ตอนที่ 5 ออกเดินทาง
เรณูนั่งรอรถโดยสารประจำทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจึงได้ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถ นางเลือกนั่งเบาะที่อยู่ติดกับหน้าต่าง รถจอดรอผู้โดยสารอีกเกือบห้านาทีจึงเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้นและมุ่งหน้าไปยังอำเภอดงผักหวานทันที
ตอนที่เด็กรถเดินมาเก็บค่าโดยสาร เรณูล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวผืนที่ใส่เมื่อคืนเพราะนางเก็บเงินไว้ตรงนั้น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกระเป๋าเสื้อฝั่งขวามีบางอย่างอยู่ในนั้น
เรณูจ่ายค่าโดยสารไปก่อน จากนั้นจึงล้วงสิ่งนั้นออกมาดู มันคือไซดักทรัพย์ที่นางสั่งซื้อทางออนไลน์แต่ยังไม่ได้นำมาแขวนไว้ที่ร้านก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเสียก่อน ไม่น่าเชื่อว่ามันตามนางมาถึงที่นี่ แต่ช่างเถอะตามมาแล้วก็เก็บไว้ก่อน เผื่อได้เปิดร้านขายของค่อยเอาออกมาแขวน
ดวงตากลมทอดมองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ต่อจากนี้ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากชาติก่อนตลอดกาล นั่งคิดได้ไม่ถึงสิบนาที เพราะยังรู้สึกเมาค้างบวกกับนอนน้อยเรณูจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ผ่านไปราวสองชั่วโมงเด็กรถจึงพูดขึ้นเสียงดังว่า “ดงผักหวานขอรับดงผักหวาน” เรณูสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเตรียมลงจากรถ
ดงผักหวานเป็นทั้งหมู่บ้านและตัวอำเภอ ทั้งสองข้างทางล้วนเป็นตึกรามบ้านช่องและร้านค้าต่าง ๆ ถึงจะไม่เจริญรุ่งเรืองมาก แต่ก็ถือว่าดีกว่าอยู่ในหมู่บ้านท่าสังที่นางจากมา เพราะที่นั่นห่างจากตัวอำเภอราวยี่สิบกิโลเมตร
เรณูเดินข้ามถนนใหญ่ไปยังฝั่งตรงข้าม เพื่อเดินไปยังบ้านญาติซึ่งอยู่ถัดไปอีกสองสี่แยก ในใจยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง ว่าท่านน้าจะให้นางอาศัยอยู่ด้วยหรือไม่ หากท่านน้าไม่ให้อยู่ด้วยจริง ๆ นางก็คงหาเช่าบ้านในอำเภอนี้อยู่ไปก่อน ส่วนช่องทางการทำมาหากินค่อยคิดหาใหม่ในภายหลัง ถึงแม้จะมีเงินติดตัวอยู่เกือบแปดหมื่นบาทเพราะรวมกับเงินค่าจ้างของเดือนที่ผ่านมา แต่นางก็อยากคิดให้รอบคอบ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่อยากนำเงินส่วนนั้นออกมาใช้จ่ายให้สิ้นเปลือง
เรณูมองดูบ้านเลขที่ที่แขวนอยู่บนรั้วเหล็ก เมื่อมั่นใจแล้วจึงเดินเข้าไปในบ้านที่ประตูถูกเปิดทิ้งไว้อย่างถือวิสาสะ
พอเดินเข้ามาในลานบ้านเรณูจึงส่งเสียงออกไป “มีใครอยู่ไหมเจ้าคะ” สามพ่อแม่ลูกที่กำลังซ้อมร้องหมอลำกันอยู่ด้านในจึงหยุดชะงัก และลองนิ่งฟังอีกครั้ง เรณูพูดขึ้นอีกว่า “ท่านน้าช้องปีบอยู่ไหมเจ้าคะ”
“เสียงใครหรือขอรับท่านแม่” ทรงกลดเอ่ยถามผู้เป็นแม่
“เจ้าออกไปดูสักหน่อย ข้าว่าเสียงมันคุ้น ๆ อยู่นะ”
“ขอรับ” รับคำแล้วทรงกลดจึงวิ่งออกไปดู
เขายืนมองอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นได้ “เรณู” ถึงเรณูจะเกิดก่อนทรงกลดถึงสองปีแต่ที่ผ่านมาทั้งคู่ก็คุยกันเหมือนเพื่อน เขาจึงค่อนข้างกระดากปากที่จะเรียกเรณูว่าพี่
“อืม ข้าเอง แล้วท่านน้าทั้งสองไม่อยู่หรือ”
“อยู่ข้างใน กำลังซ้อมร้องหมอลำกันอยู่ เข้ามาก่อนสิ” พูดพลางมองไปยังกระเป๋าที่เรณูถือเข้ามาด้วย ด้วยความแปลกใจ เหตุใดนางจึงหิ้วกระเป๋าใบใหญ่มาด้วย
“สวัสดีท่านน้าทั้งสองเจ้าค่ะ” เรณูพูดพร้อมกับพนมมือไหว้
ช้องปีบกับทองใบเพ่งมองคนตรงหน้าสักพัก ช้องปีบจึงถามว่า “เรณูรึ”
“เจ้าค่ะ”
