บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 ทำร้านใหม่

พอกินข้าวอิ่มแล้วพวกเขาจึงออกไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าเจ้าคะ”

“มีอะไร” ช้องปีบ

“ข้าอยากเปิดร้านขายส้มตำเจ้าค่ะ ท่านน้าคิดว่าจะมีใครมาซื้อหรือไม่เจ้าคะ”

สามคนพ่อแม่ลูกจึงหันมามองนางเป็นตาเดียว ทองใบเอ่ยว่า “เป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว” เพราะที่นี่ยังไม่เคยมีใครทำสิ่งนี้มาก่อน อีกทั้งนางยังตำส้มตำอร่อย รับรองว่าต้องมีคนมาซื้ออย่างแน่นอน

“มันต้องทำยังไงบ้างล่ะ” ช้องปีบถาม

“ข้าอยากให้ท่านน้าเขยทำร้านด้านหน้าให้ข้าก็พอเจ้าค่ะ ทุกอย่างที่เหลือข้าจะเป็นคนจัดการเอง” เพราะที่นี่เป็นแหล่งชุมชนและอยู่ไม่ไกลจากตลาด จึงไม่ต้องไปขอเช่าพื้นที่คนอื่น

“แล้วเจ้าจะทำคนเดียวไหวหรือ” ช้องปีบถาม

ทรงกลดจึงเสนอตัว “ข้าจะช่วยนางเองขอรับท่านแม่”

“ก็ลองทำดู เผื่อมันจะรุ่ง” อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ลอง

“เจ้าค่ะ” เรณูยิ้มพรายเมื่อท่านน้าทั้งสองไม่ได้ขัดข้อง

ไม่น่าเชื่อว่าเรณูแพ้ท้องเพียงสัปดาห์เดียวก็หายดีคล้ายกับคนปกติราวกับว่าลูกในครรภ์ไม่อยากให้มารดาทำงานล้างจานอย่างไรอย่างนั้น และตอนนี้ทองใบกับทรงกลดก็ทำร้านให้เรณูเสร็จแล้ว ทองใบเดินออกไปยืนมองหน้าร้าน เอ่ยถามเรณูว่า “เจ้าจะตั้งชื่อร้านว่าอะไรดี”

“ชื่อว่าส้มตำเรณูเจ้าค่ะ”

“ได้ ข้าจะทำป้ายร้านให้เจ้าวันนี้”

บ่ายวันนั้นเรณูจึงออกไปซื้ออุปกรณ์จำพวก ครก สาก เครื่องปรุงรสต่าง ๆ และถังพลาสติกสำหรับใช้เก็บของสดมาไว้ที่บ้านก่อน

พรุ่งนี้เรณูจะเปิดร้านขายส้มตำเป็นวันแรก ตอนตีสี่นางจะต้องไปจ่ายตลาดอีกครั้ง เรณูรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะมีร้านขายส้มตำเป็นของตนเอง เพราะที่โลกเดิมที่นางจากมาเรณูมีร้านเป็นรถเข็น

ตีสี่ไม่ขาดไม่เกินเรณูกับทรงกลดจึงตื่นไปซื้อของในตลาดด้วยกัน ตอนไปทั้งสองสามารถเดินเท้าไปซื้อของได้ แต่ตอนกลับต้องเหมารถสามล้อเครื่องกลับมา เพราะหากทรงกลดจะปั่นจักรยานให้เรณูนั่งซ้อนท้ายก็คงไม่ได้ เพราะน้ำหนักของทั้งคู่รวมกันมากเกินที่รถจักรยานจะรับไหว เพราะหลังจากที่เรณูรู้ตัวว่าตัวเองท้องนางก็เลิกล้มการลดน้ำหนักทันที

ตลาดสดดงผักหวานแห่งนี้มีทั้งสินค้าที่วางขายบนชั้นวางและทางเท้า ซึ่งของสดที่วางขายบนชั้นวางจะมีราคาแพงมากกว่า เพราะค่าเช่าที่จะแพงกว่า และส่วนมากของสดที่วางขายบนทางเท้าจะเป็นอาหารพื้นบ้านมากกว่า จึงมีราคาถูกกว่าเช่นเดียวกัน

เรณูเดินไปซื้อผักสดที่วางขายอยู่บนทางเท้าก่อน แต่เนื่องจากในเมืองนี้ผู้คนมักนำมะละกอดิบมาทำแกงมากกว่าทำส้มตำ จึงทำให้มะละกอดิบมีไม่มากนัก ร้านที่ขายมะละกอดิบมีเพียงร้านเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังมีไม่ถึงสิบลูก เรณูจึงซื้อมาทั้งหมด และก็ซื้อมาในราคาที่ถูกมากด้วย มะละกอแปดลูกใหญ่แต่ละลูกยาวประมาณหนึ่งศอก แม่ค้าขายให้นางเพียงสี่สิบบาทเท่านั้น

“แม่นางจะเอามะละกอไปทำกับข้าวขายรึ” แม่ค้าเอ่ยถาม เพราะไม่มีวันไหนที่นางขายมะละกอหมดเร็วถึงเพียงนี้

“เจ้าค่ะ” เรณูตอบพร้อมกับยิ้มหวานให้

ขณะที่เรณูกำลังจะจ่ายเงิน ท่านป้าผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “แม่นางช่วยซื้อมะเขือขื่นให้ข้าได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ข้าขายเพียงสิบบาทเท่านั้น” เรณูจึงมองดูมะเขือขื่นกองใหญ่ที่วางอยู่บนใบตอง และสายตาก็เหลือบไปเห็นกล้วยตานีดิบพอดี นางจึงคิดบางอย่างขึ้นมาได้

เรณูจึงถามว่า “ท่านป้า กล้วยตานีนี้เอาไปทำอะไรกินหรือเจ้าคะ” ในใจนางมีคำตอบอยู่แล้ว แต่นางไม่รู้ว่าคนที่นี่เขาเอาไปทำอะไรกินได้บ้าง

แม่ค้าจึงตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ปกติก็ปลูกไว้ใช้ใบตองเท่านั้น แต่บังเอิญว่าต้นนี้มันเครือใหญ่ พอโดนลมนิดหน่อย มันก็เลยหักโค่นลงมา ข้าจึงลองเอามาวางขายดู เผื่อคนอื่นจะนำไปทำเป็นอาหารได้”

“ที่บ้านท่านป้ามีเยอะหรือเจ้าคะ” เรณูเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว

“มีกอเดียวแต่กอใหญ่ ประมาณยี่สิบต้นเลยละ เจ้าอยากได้รึ”

“เจ้าค่ะ เครือนี้ท่านป้าขายเท่าไรหรือเจ้าคะ”

“สามสิบบาทก็พอแล้ว”

เรณูได้ยินดังนั้นจึงไม่ลังเลอีกต่อไป กล้วยตานีเครือนี้มีทั้งหมดแปดหวี แต่ละหวีมีประมาณสิบสองลูกทั้งใหญ่ทั้งยาว “เช่นนั้นของที่ร้านท่านป้า ข้าขอเหมาหมดเลยเจ้าค่ะ” ร้านท่านป้าผู้นี้ของที่เหลือก็มีเพียง มะเขือขื่นที่มีลูกสีเขียวปนเหลืองคละกัน และกล้วยตานีดิบเท่านั้น

ท่านป้าเจ้าของร้านมีท่าทีดีใจเป็นอย่างมาก “หากเจ้าต้องการอีกบอกข้าได้นะ ที่บ้านข้ายังมีอยู่อีกหลายเครือ”

“เจ้าค่ะ”

พอทรงกลดเดินแบกเครือกล้วยตานีออกมาจากร้านนั้นแล้ว จึงถามเรณูว่า “เจ้าจะเอากล้วยตานีดิบไปทำอะไร”

“ทำตำกล้วย” เรณูก็เพิ่งคิดขึ้นมาได้เหมือนกันว่าตำกล้วยตานีก็อร่อยที่สุดในสามโลกเลยทีเดียว เพราะกล้วยตานีมีเมล็ดมาก ผู้คนจึงไม่นิยมนำมากินสุก

“กล้วยดิบนี่นะ นี่เจ้าเห็นอะไรก็จะตำไปหมดเลยรึไง” มะละกอยังพอทน แต่กล้วยตานีพอเลย บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีใครกินกล้วยตานีดิบกันหรอก ทรงกลดแย้งขึ้นว่า “จะกินได้หรือ ที่นี่เขาไม่กินกล้วยดิบกันหรอกนะ เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือว่ามันฝาดมาก”

“รู้สิ เดี๋ยววันนี้ข้าจะทำให้เจ้ากินเป็นคนแรก” ของที่มีรสเปรี้ยวกับรสเฝื่อนสามารถลดความฝาดลงได้ ทรงกลดคงไม่รู้เรื่องนี้กระมัง

ทรงกลดทำหน้าเหยเก “อีกแล้วรึ”

“เดี๋ยวพอได้ลองกินแล้วเจ้าจะบอกข้าว่า เจ้าช่วยทำตำกล้วยตานีให้ข้ากินทุกวันได้หรือไม่” เรณูพูดออกด้วยน้ำเสียงล้อเลียน

ทรงกลดเค้นเสียงหึ แล้วพูดอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีทาง”

เรณูทำเพียงยิ้มอย่างนึกเอ็นดูกับท่าทางของทรงกลด แต่ก็ไม่ได้พูดคำใดออกมา เพราะถึงนางจะทำตำกล้วยอร่อยมากแค่ไหน แต่คนเราก็มีความชอบต่างกัน นางบอกว่าอร่อย แต่คนอื่นอาจจะไม่อร่อยก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นหากนางไม่ลองก็ไม่มีวันรู้ว่าจะขายได้หรือไม่

เรณูได้ผักและวัตถุดิบทุกอย่างครบแล้วจึงขนของขึ้นรถสามล้อเครื่อง และกลับบ้านทันที

ทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าผืนใหม่แล้วค่อยมากินอาหารเช้าและช่วยกันเตรียมวัตถุดิบต่อ เรณูเตรียมของเสร็จแล้วไม่ลืมที่จะนำไซดักทรัพย์มาแขวนไว้หน้าร้าน พลางกล่าวว่า “ได้เวลาที่เจ้าต้องทำงานแล้วนะเจ้าไซดักทรัพย์ ขอให้เจ้าดึงดูดเงินและลูกค้าเข้าร้านให้ข้าด้วยนะ ข้าจะได้มีเงินเลี้ยงลูก” ว่าจบก็เดินไปสับมะละกอ

เรณูสับมะละกอไว้แค่ครึ่งผลก็เพียงพอแล้วเพราะไม่รู้ว่าวันนี้จะขายได้หรือไม่ ที่เมืองนี้ไม่มีที่ขูดมะละกอขายและคนอื่นก็ยังทำไม่เป็นนางจึงต้องสับเอง ท่านน้าทั้งสองก็ออกมานั่งดูเรณูขายของเช่นเดียวกัน
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel