ตอนที่ 11 มิใช่ของสตรีที่ใดมอบให้ ข้าทำมันเอง
ลำแสงสีฟ้าครามถูกส่งกระทบหินใหญ่ตรงหน้าเกิดเป็นคลื่นพลังงาน อวี๋หมิงเดินเข้าไปแตะก้อนหินเบาๆ มันก็เปลี่ยนตัวเป็นประตูบานใหญ่ เข้าไปด้านในถ้ำ โจวเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่อ้าปากค้าง ชายหนุ่มไม่เคยรู้เลยว่าสถานที่แห่งนี้จะมีห้องลับซ่อนอยู่หลังก้อนหินใหญ่นี่ ถึงแม้มันจะอยู่หลังสำนัก แต่ตนก็ผ่านบริเวณนี้นับครั้งไม่ถ้วน
“ไม่เข้ามาหรืออย่างไร”
อวี๋หมิงเอ่ยเตือนชายหนุ่มหลังยังเห็นยืนอยู่กับที่ไม่ขยับกาย ก่อนจะเดินนำเข้าไปก่อน
โจวเฟิงเดินตามเข้าไปด้านใน ก่อนจะพบว่าด้านในแตกต่างจากสิ่งที่ตนคิดไปมาก สถานที่แห่งนี้เหมือนกับเป็นสวนขนาดใหญ่ มีสระน้ำสีมรกตใสสะอาด ปลาที่ถูกเลี้ยงก็มีสีสันงดงามแปลกตา สะพานไม้ทอดยาวไปกลางน้ำทำเอาดวงตาของเด็กหนุ่มเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“สำนักกระบี่เซียนมีสถานที่งดงามขนาดนี้ด้วยหรือ เหตุใดเจ้ารู้กลับมิบอกข้า”
ชายหนุ่มไม่เอ่ยเปล่ายังวิ่งไปตามสะพานไม้ที่ถอดยาว ก้มลงใช้มือสัมผัสไปที่สายน้ำ ปลาเหล่านั้นต่างแหวกว่ายมาคลอเคลียที่มือของชายหนุ่มเป็นการทักทาย
“……..”
“เหตุใดเจ้าไม่เอ่ยอันใดหน่อยเล่า”
“น่ารำคาญ”
อวี๋หมิงเอ่ยพลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ โจวเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ทำท่าล้อเลียนเขาด้วยความหมั่นไส้
“ที่นี่ไม่มีคนแล้ว เจ้าจะเริ่มได้หรือยัง”
“อื้ม!”
โจวเฟิงส่งเสียงในลำคอก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินมาใกล้อวี๋หมิง ชายหนุ่มหลับตาลงก่อนจะสูดหายใจเข้าอย่างรวบรวมสมาธิ จากนั้นวาดมือไปด้านหน้าเพื่อปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา เกิดแสงสีขาวระหว่างฝ่ามือทั้งสอง แต่กลับไร้พลังวิญญาณเช่นเคย ชายหนุ่มลองอีกครั้ง เม็ดเหงื่อไหลออกมาตามกรอบหน้าจากพลังที่ตนพยายามส่งออกมา ครั้งนี้ก็ยังไร้ผลเช่นเคย
“เฮ้อ~ ดูเหมือนว่าเช่นไรก็ยังไร้ผล”
โจวเฟิงเอ่ยอย่างถอดใจ อวี๋หมิงมองไปที่เด็กหนุ่มจากนั้นลุกจากเก้าอี้ เดินวนรอบตัวอย่างใช้ความคิด มือหนาที่พาดหลังอยู่เอื้อมไปจับที่ไหล่หนาจากด้านหลัง ทำเอาโจวเฟิงสะดุ้งด้วยความตกใจ
“อยู่นิ่งๆ”
เสียงทุ้มเอ่ยเพียงสั้นๆ ก่อนจะจัดท่าทางของโจวเฟิงใหม่ให้เหมาะแก่การปลดปล่อยพลังวิญญาณ
“นี่! เจ้าใช้ถุงหอมกลิ่นอันใดกัน เหตุใดข้ารู้สึกหอมสดชื่นดีเช่นนี้”
โจวเฟิงเอ่ยหยอกล้อเขาด้วยความอารมณ์ดี เป็นอย่างที่คาดเมื่อได้รับสายตาดุกลับมาเป็นคำตอบก็ยิ่งพอใจ
"......"
