ตอนที่ 13 หิมะตกในฤดูคิมหันต์หรืออย่างไรกัน ศิษย์เช่นเจ้าถึงใฝ่ศึกษาเช่นนี้
หลายวันถัดมา
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นโจวเฟิงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จนคนรอบตัวต่างตกใจ เขาไม่เพียงเข้าเรียนทุกวัน แต่กลับตั้งใจเรียนไม่เข้ามาหลับเหมือนอย่างทุกคราที่ผ่านมา หลังเลิกเรียนก็เอาแต่คลุกตัวอยู่ที่หอตำราจนดึกดื่นถึงกลับห้องพัก แม้แต่สหายสนิทหลายคนที่มักเที่ยวเล่นกับชายหนุ่มก็ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอันใดอยู่กันแน่
“วันนี้ก็พอเท่านี้ คราหน้าทบทวนตำรามาด้วยข้าจะทดสอบพวกเจ้า”
เสียงอาจารย์มู่เอ่ยบอกก่อนจะปิดตำรา
“ขอรับ/เจ้าค่ะอาจารย์”
ศิษย์ทุกคนเอ่ยขึ้นพร้อมกันเสียงเบาเมื่อได้ยินว่าจะต้องถูกทดสอบ และพากันเดินออกไปจากห้องเรียน ตอนนี้เหลือเพียงโจวเฟิงที่กำลังจดสรุปที่เรียนในวันนี้ และอวี๋หมิงนั่งคอยให้ศิษย์คนอื่นออกไปก่อนเพราะไม่อยากเบียดกันหน้าประตู เขาชายตามองโจวเฟิงที่ยังไม่ขยับกายไปไหน ก่อนจะรีบลุกทำท่าคารวะอาจารย์ที่กำลังเดินผ่านหน้าออกไป
มู่เหยียนจินเดินถือตำรามาหยุดลงที่หน้าโจวเฟิง ชายหนุ่มรับรู้ได้จึงเงยหน้ามองพลางขมวดคิ้ว
“หิมะตกในฤดูคิมหันต์หรืออย่างไรกัน ศิษย์เช่นเจ้าถึงใฝ่ศึกษาเช่นนี้”
“อร๊าก~ เจ็บเหลือเกินขอรับ”
โจวเฟิงไม่ร้องเปล่ายังกุมที่หน้าอก แสดงสีหน้าทรมานออกมา
“เป็นอันใด”
มู่เหยียนจินเอ่ยถามด้วยความตกใจและเป็นห่วง ไม่เว้นแม้แต่อวี๋หมิงด้วยเพราะคราก่อนชายหนุ่มก็เจ็บบริเวณหน้าอกเช่นนี้
“คำพูดของอาจารย์กรีดลึกเข้าที่ขั้วหัวใจของข้า มันทำร้ายข้าจนบาดเจ็บสาหัส”
“เฮ้อ~ เจ้านี่มัน!”
มู่เหยียนจินเอ่ยออกมาด้วยความหงุดหงิดที่ถูกเด็กผู้นี้หยอกล้อจนได้ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อออกไปด้วยความโมโห
โจวเฟิงมองเลยไปเห็นท่าทีของอวี๋หมิง ที่ดูหงุดหงิดไม่ต่างจากอาจารย์มู่ก็ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะหยอกล้อได้ถึงสองคน
“เดินดีๆ เล่าคุณชายจ้าว”
โจวเฟิงไม่ลืมที่จะหยอกล้อตามหลังชายหนุ่มออกไป หลังห้องเรียนกลับมาสงบอีกครั้ง ใบหน้าที่ดูยิ้มแย้มเมื่อสักครู่ก็เปลี่ยนมาจริงจัง อย่างกับว่าเป็นคนละคนกัน
……
จ๊อก~
เสียงชาร้อนกระทบถ้วยชาเสียงดังท่ามกลางเรือนที่เงียบสงบ ควันอุ่นลอยล่องส่งกลิ่นหอม มือหนาเอื้อมมือยกขึ้นดื่มช้าๆ กำลังรอคอยคนผู้หนึ่งมาพบ จ้าวหยงอี๋ปีนี้อายุครบหกสิบสองปีแล้ว แต่ร่างกายยังคงแข็งแรงเสมือนคนอายุสี่สิบต้นๆ เท่านั้น เพราะพลังวิญญาณระดับมหาวิญญาณแล้ว
“ท่านพ่อ”
อวี๋หมิงเอ่ยพลางทำท่าคารวะผู้เป็นบิดา
“มาแล้วหรือ เจ้านั่งก่อน”
จ้าวหยงอี๋เอ่ยพลางบอกให้บุตรชายของตนเองนั่งลง จากนั้นเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักนำป้ายหยกของสำนักออกมา
“ท่านพ่อเรียกข้ามามีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
“พี่ชายเจ้าบอกข้าว่าช่วงนี้อาการเจ้าดีขึ้นมาก เป็นเช่นไรบ้าง”
“เรียนท่านพ่อ เป็นอย่างที่ท่านพี่บอกขอรับ บริเวณบาดแผลไม่ค่อยกำเริบหรือแสดงอาการอันใดออกมา ทำให้ข้าไม่ต้องทรมานเท่าใดนัก”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อหลายวันก่อนพี่ชายของเจ้าไปรับตำรากลับคืนสำนัก จากวังหลวงคาดว่าจะถึงอำเภอฝูเทียนวันพรุ่งนี้ เจ้าพาคนไปรอคุ้มกันเขาที่หน้าด่านด้วย”
จ้าวหยงอี๋เอ่ยพลางยื่นป้ายหยกให้ชายหนุ่ม ตำราลับของสำนักถือว่ามีค่ามาก และในแผ่นดินนี้มิได้มีเพียงสำนักกระบี่เซียนสำนักเดียว ทุกสำนักต่างแย่งชิงความเป็นหนึ่งในใต้หล้า ฉากหน้าคือสำนักเซียนที่สูงส่ง ฉากหลังกลับรอให้อีกฝ่ายพลาดเพื่อขึ้นแทนที่
“ขอรับ”
“ระวังตัวด้วย”
“ขอรับท่านพ่อ”
“เช่นนั้นก็กลับไปพักผ่อนเถิด ดึกมากแล้ว”
“……”
อวี๋หมิงพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกขึ้นคารวะและเดินออกไปทันที
.
เช้าวันถัดมา
“นี่ลูกพี่ ช่วงนี้ท่านผีเข้าหรืออย่างไร จู่ๆก็ขยันผิดมนุษย์”
ชุนเย่เอ่ยถามโจเฟิงที่กำลังนอนราบอยู่บนก้อนหินใหญ่ อ่านตำราในมือไปพลางอยู่กลางลำธารที่ไหลช้าๆ คำพูดของชุ่นเย่ทำเอาชายหนุ่มต้องคว้างก้อนหินเล็กๆใส่ด้วยความโมโหที่ถูกเอ่ยเหน็บแนม
“นั่นปากเจ้ารึ!”
“ก็ข้าพูดจริง นี่ แต่ก่อนท่านสนใจศึกษาตำราเสียที่ไหนกัน”
“เจ้านี่มัน……”
ชายหนุ่มยังเอ่ยไม่ทันจบก็เหลือบตาไปเห็นอวี๋หมิงที่พาคนกว่าสิบคนเดินผ่านมา ดูเหมือนว่ากำลังจะออกไปทำธุระที่นอกสำนัก
ดวงตาคมมองลงไปที่ด้านล่างลำธารน้ำ เห็นคนสอนคนกำลังนอนอาบแดดด้วยท่าทีสบายๆ ก็ได้แต่ส่ายหน้า เวลานี้ศิษย์ทุกคนควรอยู่ที่ลานฝึกประลองมิใช่หรือ คงมิพ้นว่าหนีออกมาหรือไม่ก็ไม่เข้าศึกษาเป็นแน่ พอคิดได้เช่นนั้นก็ส่ายหน้า ก่อนจะส่งสัญญาณให้เริ่มเดินทางกันต่อ เพราะท่านพี่กำลังรอเขาอยู่
“นี่อวี๋หมิง เจ้าจะไปไหนน่ะ”
โจวเฟิงตะโกนถามชายหนุ่มที่อยู่บนฝั่งเสียงดัง แต่กลับไร้การตอบกลับเหมือนที่คิดไว้เช่นเคย
“ไปไหนของเขากันนะ เหตุใดดูรีบเร่งขนาดนั้น อีกทั้งพาคนไปด้วยมากมาย”
โจวเฟิงเอ่ยพึมพำกับตนเองอย่างใช้ความคิด เขาบาดเจ็บขนาดนั้นอีกทั้งมิได้ออกจากสำนักมานานนับปี รองเจ้าสำนักไปทำธุระที่เมืองหลวง ส่วนท่านเจ้าสำนักต้องคอยต้อนรับสำนักอื่นๆที่มาประชุมหารือในวันนี้
“ลูกพี่! คุณชายจ้าวเขาต้องรังเกียจท่านเพียงใดขอรับ ถึงแม้แต่เอ่ยสนทนากับท่านยังมิทำ”
เสียงของชุ่นเย่ทำเอาชายหนุ่มสลัดเรื่องทั้งหมดที่กำลังคุ่นคิดเมื่อสักครู่จนหายหมด ใบหูและหน้าเริ่มแดงก่ำเพราะความโกรธ
“ชุ่นเย่!”
“ขออภัยขอรับ”
ชุ่นเย่เอ่ยพลางกระโดดลงธารน้ำเพื่อหนีการโจมตีของโจวเฟิงจนเปียกไปทั้งตัว เสียงหัวเราะและเสียงทะเราะกันของทั้งคู่ดังลั่นไปทั่วธารน้ำ โชคดีที่บริเวณแห่งนี้ไกลจากตัวสำนักพอสมควร มิเช่นนั้นเกรงว่าวันนี้จะต้องมีคนถูกทำโทษอย่างน้อยสองคนเห็นจะได้
