ตอนที่ 12 เด็กผู้นั้นก็ดูน่าสนใจดีถึงแม้จะน่ารำคาญไปบ้าง
ปลายยามซวี
แสงสีฟ้าครามยังลงส่งไปยังร่างของโจวเฟิงที่นอนสลบอยู่มิได้สติ ยามปกติแล้วด้วยพลังวิญญาณของอวี๋หมิง ที่อยู่ระดับพลังวิญญาณชั้นกลาง ย่อมไม่ต้องรักษาผู้อื่นนานขนาดนี้ หรือว่าเป็นเพราะเด็กหนุ่มผู้นี้มีพลังวิญญาณของสายเลือดมาร ถึงทำให้เขาต้องใช้พลังและนานมากกว่าผู้อื่น
การเคลื่อนไหวของโจวเฟิงเพียงเล็กน้อยเรียกสายตาของอวี๋หมิง เขารีบเก็บพลังวิญญาณของตนเองแล้วเข้าไปดูอาการใกล้ๆ ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาพร้อมกุมมือไปที่หน้าอกด้านซ้าย มันรู้สึกเจ็บแล้วทรมานเหมือนกับว่ามีของสิ่งใดทุบอย่างแรง
“รู้สึกเช่นไร”
แค่ก! แค่ก!
“ระบมนิดหน่อยเท่านั้น”
โจวเฟิงเอ่ยตอบก่อนจะรับน้ำมาดื่มด้วยความกระหาย ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองยังอยู่ในถ้ำเดิมก่อนที่จะสลบไป
“ยามใดแล้วหรือ”
“ปลายยามซวี”
อวี๋หมิงยังคงประหยัดคำพูดเช่นเคย ในหัวตอนนี้ของเขายังไม่ได้คิดอันใดเกี่ยวกับพลังของเด็กหนุ่ม เนื่องด้วยเรื่องที่ได้รับรู้เหนือการคาดหมายของตนไปมาก และดูเหมือนว่าจะใหญ่กว่าที่เขาคิด
“เจ้าจะไม่บอกเรื่องวันนี้กับผู้ใดใช่หรือไม่”
โจวเฟิงเอ่ยพลางมองหน้าอวี๋หมิงอย่างจริงจัง
“ตราบใดที่เรื่องของข้ายังเป็นความลับ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้กับเจ้าผู้อื่นก็ไม่มีทางรู้เช่นกัน”
อวี๋หมิงเอ่ยตอบด้วยใบหน้าจริงจัง ตอนนี้เหมือนว่าทั้งคู่จะตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน หนึ่งคนมีไอมารติดตัว ส่วนอีกคนกลับมิอาจตอบได้ว่าพลังทั้งสองที่ไหลเวียนอยู่ในตัวมันคืออันใดกันแน่ เมื่อเห็นว่าอวี๋หมิงรับปากเขาก็สบายใจ เนื่องด้วยหากเรื่องนี้ผู้อื่นรู้เข้า ตนที่ที่มิได้มีภูมิหลังใหญ่โตเหมือนอวี๋หมิงปกป้อง ย่อมต้องตกที่นั่งลำบากเป็นแน่
“เจ้าว่า….ข้าเป็นตัวอะไร”
คำพูดของเด็กหนุ่มทำเอาอวี๋หมิงชะงักมือ ทั้งเซียนและมารอยู่บนตัวเด็กผู้นี้อย่างมิต้องสงสัย
“พ่อแม่ของเจ้าเป็นผู้ใด มีพลังวิญญาณหรือไม่”
“……”
โจวเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่มีพลังวิญญาณทั้งคู่เช่นนั้นหรือ”
อวี๋หมิงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ หากทั้งพ่อและแม่ไม่มีพลังวิญญาณ เหตุใดเขาถึงเข้ามาศึกษาที่สำนักกระบี่เซียนได้ ท่านพี่เขาเป็นคนคัดกรองศิษย์เองทุกคน ไม่มีทางที่เด็กหนุ่มผู้นี้จะรอดพ้นสายตาจนเข้ามาศึกษาได้
“ข้าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีทั้งพ่อแล้วแม่”
เด็กหนุ่มเอ่ยออกไปตามตรง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับอันใด ทุกคนในสำนักต่างก็รู้ดีกว่าตนเป็นเด็กกำพร้า
“ขออภัย ข้ามิรู้มาก่อน”
“มิใช่เรื่องใหญ่อันใดเสียหน่อยแค่เป็นเด็กกำพร้า ข้าเกิดมาพร้อมความอิสระ นั่นมันพรจากฟ้าเชี่ยวนะ อีกอย่างเจ้าคงไม่รู้เรื่องนี้เพราะก่อนหน้าเราทั้งคู่ก็แทบมิเคยได้พบหน้ากัน”
โจวเฟิงเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยเพราะปลอบใจตนเองแต่เพราะเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ อวี๋หมิงยกยิ้มที่มุมปากเมื่อได้ฟังความคิดของเด็กหนุ่มผู้นี้
“เจ้ายิ้ม นั้นเจ้ายิ้มอยู่งั้นหรือ ฮ่าๆ”
โจวเฟิงเอ่ยพลางชี้มาที่เขาด้วยความอารมณ์ดี อวี๋หมิงรีบหุบยิ้มทันทีเมื่อถูกจับได้ ก่อนจะกลับมาทำหน้านิ่งเรียบเช่นเดิม
“…….”
“อันใดของเจ้ากัน แค่ยิ้มเองนะทำอย่างกับว่าผู้ใดเห็นเจ้ายิ้มแล้วจะเกิดเรื่องไม่ดี ข้าจะบอกให้แค่ยิ้มกว้างๆ เนี่ย ทำง่ายกว่าหนาบึ้งๆของเจ้าเสียอีก”
ชายหนุ่มเอ่ยพลางเดินไปคว้าผลลูกท้อมากัดคำหนึ่ง วันนี้ทั้งวันตนอยู่ที่หอตำราทั้งวันจนมิมีอันใดตกถึงท้องเลย
“หากหายดีแล้วก็กลับออกไปได้แล้ว”
อวี๋หมิงไม่เอ่ยเปล่ายังลุกขึ้นเตรียมตัวจะออกไปอีกด้วย
“แต่เรายังไม่ได้หารือกันเลยนะพลังที่เห็นของข้ามันคืออันใดกันแน่ อีกอย่างวันนั้นที่รักษาไอมารให้เจ้ามันเกี่ยวข้องกับพลังของข้าเช่นไร”
“แล้วที่นี่สามารถหาคำตอบให้เจ้าได้เช่นนั้นหรือ เจ้าเองยังตอบมิได้เลยว่าแท้จริงตนเองเป็นสายเลือดมารหรือเซียน”
“ก็จริงของเจ้า เห็นทีว่าเรื่องนี้หอตำราอาจมีคำตอบ”
โจวเฟิงเอ่ยพลางเท้าเอวอย่างใช้ความคิด อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า และสาวเท้าเดินออกไป เขาอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว อีกทั้งเลยเวลายาของตนแล้วเกรงว่าผู้อื่นจะเป็นกังวลหากมิพบเขา
“เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย”
ทันทีที่ออกมาจากถ้ำก็พบกับจ้าวเหวินอู๋อยู่ด้านหน้าแล้ว
“ท่านพี่”
“ข้านึกแล้วว่าเจ้าต้องอยู่ที่นี่….”
จ้าวเหวินอู๋ยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็เห็นโจวเฟิงที่เดินตามหลังออกมาเสียก่อน สร้างความแปลกใจให้เขามิน้อยที่พบทั้งคู่อยู่ด้วยกัน อีกทั้งถ้ำแห่งนี้มีเพียงอวี๋หมิงเท่านั้นที่สามารถเข้าออกได้เพราะเป็นสถานที่ที่เขาสร้างเอง หากมิได้รับอนุญาตผู้ใดก็เข้าไปไม่ได้ แม้กระทั่งเจ้าสำนัก
“รองเจ้าสำนัก”
โจวเฟิงเอ่ยพลางทำท่าคารวะ เช่นไรเขาก็รู้มารยาท หลังเอ่ยทักทายก็หันมาโบกมือลาให้อวี๋หมิงและเดินออกไปพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ทั้งคู่มองตามโจวเฟิงที่เดินออกไป ก่อนจะเดินพากันออกไปบ้าง จ้าวเหวินอู๋สังเกตใบหน้าของน้องชายที่ดูดีขึ้นมาหลังจากเมื่อคืน เขาอยากถามหลายครั้งแล้วว่าอวี๋หมิงทำอันใดมาเหตุใดร่างกายถึงฟื้นฟูขึ้นมาหลายส่วนขนาดนี้
“ท่านพี่มีอันใดงั้นหรือขอรับ”
อวี๋หมิงเอ่ยเปิดบทสนทนาก่อน
“เจ้าดูแปลกตาไปนะ”
“แปลกตาไป เช่นไรหรือขอรับ”
“ดูอาการเจ้าจะดีขึ้นมาบ้างแล้ว อีกอย่างข้ามินึกว้าเจ้าจะอยู่กับเขาที่นี่”
“โจวเฟิงงั้นหรือ”
“ยามปกติแล้วเจ้ามิชอบคนเช่นเขามิใช่หรือ”
“เด็กผู้นั้นก็ดูน่าสนใจดีถึงแม้จะน่ารำคาญไปบ้างแต่ก็ไม่มีพิษมีภัยอันใด”
อวี๋หมิงเอ่ยจบก็เดินนำไปก่อน จ้าวเหวินอู๋มองตามหลังน้องชายก่อนจะรีบเดินตามไป