“ทำไมหรือว่าถุงหอมของเจ้า แม่นางผู้ใดหรือว่าศิษย์หญิงคนใดนำมามอบให้เจ้ากัน ถึงบอกข้ามิได้ ฮ่าๆ”
ชายหนุ่มยังคงไม่หยุดเพียงเท่านั้น ตนไม่ชอบบรรยากาศตึงเครียดเช่นนี้ เพราะรู้ว่าเช่นไรอวี๋หมิงก็ไม่มีทางเอ่ยสนทนากับตนเป็นแน่ ทุกคนต่างกลัวและให้เกียรติเขาในเรื่องความสามารถ แต่หากมองดีๆในสายตาชายหนุ่มอวี๋หมิงผู้นี้กลับดูน่าสงสารมากเสียกว่า
“กลิ่นดอกจินอิ๋นฮวา”
อวี๋หมิงเอ่ยตอบเพียงสั้นๆ ขณะที่ยืนอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มจัดท่าทาง โจวเฟิงนิ่งไปเพราะไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยตอบ ยามปกติก็ประหยัดถ้อยคำเหมือนว่าหนึ่งคำที่เอ่ยออกมามีค่าเท่าหนึ่งเหรียญภู่ทองเสียอย่างนั้น
“จะจะเจ้าว่าอันใดนะ…..”
“ถุงหอมของข้าทำจากดอกจินอิ๋นฮวา มิใช่ของสตรีที่ใดมอบให้ ข้าทำมันเอง”
อวี๋หมิงเอ่ยพลางสบตากับเด็กหนุ่ม ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ไม้เช่นเดิม
“เช่นนั้นหรือ….. ไม่คิดว่าคุณชายเช่นเจ้าจะถึงขั้นลงมือทำถุงหอมเอง”
ก็จริงคุณชายอย่างอวี๋หมิงถึงแม้จะเป็นศิษย์ในสำนัก แต่ที่นี่หากผู้ใดมีความสามารถมากจะได้รับการดูแลมากกว่าผู้อื่น เพราะจะได้เอาเวลาเหล่านั้นไปฝึกและท่องตำรา ช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่สำนัก
“อย่าได้นอกเรื่อง ครานี้เจ้าลองปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาอีกครั้ง”
“……”
โจวเฟิงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะวาดมือไปด้านหน้า รวบรวมพลังอีกครั้ง ครานี้กลับเกิดแสงสีฟ้าอ่อนระหว่างมือของชายหนุ่ม อวี๋หมิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ
“พลังเซียน เด็กหนุ่มผู้มีสายเลือดเซียนจริงๆ ด้วย” อวี๋หมิงเอ่ยกับตนเองในใจ
แสงสีฟ้าอ่อนเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของโจวเฟิง เขาดีใจที่แสงมันออกมาเป็นสีฟ้า เพราะมันบ่งบอกว่าเขาเป็นสายเลือดเซียน แต่เพียงยิ้มกว้างได้ไม่เท่าไหร่ ลำแสงสีฟ้ากลับกลายมาเป็นสีขาวเช่นเดิม ชายหนุ่มจึงส่งพลังออกมาอีกครั้งจนเนื้อตัวชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ครานี้แสงที่สะท้อนในดวงตากลับกลายเป็นสีแดง และไม่ใช่สีแดงจางๆ เป็นสีแดงเข้มสว่างไสวจนสะท้อนไปทั่วผิวน้ำ
“สายเลือดมาร”
อวี๋หมิงเอ่ยออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
“ข้า….ข้าต้านมันไว้ไม่อยู่แล้ว อ๊าก~”
โจวเฟิงตะโกนขอความช่วยเหรอจากเขา อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นก็รีบปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาสกัดกั้นมันเอาไว้
ตู้ม!
ร่างของโจวเฟิงกระเด็นไปไกล อวี๋หมิงที่เห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งทะยานเหนืออากาศไปรับมาไว้ ก่อนที่จะตกน้ำเสียก่อน จากนั้นพากลับมาที่สะพานไม้เช่นเดิม
“โจวเฟิง! นี่! โจวเฟิง!”
อี๋หมิงตบที่หน้าเบาๆ เพื่อเรียกสติ แต่ชายหนุ่มกลับสลบไปเสียแล้ว
