ตอนที่ 2 กรงขัง
ตอนที่ 2 กรงขัง
เสียงกระแทกของประตูเหล็กดังกัมปนาทไปทั่วทางเดินที่มืดมิด กลิ่นอับชื้นของคุกหลวง กลิ่นที่ผสมปนเปกันระหว่างขี้เลื่อยเปียกน้ำ คราบเหงื่อไคล และความสิ้นหวัง ปะทะเข้ากับใบหน้าของ เสิ่นอวี้จิน ทันทีที่นางถูกผลักเข้าไปในห้องขังรวมที่แออัดไปด้วยหญิงรับใช้และอนุภรรยาจากจวนตระกูลเสิ่น
นางไม่ได้คร่ำครวญเหมือนคนอื่น ในทางกลับกัน อวี้จินกลับขยับตัวไปนั่งในมุมที่มืดที่สุดหลังซี่กรงไม้หนา นางเริ่มใช้ดวงตาคมกริบสังเกตการณ์รอบตัวอย่างถี่ถ้วน แสงตะเกียงน้ำมันผนังวูบวาบส่องให้เห็นร่างของ ผู้คุมจาง ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยที่มีท่าทางประหลาด เขาต่างจากผู้คุมคนอื่นที่มักจะถือแส้คอยหวดนักโทษเพื่อระบายอารมณ์ แต่ผู้คุมจางกลับดูกระวนกระวาย มือของเขาลูบถุงเงินว่างเปล่าที่ข้างเอวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่สำคัญที่สุด อวี้จินเห็นเขาลอบกินข้าวกล่องมื้อหรู จากภัตตาคาร จุยเฟิง ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว ทั้งที่เงินเดือนผู้คุมไม่พอกินแม้แต่มื้อเดียว
[คนติดพนันมักจะกินทิ้งทิ้งขว้างยามชนะ แต่จะลอกแลกยามถังแตก]
อวี้จินวิเคราะห์ในใจ นางเห็นเขามองกุญแจคุกด้วยแววตาที่สับสน นั่นคือสัญญาณของคนที่กำลังต้องการเงินอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อลมหายใจในบ่อนพนัน
ยามดึกสงัด เมื่อความเงียบเข้าปกคลุมคุกหลวง อวี้จินแสร้งขยับเข้าไปใกล้ซี่กรงยามที่ผู้คุมจางเดินผ่าน
"พี่ชายจาง... หนี้สินห้าสิบตำลึงทองที่บ่อนมังกรครามนั้น หากรุ่งสางยังไม่มีเงินไปใช้คืน ท่านคงไม่ได้แค่ตกงาน แต่อาจจะไม่มีมือไว้ถือพวงกุญแจอีกต่อไป"
ผู้คุมจางสะดุ้งสุดตัว เขาเงื้อแส้จะฟาดนาง "นังหนู! เจ้าพูดเรื่องบ้าอะไร!"
"ข้าไม่ได้พูดบ้า ข้าพูดเรื่องทางรอด"
อวี้จินกดเสียงต่ำอย่างเยือกเย็น
"ทองคำแท่งสามแท่งฝังอยู่ใต้โคนต้นทับทิมหลังสระน้ำจวนตระกูลเสิ่น... ท่านรู้ทางลับเข้าไปดี ข้าให้ท่านทั้งหมด แลกกับการที่ท่านต้องส่งสิ่งนี้ ให้กับบิดาข้า เสิ่นจงในคุกชาย"
นางยื่นห่อผ้าขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในมวยผมให้เขา มันคือสมุนไพรหญ้าลืมชีพ ที่บิดาลอบยัดใส่มือนางก่อนถูกจับ ผู้คุมจางที่กำลังจนตรอกจ้องมองห่อผ้านั้นสลับกับแววตาแน่วแน่ของนางเอก เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้ายอมรับความเสี่ยงเพื่อล้างหนี้พนัน
ในมุมมืดของคุกหญิง ชุ่ยเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทที่โตมาด้วยกันนั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก นางเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและรับรู้แผนการสลับตัวที่ผู้คุมจางได้รับมอบหมาย เมื่ออวี้จินเดินกลับมา ชุ่ยเอ๋อร์ก็โผเข้ามากอดกอดขานางไว้แน่น น้ำตาอาบแก้มจนเสื้อผ้าเปียกชื้น
"คุณหนู... ท่านจะให้ชุ่ยเอ๋อร์หนีไปทางช่องลับใช่ไหมเจ้าคะ?" เสียงนางสั่นเครือ
อวี้จินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจับไหล่สาวใช้ให้เงยหน้าขึ้น
"ชุ่ยเอ๋อร์ ฟังข้านะ... ท่านพ่อส่งยาจำศีลพิษ มาให้สองชุด ชุดหนึ่งสำหรับข้า ชุดหนึ่งสำหรับเจ้า หากเราโชคดี เราจะหนีไปแดนใต้ด้วยกัน"
ทว่าในแววตาของอวี้จินกลับมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ นางรู้ดีจากตำราที่พ่อเคยสอน ยาจำศีลพิษนี้จะทำงานได้สมบูรณ์ต้องมีตัวล่อ เสนาบดีหลี่ไม่มีทางปล่อยให้ศพของบุตรสาวเสิ่นจงถูกเผาไปโดยไม่ตรวจสอบ หากไม่มีศพที่หน้าตาและรูปร่างเหมือนนางเอกนอนตายอยู่ในกรง แผนการทั้งหมดจะพังทลาย
"คุณหนู..."
ชุ่ยเอ๋อร์มองลึกลงไปในดวงตาของอวี้จิน นางเป็นคนฉลาดพอที่จะเดาความนัยนั้นออก
"ยาชุดที่สอง... มันไม่ได้มีไว้เพื่อให้ข้ารอดใช่ไหมเจ้าคะ?"
อวี้จินสะอึก คำพูดติดอยู่ในลำคอ นางรักชุ่ยเอ๋อร์เหมือนน้องสาว แต่ความแค้นของตระกูลเสิ่นหนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับความปรานีไว้ได้
"หากไม่มีใครตายแทนท่าน... พวกมันจะล่าท่านไปจนสุดขอบฟ้า"
ชุ่ยเอ๋อร์พูดเสียงเรียบ น้ำตาหยุดไหลเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว
"คุณหนู... ให้ข้าได้ตอบแทนพระคุณเสนาบดีเสิ่นเถิด ข้าขอเพียงอย่างเดียว เมื่อท่านกลับมาเมืองหลวงในวันหน้า... อย่าลืมโปรยกลีบดอกไม้ให้ข้าที่หน้าหลุมศพไม่มีชื่อนี้ด้วย"
อวี้จินกัดริมฝีปากจนเลือดห่อ การรวบรวม ความเลือดเย็นเป็นเรื่องยากลำบากกว่าที่นางคิด นางหยิบเข็มเล็กๆ ออกมา แสร้งทำเป็นจะฝังเข็มเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น แต่แท้จริงแล้วมันคือการฝังเข็มเปลี่ยนโฉม นางเริ่มแทงเข็มลงบนจุดสำคัญบนใบหน้าของชุ่ยเอ๋อร์อย่างช้าๆ ทีละจุด... ทีละจุด เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อและโหนกแก้มพองตัวขึ้นจนมีรูปหน้าคล้ายนางเอกมากที่สุดในยามที่ใบหน้าบวมช้ำจากพิษไข้
เสียงสะอึกสะอื้นแผ่วเบาของชุ่ยเอ๋อร์ดังคลอไปกับเสียงฝีเท้าผู้คุมด้านนอก อวี้จินลงมือด้วยมือที่สั่นเทาแต่หัวใจแกร่งดั่งหินผา นางกำลังเปลี่ยนสาวใช้ที่ร่าเริงให้กลายเป็นเครื่องบรรณาการแห่งความแค้น นี่คือราคาแรกที่นางต้องจ่าย... และมันจะไม่ใช่ราคาเดียวที่นางต้องเสียไปในกระดานหมากนี้