“นั่งก่อนสิ เป็นยังไงมายังไงถึงได้มาที่นี่ได้” ก่อนหน้าเรณูอาศัยอยู่กับน้าทั้งสอง โดยมีพ่อกับแม่ส่งเงินมาให้เป็นค่าเล่าเรียน กระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจึงย้ายไปทำงานอยู่กับพ่อแม่ที่อำเภอภูศรีเจริญ และครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกับเรณูก็คือในงานศพของน้องสาวเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นเรณูก็ไม่ได้อ้วนขนาดนี้
“คือข้าจะมาขออาศัยอยู่กับท่านน้าทั้งสองก่อนเจ้าค่ะ” เรณูพูดออกอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“ฮะ! เจ้าว่าอะไรนะ” ช้องปีบถามขึ้นเสียงสูง
“ข้าบอกว่าข้าจะมาขออาศัยอยู่กับท่านน้าสักพักเจ้าค่ะ”
“ทำไมล่ะ งานที่เจ้าเคยทำกับเสี่ยผาไม่ดีหรือ”
“ก็ดีเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้ามีปัญหากับลูกชายของเขานิดหน่อย ข้าจึงตัดสินใจมาอยู่กับท่านน้าที่นี่เจ้าค่ะ”
สามคนพ่อแม่ลูกรู้ว่าเรณูเป็นคนนิสัยเช่นไร ช้องปีบจึงพูดออกด้วยความลำบากใจว่า “เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวนข้าไม่มีไร่นาเหมือนคนอื่นเขา หาได้ตอนเช้าก็กินเช้า หาได้ตอนค่ำก็กินค่ำ แล้วข้าจะเลี้ยงเจ้าไหวได้อย่างไร” ข้าวที่กินอยู่ทุกวันนี้ก็ได้มาจากการไปร้องหมอลำขอข้าวชาวบ้านทั้งนั้น เพราะตอนนี้คณะหมอลำขนาดใหญ่ไม่มีใครจ้างงาน หัวหน้าคณะหมอลำจึงพาลูกน้องไปร้องรำขอข้าวชั่วคราว ซึ่งส่วนมากชาวบ้านจะให้ข้าวสารกับข้าวเปลือก ส่วนเงินนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น
“เรื่องนั้นข้าจะไม่รบกวนท่านน้าทั้งสองเลยเจ้าค่ะ ค่ากินค่าอยู่รวมถึงค่าน้ำค่าไฟข้าจะเป็นคนช่วยท่านน้าออกเองเจ้าค่ะ” เพราะถ้าจ่ายค่าเช่าบ้านรับรองว่าต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่านี้ เรณูจึงเลือกที่จะอยู่ที่นี่ไปก่อน “ท่านน้าช่วยสร้างกระท่อมให้ข้าอยู่ตรงข้างเรือนก็ได้เจ้าค่ะ” เพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีห้องนอน ห้องครัว ห้องโถง และห้องน้ำอย่างละหนึ่งห้องเท่านั้น
ช้องปีบยังไม่รับปาก แต่กลับถามหลานสาวออกไปว่า “แล้วเจ้าจะทำงานอะไร เป็นแม่บ้านเหมือนเดิมรึ”
“ยังไม่รู้เลยเจ้าค่ะ ถ้ายังไม่มีงานอื่นทำก็คงต้องหางานแม่บ้านทำไปก่อน” งานแม่บ้าน ดูแลคนป่วย เลี้ยงเด็ก นางล้วนเคยทำมาแล้วทั้งสิ้น แต่งานที่นางถนัดมากที่สุดก็คืองานค้าขาย เพราะก่อนที่จะย้อนเวลามาอยู่ในร่างนี้ นางก็เป็นแม่ค้าขายส้มตำรถเข็นมาก่อน แต่ถึงแม้จะบอกว่าส้มตำรถเข็นมันก็ทำให้เธอมีรายได้มากถึงวันละเกือบสองพันบาทเลยทีเดียว หักต้นทุนและค่าอยู่ค่ากินแล้วยังมีเงินเหลือเก็บเดือนละเกือบสามหมื่นบาท
“แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้อย่างที่พูด ข้าจะไม่ให้เจ้าอยู่ด้วยเป็นอันขาด หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่ก็ต้องรู้จักทำงานเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ” เรณูรู้ว่าเจ้าของร่างนี้เป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือย ตอนที่นางเรียนอยู่ที่อำเภอนี้พ่อกับแม่ส่งเงินมาให้เท่าไรก็ไม่เคยพอ ตอนนี้นางจึงไม่แปลกใจที่ช้องปีบจะไม่มั่นใจในตัวนาง
“เช่นนั้นก่อนออกไปร้องรำขอข้าวรอบนี้ ข้าจะให้ท่านพี่กับเจ้ากลดทำกระท่อมให้เจ้า”
“ขอบคุณท่านน้ามากเจ้าค่ะ ข้ายังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง หากต้องซื้อวัสดุก่อสร้างข้าจะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมดเจ้าค่ะ”
“ดี” ช้องปีบรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เรณูเริ่มมีความรับผิดชอบมากกว่าตอนที่เคยอาศัยอยู่กับตน และนางยังรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ที่เรณูมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมมากทั้งที่ปีนี้อายุของนางเพิ่งย่างเข้าสิบเก้าปีเท่านั้น ท่าทางสุขุมรอบคอบ ไม่วอกแวกเหมือนที่นางเคยเจอตอนที่ไปงานศพของน้องสาว