปมาเข้าออกแผ่นดินเซียนและมารได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ถูกพลังใดโจมตีได้ ตาแก่ผู้นั้นเหมือนกับกำลังรอพวกเขามาถึงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อบอกวิธีการแก้คำสาปนี้แล้วร่างกายกลับสลายหายไปในทันที
“เป็นบุรุษเช่นไรวันหนึ่งก็ต้องมีเรื่องเช่นนี้ อีกอย่างข้ามิได้ฝืนใจพวกนางเสียที่ไหน สตรีที่ใดก็ต่างยินยอมให้กับเขาทั้งนั้น”
“……”
“เรื่องนี้มิใช่เรื่องใหญ่อันใด แต่หากปล่อยไว้ต่อไปเพียงแค่เรื่องทิฐิในใจ เกรงว่าต่อไปไม่ใช่เพียงเขาที่ลำบากแต่รวมถึงสำนักกระบี่เซียนอีกด้วย”
“ขอรับ”
จ้างเหวินอู๋รับคำก่อนจะเดินออกไปอย่างจนใจ
