ตอนที่ 2: การโต้กลับของคุณหนูใหญ่
สิ้นเสียงกังวานใสที่ประกาศกร้าว ความเงียบก็โรยตัวลงมาปกคลุมห้องหนังสือ ควันสีเทาหม่นจากบุหรี่จงหัวในมือของเสิ่นหงหยวนลอยอ้อยอิ่ง คล้ายกับว่าแม้แต่อากาศในห้องก็ยังหยุดนิ่ง
เสิ่นหงหยวนชะงักค้างไปชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้ากร้านโลกจะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโทสะ เขาบดขยี้มวนบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่แก้วเจียระไนจนแหลกคามือ
“แกว่ายังไงนะ” น้ำเสียงของผู้นำตระกูลกดต่ำจนน่าขนลุก “แกบ้าไปแล้วหรือรั่วหนิง รู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา ออกไปเดี๋ยวนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเด็กผู้หญิงมาพูดจาเหลวไหล!”
หากเป็นเสิ่นรั่วหนิงในอดีต เพียงแค่ได้ยินเสียงตวาดนี้ เธอคงก้มหน้า ร้องไห้ และวิ่งหนีกลับห้องไปแล้ว แต่หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าในเวลานี้คือคนที่เคยถูกไฟคลอกตายอย่างโดดเดี่ยวในโกดังร้าง เธอผ่านความตายมาแล้ว ทำไมจะต้องกลัวแค่เสียงตะคอกของพ่อที่เห็นแก่ตัวคนนี้ด้วย
เสิ่นรั่วหนิงไม่ขยับเขยื้อน เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สองเท้าเหยียบแน่นบนพื้นไม้ปาร์เก้
สวี่หย่าฉินเห็นท่าไม่ดี หญิงวัยกลางคนที่ยังคงรักษารูปร่างและใบหน้าสะสวยไว้ได้อย่างดีเยี่ยมในชุดเดรสผ้าไหมเข้ารูป รีบก้าวเข้ามาจับแขนลูกเลี้ยง นัยน์ตาที่ซ่อนความมาดร้ายแสร้งทอประกายห่วงใย “หนิงหนิงจ๊ะ น้าเข้าใจว่าหนูผูกพันกับเยี่ยนโจว เขาเป็นน้าชายของหนู แต่เรื่องของบริษัทมันซับซ้อน หลักฐานการตรวจสอบบัญชีก็วางอยู่ตรงหน้าเอกสารก็ชัดเจนว่าเงินถูกโอนออกไป หนูอย่าทำให้พ่อเขาต้องลำบากใจไปกว่านี้เลยนะจ๊ะ”
“หลักฐาน?” เสิ่นรั่วหนิงแค่นยิ้มมุมปาก เธอสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของแม่เลี้ยงอย่างไม่ไยดี จังหวะนั้นเองที่เธอเหลือบไปเห็นสายตาของลู่เยี่ยนโจว
เขากำลังมองเธอ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสีเงินเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนสับสน มือใหญ่ของเขาที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนที่หลังมือ เสิ่นรั่วหนิงรู้ดีว่าในกระเป๋านั้นมีอะไร มันคือจดหมายค้ำประกันที่สวี่หย่าฉินใช้แบล็กเมล์เขา
เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เดินตรงเข้าไปใกล้กองแฟ้มเอกสารปกแข็งที่วางสุมกันอยู่
“เอกสารชัดเจนไม่ได้แปลว่าเป็นความจริงเสมอไปหรอกค่ะน้าหย่าฉิน” เสิ่นรั่วหนิงเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มสรุปบัญชีขึ้นมาเปิดดูอย่างถือวิสาสะ “เงินห้าแสนหยวนถูกเบิกจ่ายออกไปเมื่อวันที่สิบสิงหาคม โอนเข้าบัญชีของบริษัทรับเหมาก่อสร้างตงเฟิง น้าเล็กเป็นคนรับผิดชอบโครงการนี้ก็จริง แต่คนที่มีสิทธิ์เซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินก้อนใหญ่ระดับห้าแสนหยวนได้ มีแค่พ่อกับน้าเล็กสองคนเท่านั้น”
“ก็ใช่น่ะสิ!” เสิ่นหงหยวนตบโต๊ะ “ในเมื่อฉันไม่ได้เซ็น แล้วมันจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่เจ้านี่ มันทำบัญชีผี ปลอมแปลงลายเซ็นฉันแล้วประทับตราบริษัทเอาเงินออกไป!”
“พ่อแน่ใจหรือคะว่านั่นคือตราประทับที่น้าเล็กเป็นคนใช้”
คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องชะงัก เสิ่นรั่วหนิงดึงกระดาษคาร์บอนสีน้ำเงินที่เป็นสำเนาใบเสร็จรับเงินออกมาจากแฟ้ม เธอวางมันลงบนโต๊ะแล้วใช้นิ้วเรียวเคาะลงไปตรงมุมขวาล่าง ซึ่งมีรอยหมึกสีแดงของตราประทับบริษัทตระกูลเสิ่นประทับอยู่อย่างชัดเจน
ในยุค 90 ระบบคอมพิวเตอร์ยังไม่เข้ามามีบทบาทในองค์กรขนาดกลาง การทำธุรกรรมทุกอย่างต้องอาศัยลายเซ็นและ “ตราประทับ” เป็นตัวเบิกทาง ตราประทับของตระกูลเสิ่นทำจากหยกสลักลาย เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงถึงอำนาจเด็ดขาด
“ตราประทับในสำเนานี้ ตรงขอบตัวอักษรคำว่า ‘เสิ่น’ มุมซ้ายบนมีรอยแหว่งเล็กๆ” เสิ่นรั่วหนิงอธิบาย เสียงของเธอเรียบเรื่อยแต่ดังก้องในความเงียบ “พ่อจำได้ไหมคะ เมื่อเดือนก่อนตอนที่พ่อทำตราประทับตกจนบิ่น พ่อหัวเสียมากและสั่งให้ช่างแกะสลักตราอันใหม่ขึ้นมาแทนทันที ส่วนตราอันเก่าที่บิ่น พ่อเก็บมันไว้ในตู้เซฟที่บ้าน”
ดวงตาของเสิ่นหงหยวนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขารีบก้มลงมองสำเนาใบเสร็จในมือลูกสาว รอยหมึกสีแดงตรงมุมซ้ายบนมีรอยขาดหายไปนิดเดียวจริงๆ หากไม่สังเกตอย่างละเอียดคงไม่มีทางมองเห็น
“น้าเล็กใช้ตราประทับอันใหม่ที่พ่อมอบให้มาตลอดทั้งเดือน เอกสารทุกฉบับที่น้าเล็กเซ็นเบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้ รอยประทับสมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน” เสิ่นรั่วหนิงหันไปมองสวี่หย่าฉินที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มซีดเผือด “แต่ทำไมเอกสารใบเบิกเงินห้าแสนหยวนใบนี้ ถึงกลายเป็นตราประทับอันเก่าที่บิ่นไปแล้วได้ล่ะคะ”
สวี่หย่าฉินเม้มริมฝีปากแน่น เหงื่อเย็นๆ เริ่มซึมตามไรผม “มัน... มันอาจจะเกิดความผิดพลาดตอนช่างแกะสลัก หรือไม่เยี่ยนโจวก็อาจจะแอบไขเซฟเอาตราอันเก่าไปใช้เพื่อโยนความผิด!”
“ตู้เซฟที่บ้านเปลี่ยนรหัสใหม่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน และคนที่รู้รหัสมีแค่พ่อกับน้าหย่าฉิน” เสิ่นรั่วหนิงสวนกลับทันควัน “น้าเล็กแทบไม่ได้กลับมานอนที่คฤหาสน์ด้วยซ้ำ เขาคลุกอยู่แต่ที่ไซต์งานก่อสร้าง เขาจะเอาเวลาที่ไหนมาเปิดเซฟคะ”
ลู่เยี่ยนโจวมองแผ่นหลังบอบบางที่ยืนตระหง่านปกป้องเขาอยู่เบื้องหน้า ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายที่เคยเย็นชาและด้านชามาตลอด จู่ๆ ก็เต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
เธอรู้? เธอรู้เรื่องตู้เซฟและรอยบิ่นของตราประทับได้ยังไง?
หลานสาวที่เคยเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องเพื่อถักไหมพรมให้คู่หมั้น คนที่ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเอกสารกงสี กลับสามารถไล่ต้อนสวี่หย่าฉินจนมุมด้วยหลักฐานทางบัญชี ลู่เยี่ยนโจวสูดลมหายใจเข้าลึก มือที่กำแน่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงค่อยๆ คลายออก เขาปล่อยจดหมายค้ำประกันแผ่นนั้นให้ยับยู่ยี่อยู่ด้านใน
ในเมื่อเธอเลือกที่จะจับดาบลงสนามรบเพื่อเขา แล้วเขาจะยอมเป็นคนขี้ขลาดที่เดินหนีไปได้อย่างไร
ชายหนุ่มขยับตัวก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเสิ่นรั่วหนิง เขายกมือขึ้นดันกรอบแว่นตา นัยน์ตาที่เคยมองอย่างยอมจำนนบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบขาดดุดันแบบที่นักธุรกิจเขี้ยวลากดินพึงมี
“รั่วหนิงพูดถูกครับประธานเสิ่น” ลู่เยี่ยนโจวเปลี่ยนสรรพนามเรียกเสิ่นหงหยวน น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนน่าขนลุก “เมื่อวานซืนผมเพิ่งเซ็นอนุมัติสั่งซื้อเหล็กเส้นลอตใหญ่ รอยประทับบนใบสั่งซื้อนั้นสมบูรณ์แบบ คุณสามารถโทรไปเช็กกับทางซัพพลายเออร์ได้เลย หากเอกสารโอนเงินห้าแสนหยวนนี่เป็นฝีมือผมจริงๆ ผมคงไม่โง่พอที่จะงัดตู้เซฟเอาตราอันเก่ามาประทับให้เกิดพิรุธ”
เขายืนล้วงกระเป๋าด้วยท่าทีผ่อนคลายลง แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้ห้องทั้งห้องรู้สึกอึดอัด “อีกอย่าง บริษัทตงเฟิง ถ้าผมจำไม่ผิด ผู้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทคือ อู๋จื้อเฉียง อดีตลูกน้องคนสนิทของพี่ชายคุณนี่ครับ คุณนายสวี่”
สรรพนาม ‘คุณนายสวี่’ ที่หลุดออกจากปากลู่เยี่ยนโจวราวกับเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้ากลางอกของสวี่หย่าฉิน เธอสะดุ้งเฮือก หันไปมองหน้าสามีที่ตอนนี้ดำคล้ำลงยิ่งกว่าเดิม
เสิ่นหงหยวนไม่ใช่คนโง่ เขาเป็นเสือเฒ่าที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาในยุคที่ตลาดธุรกิจจีนเพิ่งเปิดประเทศ การแข่งขันดุเดือดและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เมื่อจุดบอดของหลักฐานถูกชี้ให้เห็นชัดเจนขนาดนี้ ประกอบกับชื่อของ ‘พี่ชายเมีย’ ที่โผล่เข้ามาพัวพัน สมองของเขาก็เริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว
พี่ชายของสวี่หย่าฉิน สวี่เจิ้นตง เป็นพวกนักเลงหัวไม้ที่ผันตัวมาทำธุรกิจสีเทา เสิ่นหงหยวนรู้เรื่องนี้ดีและพยายามรักษาระยะห่างมาตลอด หากเงินห้าแสนหยวนตกไปอยู่ในมือของคนพวกนั้นจริง การจะทวงคืนคงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และถ้าสวี่หย่าฉินเป็นคนสมรู้ร่วมคิดขโมยเงินกงสีไปให้พี่ชายตัวเอง นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริต แต่มันคือการหยามเกียรติผู้นำตระกูลอย่างเขา
“หย่าฉิน” เสิ่นหงหยวนเรียกชื่อภรรยาเสียงเย็น “นี่มันเรื่องอะไรกัน ตกลงว่าเงินนั่นไปอยู่ที่บริษัทพี่ชายเธอได้ยังไง”
“ฉันไม่รู้นะคะคุณ!” สวี่หย่าฉินลุกลี้ลุกลน น้ำตาแห่งความบีบคั้นร่วงเผาะลงมาอย่างสั่งได้ “ฉันอยู่แต่บ้าน ดูแลคุณ ดูแลลูกๆ จะไปรู้เรื่องธุรกิจของพี่ชายได้ยังไง รั่วหนิงกับเยี่ยนโจวอาจจะร่วมมือกันใส่ร้ายฉันก็ได้ คุณก็รู้ว่ารั่วหนิงไม่เคยชอบฉัน เธอหาเรื่องฉันมาตลอด”
“หนูไม่ได้ใส่ร้าย” เสิ่นรั่วหนิงสวนกลับทันทีโดยไม่ปล่อยให้แม่เลี้ยงได้เล่นบทเหยื่อ “ถ้าพ่อคิดว่าหนูปรักปรำ งั้นเรามาพิสูจน์กันแบบง่ายๆ เลยค่ะ บนโต๊ะพ่อมีโทรศัพท์อยู่ พ่อแค่หมุนเบอร์โทรไปหาผู้จัดการธนาคารไอซีบีซี สาขาถนนเจี่ยฟ่าง ขอให้เขาตรวจสอบสมุดฝากเงินของบัญชีบริษัทตงเฟิงว่าใครเป็นคนมารับเงินห้าแสนหยวนนี้ไป ธนาคารเพิ่งเริ่มใช้ระบบกล้องวงจรปิดเมื่อปลายปีที่แล้ว ถึงภาพจะขาวดำและไม่ชัดมาก แต่ก็น่าจะพอมองออกว่าเป็นน้าเล็ก หรือว่าเป็นคนของลุงสวี่”
หญิงสาวชี้ไปที่โทรศัพท์บ้านแบบปุ่มกดสีดำขลับที่ตั้งอยู่มุมโต๊ะ ท่าทางของเธอเด็ดเดี่ยวและมั่นใจจนสวี่หย่าฉินถึงกับเข่าอ่อน
แม่เลี้ยงใจร้ายรู้ดีว่าถ้าโทรไปเช็ก ความจริงทุกอย่างจะต้องถูกเปิดโปง สวี่เจิ้นตงพี่ชายของเธอเป็นคนหน้าเงิน เขาไม่มีทางยอมให้ลูกน้องไปเบิกเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้โดยที่ตัวเองไม่ตามไปประกบแน่ๆ กล้องวงจรปิดของธนาคารจะต้องจับภาพพี่ชายของเธอไว้ได้อย่างแน่นอน
“คุณคะ! อย่าโทรนะคะ!” สวี่หย่าฉินถลาเข้าไปจับมือสามีไว้แน่น “ถ้าเรื่องนี้ถึงหูธนาคาร ข่าวลือเรื่องเงินกงสีหายจะหลุดรอดออกไป นักข่าวสายเศรษฐกิจพวกนั้นจ้องเราอยู่ ถ้าข่าวนี้ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง หุ้นบริษัทเราพรุ่งนี้เช้าต้องร่วงระนาวแน่ๆ คุณจะยอมเสี่ยงชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นเพื่อความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ นี้เหรอคะ”
ข้ออ้างเรื่องหุ้นและชื่อเสียงบริษัทจี้ถูกจุดตายของเสิ่นหงหยวนอย่างจัง
ในยุค 90 ที่ตลาดหลักทรัพย์เพิ่งเริ่มเฟื่องฟู ข่าวลือเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้บริษัทล้มละลายได้ เสิ่นหงหยวนชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์ เขามองสลับระหว่างภรรยาที่กำลังร้องไห้สั่นเทา กับลูกสาวและน้องชายบุญธรรมที่ยืนจับจ้องเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
เสิ่นรั่วหนิงมองอาการลังเลของพ่อแล้วก็ลอบยิ้มหยันในใจ ชาติที่แล้วก็เป็นแบบนี้ พ่อของเธอรักหน้าตาและผลประโยชน์ของตัวเองยิ่งกว่าความยุติธรรมใดๆ ต่อให้รู้ว่าสวี่หย่าฉินมีส่วนเกี่ยวข้อง เขาก็ไม่มีทางทำเรื่องให้แดงขึ้นมาหรอก
แต่เป้าหมายของเธอในวันนี้ ไม่ใช่การลากสวี่หย่าฉินเข้าคุก เพราะหลักฐานแค่นี้ยังไม่พอที่จะเอาผิดจิ้งจอกเฒ่าอย่างสวี่เจิ้นตงได้ เป้าหมายเดียวของเธอคือ การรักษาลู่เยี่ยนโจวไว้
“เรื่องนี้มันชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่” เสิ่นหงหยวนถอนหายใจหนักหน่วง เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมอย่างอ่อนล้า ยกมือนวดขมับตัวเอง “เอกสารพวกนี้อาจจะมีข้อผิดพลาดจริงๆ อย่างที่รั่วหนิงว่า หรืออาจจะมีคนในบริษัทเล่นตุกติก”
“งั้นแปลว่าน้าเล็กพ้นข้อกล่าวหาแล้วใช่ไหมคะ” เสิ่นรั่วหนิงถามย้ำ
“ฉันยังไม่ได้บอกว่ามันพ้นผิด!” เสิ่นหงหยวนตวัดสายตามองลู่เยี่ยนโจว “แต่ในเมื่อพยานหลักฐานมันขัดแย้งกัน ฉันจะระงับการสอบสวนเรื่องนี้ไว้ก่อน เยี่ยนโจวแกไม่ต้องเข้าบริษัทจนกว่าฉันจะสั่งพักงานนี้เพื่อรอการตรวจสอบภายใน ห้ามแกก้าวร่ายาวไปยุ่งกับโปรเจกต์ก่อสร้างอีกเด็ดขาด เข้าใจไหม”
ลู่เยี่ยนโจวเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ “รับทราบครับ”
“ส่วนเธอ รั่วหนิง” พ่อหันมาจ้องหน้าเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง “ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอสนใจเรื่องบัญชีบริษัท ฉันส่งเธอไปเรียนการเรือน ไม่ได้ให้มาจุ้นจ้านเรื่องกงสี ออกไปได้แล้ว และจำไว้ว่าเรื่องในห้องนี้ ห้ามหลุดรอดออกไปถึงหูคนนอกเด็ดขาด ปิดประตูด้วย!”
เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้ตอบรับ เธอเพียงแค่หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ ลู่เยี่ยนโจวเดินตามหลังเธอมาติดๆ ทิ้งให้เสิ่นหงหยวนและสวี่หย่าฉินอยู่จัดการกับความระแวงที่เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างสามีภรรยา
ทันทีที่บานประตูไม้เนื้อแข็งปิดลง เสิ่นรั่วหนิงก็พรูลมหายใจยาวออกมา ขาทั้งสองข้างที่พยายามเกร็งยืนหยัดมาตลอดเริ่มสั่นเทาจนแทบทรุด เธอรีบยกมือขึ้นจับราวบันไดไม้เพื่อพยุงตัว
แผ่นหลังของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ การปะทะคารมกับเสิ่นหงหยวนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนที่เคยกลัวพ่อจนขึ้นสมองอย่างเธอ แต่เธอทำได้แล้ว เธอเปลี่ยนชะตากรรมก้าวแรกได้สำเร็จ ลู่เยี่ยนโจวไม่ต้องออกจากบ้าน และสวี่หย่าฉินก็ถูกพ่อตั้งแง่ระแวง
“รั่วหนิง”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เสิ่นรั่วหนิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมอง ลู่เยี่ยนโจวยืนอยู่ตรงหน้าเธอห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว แสงไฟประดับทางเดินส่องกระทบเสี้ยวหน้าของเขา ทำให้ดวงตาคมคู่นั้นดูลึกล้ำและเต็มไปด้วยความนัยมากยิ่งขึ้น
“น้าเล็ก เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เธอพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ
ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที เขาล้วงมือขวาออกจากกระเป๋ากางเกง แบมือออกช้าๆ เผยให้เห็นกระดาษรูปถ่ายใบหนึ่งที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ มันคือรูปถ่ายของเอกสารค้ำประกันเงินกู้ที่มีลายเซ็นของเธอ
“เธอรู้ใช่ไหม ว่าสวี่หย่าฉินส่งสิ่งนี้มาขู่ฉัน” ลู่เยี่ยนโจวถามเสียงเรียบ แต่แววตาของเขากลับซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้ “ถ้าเมื่อกี้ฉันยอมรับผิด เธอจะปลอดภัย เอกสารนี่จะไม่มีวันไปถึงมือตำรวจ ทำไมถึงออกมาขัดขวาง ทำไมถึงต้องเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงกับเรื่องนี้”
เสิ่นรั่วหนิงมองกระดาษยับยู่ยี่ในมือเขา หัวใจของเธอกระตุกวูบ ความรู้สึกผิดและความตื้นตันตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ชาติที่แล้วเขาต้องแบกรับข้อหาโจรขโมยเงินกงสีก็เพราะเอกสารใบนี้ ชาตินี้เขาก็ยังเลือกที่จะเสียสละตัวเองเพื่อเธออีก
หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด เงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้เป็นดั่งร่มไม้ใหญ่ของเธอมาตลอดชีวิต รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากที่สั่นระริก
“เพราะหนูโตแล้วค่ะน้าเล็ก” เสิ่นรั่วหนิงเอ่ยเสียงเบาแต่มั่นคง “น้าปกป้องหนูมามากพอแล้ว จากนี้ไป หนูจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำน้า เพื่อใช้เป็นบันไดเหยียบย่ำหนูอีกเด็ดขาด”
ลู่เยี่ยนโจวนิ่งอึ้งไป คำพูดของเธอคล้ายกับมีค้อนหนักๆ ทุบลงกลางใจ กำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อรักษาระยะห่างในฐานะน้าชายเริ่มปริร้าวทีละน้อย เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้ไร้ซึ่งความอ่อนแอ มีเพียงเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังตกอยู่ในภวังค์ความรู้สึกของกันและกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากปลายทางเดินชั้นล่าง พร้อมกับเสียงแหลมปรี๊ดของสาวใช้ที่รีบวิ่งเข้ามารายงาน
“คุณหนูใหญ่คะ คุณชายกู้ คุณชายกู้เหยียนเจ๋อมาขอพบค่ะ ตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับแขกเล็ก บอกว่ามีเรื่องด่วนจะคุยกับคุณหนูค่ะ”
เสิ่นรั่วหนิงละสายตาจากลู่เยี่ยนโจว แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเย็นชาเยียบเย็น กู้เหยียนเจ๋อคู่หมั้นจอมปลอม ไอ้สารเลวที่ร่วมมือกับน้องสาวต่างแม่หักหลังเธอจนย่อยยับ ในที่สุดก็โผล่หัวมาเสียที
