บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 เรื่องไม่คาดคิด

วัสดุที่ทองใบกับทรงกลดนำมาสร้างกระท่อมให้กับเรณูล้วนต้องซื้อใหม่ทั้งหมด เช่นนั้นการสร้างกระท่อมให้เรณูหนึ่งหลัง จึงใช้งบประมาณไปทั้งหมดเกือบสองหมื่นบาทเลยทีเดียว แต่เรณูก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันค่อนข้างมั่นคงและมีความเป็นส่วนตัว ถึงกระท่อมจะไม่หลังใหญ่มาก แต่ก็สามารถนอนได้อย่างสบายถึงสามคน เพราะสถานที่สำหรับทำอาหารนางจะต้องไปทำที่บ้านของท่านน้า พื้นที่ของกระท่อมจึงมีเพียงหนึ่งห้องกับส่วนที่เป็นชานเรือนและมีระเบียงกั้นเท่านั้น

ทั้งสี่คนใช้เวลาสร้างกระท่อมช่วยกันเพียงห้าวันก็เสร็จแล้ว จากนั้นทองใบจึงจ้างช่างไฟมาเดินสายไฟเข้าบ้านให้เรณู

ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกัน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าต้องไปทำงานวันไหนหรือเจ้าคะ”

“อีกสองวันก็ไปแล้ว” ปกติพวกเขาต้องออกไปแสดงหมอลำติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน และหยุดพักประมาณสิบวันแล้วจึงออกไปทำงานต่อ ซึ่งจะต้องไปแสดงหมอลำหมุนเวียนไปหลายหมู่บ้านหลายตำบล “เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” ช้องปีบถาม

“ได้เจ้าค่ะ” ก่อนที่เธอจะจากมา หลังจากหย่ากับสามีแล้วเธอก็อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง เพียงแต่บ้านหลังนั้นเป็นบ้านจัดสรร แต่บ้านหลังนี้ก็มีรั้วรอบขอบชิดคงไม่มีอะไรน่ากลัว

“อยู่ที่นี่เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก เจ้าก็รู้ว่าบ้านหลังนี้เจ้าที่เจ้าทางดูแลเป็นอย่างดี” ทองใบกล่าว

“เจ้าค่ะ”

“ถ้าเรามีรายได้มากกว่านี้ ข้าอาจจะให้เจ้ากลดมันอยู่เป็นเพื่อนเจ้า แต่นี่…” ช้องปีบรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องทิ้งหลานไว้เพียงลำพัง สาเหตุก็เพราะความจนแท้ ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าอยู่ได้จริง ๆ ท่านน้าทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วง” แม้ร่างนี้จะอายุเพียงสิบเก้าปี แต่จิตวิญญาณของนางอายุสามสิบห้าปีแล้ว ประสบการณ์ชีวิตก็มีมากในระดับหนึ่ง เช่นนั้นนางจึงไม่รู้สึกกลัวที่ต้องอยู่คนเดียว

“อืม อย่าลืมไปหาสมัครงานด้วยล่ะ”

“เจ้าค่ะ” เรื่องนี้นางต้องรีบจัดการอยู่แล้ว ตอนนี้นางมีที่อยู่อาศัยแล้ว จึงไม่คิดว่าลำบากแต่อย่างใด

“รอบนี้พวกเราต้องไปนานถึงสองเดือน เจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี” ช้องปีบบอก เพราะรอบนี้ต้องเดินทางไปแสดงหมอลำที่ต่างจังหวัด จึงไม่สามารถกลับบ้านตามกำหนดการเดิมได้

“เจ้าค่ะ” เรื่องนี้เรณูไม่ได้หนักใจ เพราะนางเป็นคนที่อยู่คนเดียวได้เก่งมาก

เช้าวันถัดมาสามพ่อแม่ลูกก็ออกไปซ้อมรำกับคณะหมอลำที่บ้านของหัวหน้าคณะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นทุ่งโล่งกว้าง อยู่ห่างจากตลาดไปประมาณสี่กิโลเมตร ส่วนเรณูก็ออกไปหาสมัครงานตามร้านค้าต่าง ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใดนางล้วนทำได้หมดทุกอย่าง

สองวันต่อมานางจึงได้งานเป็นคนล้างจานที่ร้านขายข้าวแกงแห่งหนึ่ง โดยเจ้าของร้านให้ค่าแรงวันละหนึ่งร้อยยี่สิบบาท ซึ่งเรณูสามารถเดินเท้าไปทำงานได้ ถึงที่บ้านจะมีรถจักรยานแต่นางคิดว่าการเดินเท้าสะดวกกว่า

ทุกเช้าเรณูจะตื่นขึ้นมาทำงานบ้านก่อนไปทำงานเสมอ ถึงแม้ท่านน้าทั้งสองจะไม่อยู่บ้านก็ตาม ส่วนกับข้าวนางจะทำกินเองเพียงตอนเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น เพราะตอนนี้เรณูกำลังตั้งใจควบคุมน้ำหนัก นอกจากออกกำลังกายหลังเลิกงานแล้ว ยังต้องลดปริมาณอาหารลงอีกด้วย

เรณูมีชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนี้จนครบสองเดือน ตอนนี้น้ำหนักของนางจากเจ็ดสิบเก้าลดลงเหลือเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมแล้ว

เช้าวันหนึ่งขณะที่นางกำลังจะเดินออกไปทำงาน ทันใดนั้นก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอย่างกะทันหัน และจู่ ๆ ก็เป็นลมล้มไปตรงกลางลานบ้าน

รถหมอลำเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านพอดี สามพ่อแม่ลูกลงจากรถเสร็จก็เตรียมแบกถุงข้าวสารเข้าบ้าน ทรงกลดที่มองเห็นร่างเรณูก่อนใครจึงเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ “ท่านแม่ ทำไมเรณูถึงไปนอนอยู่ตรงนั้นได้ขอรับ”

ช้องปีบกับทองใบที่กำลังนับกระสอบข้าวอยู่รีบหันขวับมามอง ช้องปีบร้องขึ้นด้วยความตกใจว่า “เรณู”

จากนั้นทั้งสามก็รีบวิ่งเข้ามาดู ทองใบบอกลูกชายว่า “กลดไปเรียกสามล้อเครื่องมา”

“ขอรับ” ทรงกลดรีบวิ่งไปตามสามล้อเครื่องทันที เพราะมีสามล้อเครื่องจอดรอคิวอยู่หน้าธนาคารตรงสี่แยกพอดี ไม่นานสามล้อเครื่องก็มาถึง

ตอนนั้นเรณูก็เริ่มรู้สึกตัวแล้ว ช้องปีบจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเป็นอะไรไป ทำไม่มานอนอยู่ตรงนี้”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหน้ามืด”

“เช่นนั้นไปให้หมอตรวจสักหน่อยก็ดี”

“อย่าเลยเจ้าค่ะ ข้าอาจจะแค่หน้ามืด เพราะกินข้าวน้อยไปหน่อยเท่านั้น”

“เจ้าลดน้ำหนักรึ”

“เจ้าค่ะ”

“แต่ตอนนี้เจ้าหน้าซีดมาก ไปให้หมอตรวจหน่อยเถอะ”

เรณูยังลังเล ทองใบจึงเอ่ยขึ้นว่า “ไปเถอะเรณู ยังไงก็เรียกรถมาแล้ว”

“เจ้าค่ะ” เรณูจึงเดินขึ้นรถสามล้อเครื่องอย่างไม่อิดออด โดยมีช้องปีบนั่งไปด้วย ส่วนทองใบกับทรงกลดช่วยกันเก็บข้าวของเข้าบ้าน รอบนี้พวกเขาได้ข้าวเปลือกมาห้ากระสอบ ข้าวสารอีกสิบกระสอบ เงินสดอีกหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งนับว่าได้มาเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

ก่อนไปโรงพยาบาล เนื่องจากร้านขายข้าวแกงที่นางทำงานอยู่เป็นทางผ่านพอดี เรณูจึงแวะเข้าไปลางานก่อน เพราะยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะจึงคิดว่าวันนี้นางคงมาทำงานไม่ได้

ที่โรงพยาบาลคนไข้มีไม่มาก เรณูจึงได้เข้าห้องตรวจเร็ว แต่เมื่อหมอซักถามอาการของนางไปได้สักพัก ก็ทำให้เรณูฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ กับเหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อน และนางยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นเมื่อหมอบอกว่า นางต้องตรวจปัสสาวะ

ในที่สุดสิ่งที่นางกลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อหมอบอกกับนางว่า “ข้าดีใจกับแม่นางด้วย ตอนนี้เจ้าตั้งครรภ์ได้แปดสัปดาห์แล้ว”

ใบหน้าที่เคยขาวเนียนและมีเลือดฝาดกลายเป็นซีดเผือดทันที เรณูถามออกด้วยความไม่อยากเชื่อ “ท่าน ท่านหมอว่าอะไรนะเจ้าคะ”

“ข้าบอกว่า ตอนนี้เจ้าท้องได้แปดสัปดาห์แล้ว” เมื่อหมอเห็นว่านางยังตกอยู่ในภวังค์จึงพูดขึ้นอีกว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคงดีใจมาก รีบรับยาบำรุงแล้วกลับบ้านไปบอกสามีของเจ้าให้ทราบเถิด”

“เจ้าค่ะ” เรณูรับคำเสียงอ่อย ความจริงนางอยากร้องไห้มากกว่า แต่ก็ต้องกักเก็บเอาไว้จนถึงที่สุด ได้แต่ตัดพ้อในใจว่า เหตุใดเหตุการณ์ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ นางอุตส่าห์หลุดพ้นจากชายคนนั้นแล้ว เหตุใดต้องให้นางตั้งครรภ์ลูกของเขาอีก เช่นนั้น… นางต้องไม่ให้เขารู้เรื่องนี้เป็นอันขาด

เพราะชาติที่แล้วนางกับเขาไม่มีบุตรด้วยกันจึงทำให้นางชะล่าใจ ถึงจะรู้สึกกังวลแต่ก็ยอมปล่อยผ่าน และคิดว่ามันต้องเป็นเหมือนชาติก่อน ใครจะคาดคิดว่าโชคชะตาจะเล่นตลกกับนางเช่นนี้
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel