ตอนที่ 8 มะละกอดิบกินได้ด้วยหรือ
“พอสำหรับค่าทำคลอดหรือไม่” ส่วนค่าอื่น ๆ ค่อยว่ากันอีกที
“พอเจ้าค่ะ” แต่หากนางไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ ภายภาคหน้าค่าผ้าอ้อมและค่าของใช้เด็กอ่อนอย่างอื่นก็คงไม่พอแล้ว
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน “มีใครอยู่ไหม ข้าเอาพุทรามาให้”
“เสียงท่านป้าอิ่มนี่นา” ทรงกลดว่า “เดี๋ยวข้าออกไปดูให้เองขอรับ”
ทรงกลดเดินออกไปจึงเห็นว่าเป็นอิ่มจริง ๆ นางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่กับท่านพ่อของเจ้าไม่อยู่หรือ”
“อยู่ด้านในขอรับ ท่านป้ามีเรื่องจะคุยกับท่านทั้งสองหรือขอรับ”
“ไม่มีหรอก แค่เอาพุทรามาให้เท่านั้น ลูกเขยข้าเพิ่งเก็บมาจากนาเมื่อเช้า” ปากก็ว่าไม่มีอะไรแต่สายตากลับสอดส่ายเข้าไปมองทั่วบริเวณบ้าน “ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้าน หน้าตาสะสวยทีเดียวแต่นางอวบไปหน่อยเท่านั้น นางเป็นเมียเจ้ารึ”
“ไม่ใช่หรอกขอรับ นางเป็นลูกของท่านป้าของข้าขอรับ”
“อ๋อ ที่แท้ก็ลูกสาวของแม่พุดซ้อนนี่เอง ข้าก็คิดว่าเจ้าแต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมส่งข่าวข้าบ้าง”
“ยังอีกนานขอรับ หากท่านป้าไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”
“เออ ๆ ไปเถอะ” ได้คำตอบเช่นนั้น อิ่มก็มีเรื่องไปพูดต่อแล้ว
พอทรงกลดเดินเข้ามา เรณูจึงบอกเขาว่า “กลด ไปซื้อส้มตำให้ข้าหน่อยสิ” เพราะตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางยังไม่เคยกินส้มตำสักครั้ง ปกติขายเองตำกินเองทุกวัน
“ส้มตำคืออะไร” ทรงกลดและท่านน้าทั้งสองทำหน้างุนงง
“นั่นน่ะสิ” ช้องปีบว่าเสริมขึ้นอีก
ส้มตำ ก็ตำบักหุ่งไง ทำไมถึงไม่รู้จักกันเล่า แต่พอเรณูนึกขึ้นได้ จึงร้องอ้อขึ้นมาคำหนึ่ง แล้วอธิบายว่า “ส้มตำก็คือ ตำมะละกอนั่นละ ข้าลืมไปว่าที่นี่ไม่ค่อยกินมะละกอดิบกัน” ที่จริงไม่ใช่แค่ที่นี่ แต่เป็นทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ ถึงประเทศคีรีมาศ จะมีทรัพยากร วิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่ด้านอาหารการกินก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว ถึงที่นี่จะกินปลาร้าก็ตาม
“ที่บ้านเสี่ยผาก็กินรึ” ช้องปีบ
“เจ้าค่ะ ส่วนมากก็มีแต่ข้าที่กิน คนอื่นไม่ค่อยกินหรอกเจ้าค่ะ” เรณูพูดแก้ต่างไปอย่างนั้น เพื่อไม่ให้พวกเขามองนางแปลกไป
“มันอร่อยหรือ มะละกอดิบมันมียางนะ” ทองใบว่า
“อร่อยมากเจ้าค่ะ”
“หากเจ้าอยากกินข้าจะไปขอกับท่านป้าอิ่มมาให้” ทรงกลดกล่าว ถึงนางจะพูดมากและอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นอยู่สักหน่อย แต่นางก็มีน้ำใจ ชอบนำของฝากมาให้เสมอ
“ข้าอยากกิน เจ้าไปขอมาให้ข้าได้หรือไม่”
“ได้สิ เอ้านี่พุทราเจ้ากินไปก่อนก็แล้วกัน”
“ขอบใจ” เรณูรับถุงพุทรามาแล้ว จึงเดินเข้าห้องครัว นำพุทราไปล้างให้สะอาดแล้วทำพริกเกลือ
เรณูยกพุทรากับพริกเกลือออกมาให้ท่านน้าทั้งสองลองชิม ช้องปีบหยิบพุทรามาจิ้มพริกเกลือแล้วชิมดู “อืม รสชาติไม่เลว” พุทรารสเปรี้ยวอมหวานนิด ๆ บวกกับพริกเกลือเค็มนิดหวานหน่อยบวกนัวน้อย ๆ ทำให้รสชาติเข้ากันอย่างลงตัว
เรณูก็กินไม่หยุดปากเลยทีเดียว ยิ่งกินก็ยิ่งรู้สึกอร่อย
จากนั้นทรงกลดก็ถือมะละกอดิบลูกยาวเข้ามา พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “ท่านป้าให้มาลูกใหญ่เลยละ หากเจ้าอยากได้อีก ก็ไปขอกับท่านป้าได้ เพราะที่บ้านนางปลูกไว้หลายต้น มีลูกดกเต็มต้นทั้งนั้น”
“เดี๋ยวข้าจะไปตำกินตอนนี้เลย” เพราะเครื่องปรุงในครัวมีครบทุกอย่างแล้ว อีกทั้งตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วพอดี
“มันกินเป็นกับข้าวได้ด้วยรึ” ช้องปีบถามด้วยความสงสัย
“ได้เจ้าค่ะ กินเป็นกับข้าวก็ดี กินเล่นก็อร่อยเจ้าค่ะ” ว่าพลางหันไปหาทรงกลด บอกเขาอีกว่า “เจ้าปั่นจักรยานไปซื้อขนมจีนกับแคบหมูมาให้ข้าที”
“ได้สิ” เพราะบ้านอยู่ใกล้ตลาด จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับการซื้อหาของกิน “ว่าแต่เจ้าจะเอามาทำอะไรรึ”
“กินกับส้มตำ”
“อ้อ” พูดเพียงเท่านั้น ทรงกลดก็รีบปั่นจักรยานไปซื้อในตลาดมาให้นางทันที
เรณูเดินเข้าห้องครัวและรีบสับมะละกอ เตรียมเครื่องปรุงอย่างชำนาญ โดยมีช้องปีบกับทองใบแอบมองอยู่หน้าประตูห้องครัว ช้องปีบพูดว่า “สมกับที่นางเคยเป็นแม่บ้านมาก่อนจริง ๆ”
“นั่นสิ แต่ก็ต้องรอชิมรสชาติอีกที”
พอได้กินพุทรารองท้องไปก่อนแล้ว อาการคลื่นไส้ และมึนศีรษะของเรณูก็ทุเลาลงมาก นางจึงพอทำอาหารเองได้ ก่อนทำส้มตำก็นำแกงอ่อมหมูใส่ฟักทองที่เหลือจากมื้อเช้ามาอุ่น
ไม่นานทรงกลดก็มาถึง และไปนั่งดูนางทำอาหารอยู่ใกล้ ๆ เผื่อนางจะมีอะไรให้เขาช่วยหยิบจับได้บ้าง “ให้ข้าช่วยอะไรไหม”
“ไม่เป็นไร แค่ดูหม้อแกงให้ก็พอ”
ทรงกลดจึงนั่งดูนางทำส้มตำต่ออย่างเงียบ ๆ พอหม้อแกงหมูใส่ฟักทองเดือดแล้วจึงปิดเตาแก๊ส ทุกขั้นตอนเรณูหยิบจับอย่างชำนิชำนาญ และกะเครื่องปรุงได้อย่างพอดิบพอดี ตำเสร็จแล้วนางใช้ช้อนตักชิมคำหนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าพอใจแล้วจึงหันไปคุยกับทรงกลด “ลองชิมดูสิว่ายังขาดเหลืออะไรอีก”
ทรงกลดจึงหยิบช้อนมาตักชิม ทันใดนั้นดวงตาเขาก็เบิกกว้างขึ้น “อื้ม พอดีแล้วอร่อยมากด้วย” รสชาติส้มตำดีกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก ไม่คิดว่ามะละกอดิบเมื่อนำมาคลุกเคล้าเข้ากับเครื่องปรุงแล้วจะอร่อยถึงเพียงนี้ นางทำให้เขาเปิดโลกมากเลยทีเดียว
เรณูจัดขนมจีนกับแคบหมูใส่ในถาดส้มตำ ทรงกลดตักแกงอ่อมหมูใส่ถ้วยแล้วยกถาดอาหารออกไปห้องโถง เรณูถือกระติบข้าวเหนียวตามออกมา
ทุกคนนั่งล้อมวงบนเสื่อ เรณูพูดว่า “ท่านน้าทั้งสองลองชิมดูเจ้าค่ะ”
“อร่อยมากขอรับท่านแม่ ข้าเป็นพยานได้” ทรงกลดยืนยันอีกเสียง
“กินกับขนมจีนและแคบหมูก็อร่อยเจ้าค่ะ” พูดพร้อมกับทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
พวกเขาทั้งสามคนจึงทำตาม เมื่อมีคำแรกคำต่อไปก็หยุดไม่ได้แล้ว ทำให้ทุกคนลืมกินแกงหมูใส่ฟักทองไปเลย อาหารมื้อนั้นพวกเขาจึงกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
เรณูถามขึ้นว่า “ที่นี่ไม่มีร้านขายส้มตำจริง ๆ หรือเจ้าคะ” เจ้าของร่างนี้จากไปอยู่ที่บ้านท่าสังหลายปี อีกทั้งความทรงจำเดิมยังเลือนราง นางจึงจดจำไม่ค่อยได้แล้ว
“จริงสิ ตอนเจ้าเรียนอยู่ที่นี่เป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น” ช้องปีบตอบ
และในตอนนั้นเรณูก็คิดขึ้นมาได้ว่านางจะทำอาชีพอะไรดี