ตอนที่ 4 เงามืดแดนใต้
ตอนที่ 4 เงามืดแดนใต้
เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งมลฑลกวางโจวดังเคล้าไปกับเสียงอึกทึกของตลาดเช้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวปลาและควันจากร้านน้ำชา สภาพของคนจรจัดที่เดินกะโผลกกะเผลกเข้าสู่เมืองท่าอันมั่งคั่งนี้ไม่ได้เป็นจุดสนใจของใครนัก เสิ่นอวี้จิน ในสภาพที่บัดนี้ไร้ซึ่งเค้าโครงของคุณหนูตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ ร่างกายของนางซูบผอมจนเห็นกระดูก ใบหน้ามอมแมมไปด้วยคราบเขม่าดินและรอยแผลเป็นปลอมที่สร้างขึ้นจากยางไม้เพื่อให้ยากแก่การจดจำ นางสวมชุดผ้ากระสอบขาดวิ่นที่เก็บได้จากกองขยะระหว่างทางเดินเท้าลงสู่ทิศใต้เป็นเวลาแรมเดือน
เท้าที่พองช้ำและห่อด้วยเศษผ้าเก่าเน่าเหม็นก้าวไปตามถนนหินขรุขระ สายตาของนางไม่ได้จับจ้องที่ของกินหรือหยดน้ำเหมือนขอทานทั่วไป แต่กำลังกวาดมองหาสัญลักษณ์หนึ่งที่บิดาเคยย้ำนักย้ำหนาในคืนสุดท้าย
'มองหาป้ายไม้รูปกิเลนที่คาบพวงเหรียญ... ตรงหัวมุมถนนที่ลมทะเลพัดผ่านแรงที่สุด'
นางเดินลึกเข้าไปในย่านการค้าเก่าแก่ที่ความเจริญเริ่มจางหาย กลายเป็นตึกแถวไม้ผุพังที่ตั้งเรียงรายกันดุจเขาวงกต จนกระทั่งนางมาหยุดอยู่หน้าอาคารไม้สองชั้นที่ดูเงียบเชียบและมืดสลัว ป้ายชื่อ โรงรับจำนำว่านอัน แกว่งไกวส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดไปตามแรงลม รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนร้านที่ใกล้จะปิดตัวลงเต็มทน แต่อวี้จินรู้ดีว่านี่คือปราการด่านสำคัญของเครือข่ายความลับแดนใต้ที่บิดาซ่อนไว้จากสายตาของราชสำนัก
นางสูดหายใจลึกรวบรวมกำลังที่เหลือเพียงน้อยนิด ผลักบานประตูไม้หนักอึ้งเข้าไปข้างใน เสียงระฆังใบเล็กที่แขวนไว้เหนือประตูส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ
"ที่นี่ไม่รับบริจาค ไปขอที่วัดโน่นไป๊!"
เสียงหยาบกระด้างของชายวัยกลางคนดังมาจากหลังโต๊ะชั้นวางของไม้สูงชะลูด เขาคือ หลงจู๊หวัง ชายที่มีนัยน์ตาฝ้ามัวข้างหนึ่งแต่ความกะปรี้กะเปร่ายังคงเปี่ยมล้น เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชีในมือด้วยซ้ำ
อวี้จินไม่ขยับหนี นางก้าวเข้าไปหาโต๊ะชั้นวางของนั้นช้าๆ ความเจ็บปวดที่ฝ่าเท้าเตือนให้นางรู้ว่าห้ามล้มลงเด็ดขาด นางยื่นมือที่สั่นเทาออกไปวางวัตถุ ชิ้นหนึ่งลงบนแผ่นไม้ที่มันปลาด้วยรอยขีดข่วน
มันคือ หยกครึ่งซีก ที่บิดามอบให้
หลงจู๊หวังชะงักพู่กันในมือ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหยกชิ้นนั้น แววตาที่เคยเฉื่อยชาพลันเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจมีดโกน เขามองซีกหยกแล้วมองหน้าขอทานสาวอย่างละเอียด ราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงดวงวิญญาณ
"หยกสวยนี่... แต่เป็นของปลอมหรือเปล่าก็ไม่รู้"
หลงจู๊หวังแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขาหยิบหยกชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณา
"ในเมืองนี้มีคนพยายามจะอ้างตัวว่าเป็น คนเก่าคนแก่ ของเสนาบดีเสิ่นอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากข่าวลือเรื่องการประหารชีวิตยกตระกูลแพร่ออกมา... เจ้าเป็นใครกันแน่ นังหนูขอทาน?"
"วสันต์สลายในราตรีเดียว... แต่เหมันต์จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์"
อวี้จินเอ่ยรหัสลับด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งแต่หนักแน่น
"ข้ามาทวงคืนสิ่งที่พ่อของข้าฝากไว้ และข้าไม่ได้มาเพื่อขอความเมตตา แต่มาเพื่อสั่งการ"
หลงจู๊หวังเงียบเสียงลงทันที บรรยากาศภายในร้านพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียด เขาเดินอ้อมโต๊ะชั้นวางของออกมา ล็อกประตูร้านอย่างแน่นหนา ก่อนจะนำทางนางเข้าไปยังห้องลับหลังร้านที่ซ่อนอยู่หลังตู้เก็บยาเก่าๆ ภายในนั้นเต็มไปด้วยสมุดบัญชีลับและแผนที่การเดินเรือทั่วแดนใต้
"ท่านเสนาบดีเสิ่นจงมีบุญคุณกับข้าและครอบครัวประดุจขุนเขา"
หลงจู๊หวังคุกเข่าลงต่อหน้าขอทานสาว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด
"ข้าเสียใจเรื่องท่านเสนาบดี... และครอบครัวของเจ้า ข่าวคราวที่เมืองหลวงช่างโหดร้ายนัก แต่ที่นี่... ความเป็นจริงก็น่ากลัวไม่แพ้กัน เครือข่ายของเราถูกแทรกซึม ขุนนางท้องถิ่นเริ่มหันไปสวามิภักดิ์ต่อตระกูลหลี่ หากเจ้าจะอยู่ที่นี่ เจ้าต้องพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่แค่บุตรสาวขุนนางที่รอดตาย แต่เป็น นายหญิง ที่มีสติปัญญาพอจะนำทัพ"
อวี้จินนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แข็งๆ นางมองดูแผนที่เหล่านั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"ข้าไม่ได้ชื่ออวี้จินอีกต่อไป... นับแต่นี้ข้าคือ กู้เหยียน และข้าจะเริ่มต้นจากการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในโรงรับจำนำของท่านเป็นอันดับแรก"
ในสัปดาห์ต่อมา กู้เหยียนเริ่มภารกิจของนางในฐานะเสมียนต้อยต่ำที่ดูไร้ค่า นางรับหน้าที่จัดเก็บสมุดบัญชีเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยปลวกแทะ ท่ามกลางสายตาดูแคลนของเสมียนคนอื่นๆ ที่เห็นนางเป็นเพียงเด็กเส้นที่หลงจู๊เมตตาเก็บมาเลี้ยง แต่ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉย กู้เหยียนกำลังใช้ความรู้เรื่องการคลังที่พ่อเคยสอนมาตลอดชีวิต ตรวจสอบร่องรอย ของการยักยอกเงิน
นางสังเกตเห็นว่า เสมียนจ้าว มักจะบันทึกรายการรับจำนำเครื่องประดับเงินด้วยราคาสูงเกินจริง และมีรายการเบิกจ่ายค่าขนส่งลึกลับที่ไม่มีสินค้าเข้าจริงอยู่บ่อยครั้ง กู้เหยียนไม่ได้รีบร้อนแฉนางรอจนกระทั่งถึงวันสรุปบัญชีใหญ่ประจำเดือน
"บัญชีเล่มนี้มีความผิดปกติห้าร้อยตำลึงทอง"
เสียงของกู้เหยียนดังขึ้นกลางห้องโถงท่ามกลางเสมียนทุกคน นางวางกระดาษที่คัดลอกจุดผิดพลาดไว้ชัดเจนลงบนโต๊ะ
"เสมียนจ้าว... ท่านแอบทำสัญญากับพ่อค้าเกลือเถื่อน โดยใช้ทองของโรงรับจำนำเป็นหลักประกันเงินกู้ส่วนตัว ท่านคิดว่าหลงจู๊หวังจะมองไม่เห็น หรือคิดว่าข้ามองไม่ออก?"
เสมียนจ้าวหน้าถอดสี เขาพยายามจะเถียงและเข้าจู่โจมนางด้วยโทสะ แต่กู้เหยียนกลับไวกว่า นางใช้ไม้บรรทัดเหล็กฟาดลงบนข้อมือของเขาด้วยความแรงที่สั่งสมมาจากความแค้น จนไม้บรรทัดนั้นหักสะบั้น ความเด็ดขาดและแววตาที่น่าเกรงขามของนางในวันนั้นทำให้ทุกคนในโรงรับจำนำรู้ซึ้งว่า... นายหญิงคนใหม่ได้กำเนิดขึ้นแล้ว
ห้าปีผ่านไป... กวางโจวไม่ได้มีเพียงแค่โรงรับจำนำเล็กๆ อีกต่อไป หอการค้าเหมยฮวา เติบโตขึ้นดุจต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมกิจการเดินเรือสินค้าและโรงน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดในแดนใต้ กู้เหยียนในวัยยี่สิบต้นๆ บัดนี้สวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มเรียบหรู ใบหน้าของนางหมดจดและดูสง่างามอย่างลึกลับ นางนั่งอยู่บนเก้าอี้นายหญิงหอการค้า มองดูขบวนเรือสินค้าของตนที่กำลังเทียบท่า
นางไม่ได้สร้างแค่ธุรกิจ แต่นางสร้างดวงตา และหู ทั่วแผ่นดิน กู้เหยียนจัดตั้งหน่วยงานลับผ่านกลุ่มขอทานและเด็กส่งของที่กระจายตัวอยู่ทุกหัวระแหง ข่าวสารสำคัญจากเมืองหลวงถูกส่งมาถึงมือนางทุกเช้า ทั้งเรื่องความเคลื่อนไหวของเสนาบดีหลี่กวน และแผนการสร้างอำนาจของเขา
"ท่านแม่ทัพชายแดนใต้เริ่มขยับตัวแล้ว"
หลงจู๊หวังในวัยชราที่บัดนี้กลายเป็นที่ปรึกษาคนสนิทรายงาน
"เขาต้องการเงินสนับสนุนกองทัพเงียบๆ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับศึกนอก... หรืออาจจะเป็นศึกใน"
กู้เหยียนคลึงจอกชาในมืออย่างใจเย็น แววตาของนางสะท้อนภาพผืนน้ำกว้างใหญ่
"ส่งทองคำไปให้เขาในนามของ เจ้าหนี้ลึกลับ บอกเขาว่าข้าไม่ต้องการดอกเบี้ย... ข้าต้องการเพียงแค่ตราประทับสัญญาเปล่าๆ หนึ่งฉบับ และความจงรักภักดีที่ห้ามมีวันเปลี่ยนไปหาตระกูลหลี่"
การฝึกฝนของกู้เหยียนในช่วงห้าปีนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องบัญชี นางยังแอบฝึกการใช้พิษจากตำราต้องห้ามที่พ่อค้าต่างแดนนำมาแลกเปลี่ยน และฝึกการเขียนหนังสือด้วยมือซ้ายจนคล่องแคล่วเพื่อปกปิดลายมือดั้งเดิมของตระกูลเสิ่น ทุกย่างก้าวของนางถูกวางแผนมาอย่างรอบคอบดุจการถักทอข่ายแมงมุมที่มองไม่เห็น
หมากทุกชิ้นในแดนใต้บัดนี้ตกอยู่ในมือกู้เหยียนหมดสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขุนนางท้องถิ่นที่ติดหนี้นาง หรือพ่อค้าใหญ่ที่ต้องพึ่งพาสายการเดินเรือของหอการค้าเหมยฮวา เมื่อรากฐานมั่นคงและอำนาจเงินตราเต็มกระเป๋า ก็ถึงเวลาที่แมงมุมตัวนี้จะลากเหยื่อกลับเข้าสู่ถิ่นเก่าที่ทิ้งร้างมานาน
"เตรียมเรือที่เร็วที่สุด" กู้เหยียนสั่งการเสียงเรียบแต่ทรงพลัง "เราจะมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง... ไปดูว่าบัลลังก์ที่สร้างขึ้นบนซากศพของครอบครัวข้า มันจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน"
ข่าวกระจายไปทั่วว่าคหบดีหญิงผู้ลึกลับและมั่งคั่งที่สุดจากแดนใต้กำลังจะเดินทางมาลงทุนที่เมืองหลวง ขุนนางหลายคนต่างหูผึ่งด้วยความโลภ โดยหารู้ไม่ว่าพายุลูกใหญ่ที่พวกเขาเคยพยายามฝังกลบไว้ใต้กองศพเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้มันได้กลายเป็นคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า กู้เหยียนยืนอยู่บนดาดเรือ มองเห็นขอบฟ้าที่เมืองหลวงรำไร ลมวสันต์พัดมาอีกครั้ง... แต่วสันต์ครานี้ จะไม่ใช่ฤดูที่ดอกเหมยร่วงโรยเพียงฝ่ายเดียวแน่นอน
นางหยิบเศษผมที่เก็บไว้ในกล่องไม้เล็กๆ ผมของชุ่ยเอ๋อร์ แล้วปล่อยให้มันปลิวไปตามกระแสลมทะเล
"รอข้านะ... เสนาบดีหลี่... กระดานหมากเริ่มเดินแล้ว"
