ตอนที่ 14 ข้ามิเห็นด้วย และไม่ต้องการ
ปลายยามจื่อ
โจวเฟิงนอนพลิกไปมาที่เตียง ในหัวของเขามีเรื่องมากมายตีกันไปหมดจนทำเอานอนไม่หลับ และหนึ่งเรื่องในหัวที่รบกวนความคิดของเขาตอนนี้คือ เมื่อตอนกลางวันอวี๋หมิงออกไปที่ใด ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่จู่ๆ เรื่องอวี๋หมิงเข้ามารบกวนความคิดของตนกัน ก็เห็นอยู่ว่าในสำนักตอนนี้กำลังเกิดเรื่องอันใดขึ้น เพียงแค่เพราะว่าตนเป็นเพียงศิษย์ในสำนัก ไม่มีสิทธิ์รับรู้เรื่องพวกนี้ก็เท่านั้น ชายหนุ่มสังเกตเห็นการป้องกันและการเพิ่มจำนวนคนรอบสำนักที่มากขึ้น
เฮ้อ~
โจวเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างทนมิได้ ก่อนจะลุกขึ้นสวมอาภรณ์ตัวนอกและเดินมาเปิดลิ้นชักหยิบเอาสุราจอกเล็กๆออกมา จากนั้นเดินออกไปด้านนอกเรือนนอน พุ่งทะยานขึ้นไปนอนราบบนหลังคาดื่มสุราด้วยความผ่อนคลาย
ค่ำคืนฟ้าปิดเมฆหนาตั้งเค้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น แต่กลับมิยอมตกลงมาจนอากาศร้อนอบอ้าว แต่ขณะนั้นเองดวงตากลับเหลือบไปเห็นไฟขบวนหนึ่งกลับเข้ามาในสำนัก
……
“ช้าหน่อย”
จ้าวเหวินอู๋เอ่ยบอกลูกน้องที่กำลังหามอวี๋หมิงกลับเข้ามาที่เรือนนอน โจวเฟิงแอบดูทุกคนจากมุมมืด จ้าวหยงอี๋เองก็อยู่ที่นี่ด้วย ท่าทางของเขาร้อนใจเป็นอย่างมาก เห็นอวี๋หมิงที่นอนสลบไปอีกทั้งเห็นลอยเลือดซึมออกมาบริเวณหน้าอก เขาคงได้รับบาดเจ็บสาหัสมากเป็นแน่
ปัง!
เสียงประตูเรือนถูกปิดลงเสียงดัง ด้านในมีเพียงเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนักและท่านหมอหนึ่งคนเท่านั้น เกรงว่าคงกลัวผู้อื่นจะรู้เรื่องที่อวี๋หมิงถูกคำสาปของไอมารเป็นแน่ โจวเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ย่องเบาไปบนหลังคา แอบดูเหตุการณ์ด้านในเรือนอย่างเงียบๆ
“เกรงว่าอาการครานี้ของคุณชายจะสาหัสกว่าทุกครา”
ท่านหมอเอ่ยบอกหลังเปิดอาภรณ์อวี๋หมิง ยิ่งบาดแผลกว้างมากเท่าไหร่ไอมารก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงเท่านั้น หากเป็นร่างกายของคนธรรมดา ก็ไม่รู้ว่าจะทนได้นานขนาดนี้ไหม นี่ขนาดจ้าวหยงอี๋ที่มีพลังวิญญาณระดับมหาวิญญาณและจ้าวเหวินอู๋ที่มีพลังระดับพลังวิญญาณชั้นสูง คอยรักษาแล้วอาการยังแย่ลงขนาดนี้
“รีบรักษาเถิด”
จ้าวหยงอี๋เอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล ขณะที่ท่านหมอกำลังทำแผล ทั้งคู่ก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณถ่ายทอดมาที่ตัวของอวี๋หมิงด้วยเพื่อระงับไอมารที่กำลังกัดกินร่างกายของเขา
เสียงร้องดังออกมาไม่หยุดถึงแม้จะหมดสติไปก็ตาม มิรู้ว่าเขาต้องทรมานมากเพียงใดกับความเจ็บปวดนี้ จนเวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยามในที่สุดการรักษาก็จบลง ใบหน้าของอวี๋หมิงซีดเซียวจนเหมือนกับศพที่นอนตายก็มิปาน
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
ท่านหมอเอ่ยจบก็ถือกล่องยาเดินออกไปจากห้อง จ้าวหยงอี๋นั่งลงที่เตียงของลูกชาย ในใจของเขารู้สึกผิด หากยี่สิบปีที่แล้วไม่เกิดเรื่องขึ้นบุตรชายของเขาก็ไม่ต้องมารับเคราะห์เช่นนี้แทนเขา
“ท่านพ่อพักก่อนเถิดขอรับ ท่านใช้พลังไปมากแล้ว”
จ้าวเหวินอู๋เอ่ยบอกผู้เป็นบิดา
“เจ้าเองก็ไปพักเถิด เดินทางมาจากเมืองหลวงหลายวันคงเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว”
“ขอรับ”
จ้าวเหวินอู๋รับคำก่อนจะพากันเดินออกไปจากเรือน หากอยู่ในสำนักแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดเข้ามาทำร้ายได้อวี๋หมิงได้อีก
ตุบ!
โจวเฟิงกระโดดลงมาจากหลังคาหลังทุกคนออกไปหมดแล้ว ชายหนุ่มเดินไปหยุดลงที่หน้าเตียง มองสำรวจร่างใหญ่ที่สลบไม่ได้สติ
“โดนผู้ใดทำร้ายมาถึงได้หนักขนาดนี้ กะจะเอาให้ตายเลยหรืออย่างไรกัน”
ชายหนุ่มเอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ
ดูเหมือนว่าการรักษาของเขาจะไม่ดีขึ้นเลยเหมือนอย่างที่ท่านหมอบอก ทำได้เพียงประคองอาการเท่านั้น ในดวงตาของโจวเฟิงสะท้อนแสงสีแดงลอยออกมาจากตัวของอวี๋หมิง
อัก!
อวี๋หมิงกระอักเลือดออกมาคำโต ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นรีบเข้าไปประคองด้วยความเป็นห่วงทันที ดวงตาที่ดูอิดโรยมองมายังโจวเฟิงก่อนจะสลบไปอีกครั้ง
“อวี๋หมิง อวี๋หมิง!”
ชายหนุ่มพยายามเรียกสติเขาแต่กลับไร้ผล มือหนาเอื้อมไปเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากให้ จากนั้นจัดท่าทางให้เขานอนเช่นเดิม
โจวเฟิงชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาจากนั้นส่งไปที่ตัวของอวี๋หมิง เม็ดเหงื่อจำนวนมากไหลออกมาจนชุ่มตัว เขารู้ดีว่าตนเองไม่ควรทำเช่นนี้ แต่จากเหตุการณ์คราที่แล้วทำให้เขารู้ความลับข้อหนึ่งที่ว่า ไอมารจากตัวอวี๋หมิงต้องได้รับการรักษาจากพลังมารเท่านั้น ที่ผ่านมาเขาจึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดท่านเจ้าสำนักที่มีพลังวิญญาณมากมายถึงเพียงนั้นกลับไม่อาจทำให้ร่างกายของบุตรชายหายดีได้
“เป็นเช่นไรบ้าง”
ชายหนุ่มเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นอวี๋หมิงลืมตาขึ้น
ดวงตาคมมองสำรวจสภาพของเด็กหนุ่มที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งตัว ก็รู้ได้ทันทีว่าความรู้สึกอุ่นๆ สบายตัวเมื่อสักครู่มาจากสิ่งใด ไม่เหมือนพลังวิญญาณที่ท่านพ่อรักษาก่อนหน้า คล้ายกับกระจกสะท้อนกลับ ไม่ว่าพยายามถ่ายทอดมาที่เขามากเพียงใดกลับรักษาเขาได้เพียงหนึ่งในสิบส่วนที่ส่งมาเท่านั้น
“เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่”
เสียงแหบแห้งเหมือนคนไม่มีแรงเอ่ยถามชายหนุ่มเสียงเบา
“ข้าเพียงผ่านมาเท่านั้น…..”
คำโกหกที่ฟังไม่ขึ้นทำเอาเขาส่ายหน้า พลังวิญญาณของเด็กหนุ่มที่ถ่ายทอดมาเพียงเล็กน้อยกลับทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเป็นเท่าตัว
“เจ้ามิรู้หรือ หากเจ้ายังใช้พลังมารรักษาเช่นนี้…..”
“เรื่องนั้นข้ารู้หน่า หากเห็นคนจะตายตรงหน้าแล้วยังมิช่วย เช่นนั้นข้ายอมเป็นคนธรรมดาไม่มีพลังวิญญาณเสียยังดีกว่า”
โจวเฟิงเอ่ยขัดขึ้นก่อน เขารู้ว่าอวี๋หมิงต้องการจะเอ่ยอันใด
“แต่ข้ามิเห็นด้วย และไม่ต้องการ”
“เจ้า!”
“ชีวิตของเจ้าเลือกได้ว่าจะเป็นเซียนหรือมาร ยิ่งเจ้าใช้หลังมารมากเท่าไหร่ สายเลือดมารในตัวเจ้าก็จะมากขึ้นเท่านั้น จนวันหนึ่งอาจกลายเป็นมารสมบูรณ์ แต่เจ้าในตอนนี้อยู่บนแผ่นดินเซียน ก็ควรเป็นเซียนและใช้พลังเซียน”
อวี๋หมิงเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง เขาไม่อยากเอาชีวิตของตนมาฉุดรั้งทำให้เด็กผู้นี้กลายเป็นมาร จนไม่อาจยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้
“หากไม่มีพลังวิญญาณของข้าเจ้าอาจจะตายวันใดก็ได้”
“นี่มันเรื่องของข้า ข้าย่อมหาทางเอง”
“เจ้านี่มัน! มิรู้จักน้ำใจผู้อื่น”
โจวเฟิงเอ่ยพลางเท้าเอวหันหลังให้ชายหนุ่มด้วยความโมโห ก่อนจะทะยานออกไปจากห้อง
แค่ก! แค่ก!
อวี๋หมิงมองตามหลังเด็กหนุ่มที่พึ่งออกไป เขามิอยากเอาชีวิตของตนเองมาทำให้ผู้หนึ่งต้องเดือนร้อน หากเขาไม่อาจแก้คำสาปได้ชีวิตนี้คงอยู่ต่อไปได้อีกไม่นานแล้ว
