บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 10 เปิดร้านวันแรก

แต่รออยู่นานก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านสักคน หลายคนที่มองเข้ามาด้วยแววตาอยากรู้อยากลอง แต่แล้วก็เดินผ่านไปอย่างหน้าตาเฉย เรณูจึงเผลองีบหลับไป ทรงกลดก็ได้แต่นั่งมองด้วยท่าทางหงอยเหงา

พวกเขารอจนเกือบเที่ยงวันก็ไม่มีลูกค้าเข้าร้านสักคน ช้องปีบกับทองใบจึงเดินเข้าไปในบ้าน ส่วนเรณูงีบหลับไปสองตื่นแล้ว

ทรงกลดเอ่ยกับเรณูว่า “เจ้าว่าเราจะรอดไหม”

“ต้องรอดสิ” เรณูตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะในใจนางคิดว่าอย่างไรตนก็ต้องทำได้

“แต่วันนี้เรายังไม่มีลูกค้าสักคนเลยนะ”

“เดี๋ยวก็มี” ร้านของนางเป็นสินค้าแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครได้ลองกิน ก็ต้องขายยากเป็นธรรมดา

แต่ตอนนี้เรณูนึกอยากกินส้มตำขึ้นมาอีกแล้ว จึงตำส้มตำหนึ่งครก และตำกล้วยตานีอีกหนึ่งครก นางยังลวกผักตาลปัตรฤาษีกับผักหนามเป็นผักแกล้มอีกด้วย จังหวะนั้นป้าข้างบ้านที่เคยนำพุทรามาให้ก็เดินผ่านหน้าร้านมาพอดี

“เรณูเปิดร้านขายอะไรหรือ” ไม่ถามเปล่า นางยังเดินเข้ามาข้างในร้านด้วย

“ขายส้มตำเจ้าค่ะ”

“ส้มตำรึ” อิ่มถามพลางขมวดคิ้ว เพราะนางไม่เคยได้ยินชื่ออาหารชนิดนี้มาก่อน

“เจ้าค่ะ หรือจะเรียกให้ตรงปกก็คือตำมะละกอนั่นเองเจ้าค่ะ”

“มะละกอดิบกินได้หรือ ข้าเพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ” อิ่มพูดพร้อมกับมองสำรวจเรณูตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนมีบางอย่างดูแปลกตาไป แต่อิ่มบอกไม่ได้ว่าคืออะไรกันแน่ นางปัดความสงสัยนั้นทิ้งไป

“ได้เจ้าค่ะ ใบของมันก็กินได้นะเจ้าคะ” ชาวอีสานมักนำใบอ่อนของมะละกออ่อนมากินแกล้มกับตำเมี่ยงต่าง ๆ เช่นตำกล้วย ตำลูกจัน และตำข่า

“ไม่ขมแย่รึ ข้าแค่เผลอกินเปลือกมันตอนผลมันสุกแล้วยังรู้สึกขมปี๋เลย” อิ่มทำหน้าเหยเก

“ขมเล็กน้อยเจ้าค่ะ แต่ก็อร่อยด้วยเหมือนกัน หากที่บ้านท่านป้ามีใบมะละกออ่อนก็เอามาลองกินกับตำกล้วยได้นะเจ้าคะ ข้ากำลังทำเสร็จพอดี”

“มีตำกล้วยด้วยรึ” อิ่มตาโตรู้สึกแปลกใจมากขึ้นกว่าเดิมอีก

“มีเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นข้าขอกลับไปเอาใบมะละกอที่บ้านก่อนนะ ข้าอยากรู้ว่ามันมีรสชาติเช่นไร”

“เจ้าค่ะ”

อิ่มไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับใบอ่อนมะละกอสี่ห้าก้าน

มือสองข้างของทรงกลดถือถาดส้มตำกับถาดตำกล้วยตานีที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเดินออกมาที่แคร่ไม้ไผ่ใกล้ร้านค้า จากนั้นเดินไปหยิบกระติบข้าวเหนียวในบ้าน และเรียกพ่อกับแม่มากินอาหารด้วยกัน มีย่างปลาดุกที่เหลือจากมื้อเช้าสามตัวเขาจึงถือออกมาด้วย

อิ่มมองเห็นช้องปีบกับทองใบเดินออกมาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้ามาชิมส้มตำของแม่นางเรณูสักหน่อย”

“ตามสบายไม่ต้องเกรงใจ” ช้องปีบเอ่ย เพราะยามที่ครอบครัวของนางกลับมาจากแสดงหมอลำ อิ่มมักนำของกินมาให้เสมอ แม้เป็นสิ่งของเพียงเล็กน้อยแต่นางก็เป็นเพื่อนบ้านที่มีน้ำใจ

“อันนี้เขาเรียกว่าอะไร” อิ่มถามด้วยความสงสัย น้ำของมันมีลักษณะเป็นสีเข้มจนเกือบดำ ทำให้ดูไม่น่ากินเลยสักนิด

“นี่แหละเจ้าค่ะเขาเรียกว่าตำกล้วยตานี” เรณูตอบ

อิ่มมองหน้าช้องปีบคล้ายกำลังอยากถามบางอย่าง ช้องปีบจึงกล่าวว่า “พวกเราก็ยังไม่มีใครเคยกินสักคนเลย เคยกินแต่ส้มตำ”

“อ๋อ”

จากนั้นทุกคนก็ลงมือกินส้มตำกับข้าวเหนียวก่อน เรณูยังมีฝีมือคงที่ วันนั้นตำรสชาติอย่างไรวันนี้ก็ยังคงตำได้รสชาติเดิม แต่อิ่มยังไม่เคยกินถึงกับร้อง “อื้อหือ ไม่คิดว่าส้มตำจะอร่อยขนาดนี้ เจ้าใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง ที่บ้านข้ามีมะละกอเดี๋ยวข้าจะลองทำกินบ้าง”

“คล้ายกับเครื่องปรุงที่เราทำแกงเลยเจ้าค่ะ มีพริก กระเทียม ปลาร้า น้ำปลา มะเขือเทศ มะนาว และผงนัวเจ้าค่ะ หากท่านป้าชอบรสหวานนิดก็ใส่น้ำตาลก็ได้เจ้าค่ะ” แต่สูตรของเรณูไม่ใส่น้ำตาล “และถ้าอยากให้อร่อยมากขึ้นจะใส่มะกอกป่าสุกก็อร่อยไม่แพ้กันเจ้าค่ะ”

“ง่ายถึงเพียงนั้น ทำไมบ้านเราไม่เคยมีใครทำกินสักคนเลยนะ”

เรณูยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “สามารถกินกับผักสดได้ทุกชนิดเลยนะเจ้าคะ”

ทุกคนกินส้มตำเกือบจะหมด แม้น้ำก็แทบไม่เหลือเพราะทรงกลดซดน้ำส้มตำกินด้วย กระนั้นก็ยังไม่มีใครกล้าแตะตำกล้วยกับใบมะละกอเลยสักคน เรณูจึงลงมือก่อนใคร เด็ดใบมะละกออ่อนมาห่อกับตำกล้วย กินไปคำหนึ่งนางก็สำลักกระแอมไอออกมา หลังจากนั้นเรณูยังกินต่ออย่างเอร็ดอร่อยและไอเกือบทุกรอบ แต่ทุกคนก็ยังลองกินตาม และหลังจากนั้นทุกคนก็ไอออกมาตาม ๆ กัน

พวกเขามองหน้ากันแล้วยิ้มด้วยความตลก อิ่มถามว่า “ทำไมกินตำกล้วยต้องไอด้วยนะ”

“โบราณเคยกล่าวไว้ว่า ใครกินตำกล้วยแล้วไม่ไอคนนั้นเป็นปอบเจ้าค่ะ” เรณูกล่าว

จากนั้นทุกคนก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง แต่ทองใบกับช้องปีบก็ยังสงสัย โบราณบ้านไหนเคยกล่าวไว้เช่นนี้ นางเพิ่งเกิดเมื่อวาน จะรู้จักคำโบราณมากกว่าพวกเขาได้อย่างไร และดูเหมือนว่าตั้งแต่เรณูกลับมาอยู่ด้วยคราวนี้ นิสัยนางจะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มีความสุขุมรอบคอบมากขึ้น คิดอ่านเป็นขั้นเป็นตอน อีกทั้งยังใช้จ่ายอย่างมีระเบียบแบบแผน ไม่สุรุ่ยสุร่ายเหมือนที่ผ่านมา

อิ่มพูดขึ้นอีกว่า “ใบมะละกอนี่ไม่ขมเลยนะ กินกับตำกล้วยเข้ากันดีเลยทีเดียว” มีรสขมเพียงนิดเดียวนอกนั้นมีรสมันเข้ากันกับตำกล้วยเป็นอย่างดี ช่างเป็นอาหารที่วิเศษนัก

ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย ต่างคนต่างตักตำกล้วยห่อใบมะละกออ่อนกินอร่อยจนต้องเลียนิ้วมือเลยทีเดียว

ก่อนกลับบ้านวันนั้น อิ่มรู้สึกติดใจในรสชาติของส้มตำและตำกล้วยตานี นางจึงสั่งกลับบ้านแบบเผ็ดกับเผ็ดน้อยไปสองครก และตำกล้วยอีกหนึ่งครก เรณูขายทุกอย่างครกละสามสิบบาท แต่นางรับรองได้ว่าทั้งคุณภาพและปริมาณคุ้มราคาอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลาเก็บของตอนเย็น ท่านน้าทั้งสองก็มาช่วยเก็บด้วย สรุปวันนี้เรณูมีรายได้จากการขายส้มตำเก้าสิบบาทถ้วน

ช้องปีบเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า “เจ้าอย่าเพิ่งถอดใจไปก่อนล่ะ” เพราะเรณูไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อน นางจึงกลัวว่าหลานสาวจะล้มเลิกความตั้งใจไปกลางครันเสียก่อน

เรณูหันมายิ้มอ่อนให้ เอ่ยว่า “ไม่หรอกเจ้าค่ะท่านน้า ข้าจะสู้จนถึงที่สุดเจ้าค่ะ” เรื่องค้าขาย นางลำบากมานักต่อนัก นี่เป็นแค่บททดสอบเริ่มต้นเท่านั้น

“ดีแล้ว เจ้ากำลังจะเป็นแม่คน ต้องรู้จักอดทนให้มาก เพราะหากเจ้าคลอดลูกออกมา เจ้าจะเหนื่อยมากกว่านี้หลายเท่าตัว”

“เจ้าค่ะ”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel