ตอนที่ 3 กายาเหล็กและจิตมาร
แสงอาทิตย์ยามเช้าในหุบเขาอเวจีมิได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนที่วังหลวง แต่มันเป็นเพียงสัญญาณเตือนภัยว่า 'นรก' บนดินกำลังจะเริ่มต้นขึ้น หลงเทียนอวี้ ในวัยสิบสองปีที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเพียงสามวัน ถูก ปรมาจารย์อู๋เว่ย ปลุกขึ้นมาท่ามกลางไอหมอกที่หนาวเย็นจัด
"หากเจ้าคิดจะทวงคืนบัลลังก์ เจ้าต้องมีร่างกายที่ทนต่อคมดาบ และจิตใจที่ทนต่อคำลวง" ชายชรากล่าวพลางโยนถังไม้สองใบให้เด็กชาย "ไปตักน้ำจากน้ำตกน้ำแข็งที่ท้ายหุบเขามาเติมใส่โอ่งในถ้ำให้เต็ม ห้ามใช้วรยุทธ์ และห้ามทำน้ำหกแม้แต่หยดเดียว"
เทียนอวี้มองดูถังไม้ที่หนักอึ้งและเส้นทางที่ลาดชันเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและน้ำแข็ง เขาไม่ได้เอ่ยปากท้วงติงแม้แต่คำเดียว มือเล็กๆ คว้าหูถังไม้แล้วก้าวออกไปจากถ้ำด้วยความมุ่งมั่น
การฝึกในวันแรกคือความทรมานที่แท้จริง ทุกครั้งที่เขาแบกน้ำขึ้นมา น้ำแข็งที่เย็นจัดจะกัดผิวหนังจนแดงก่ำและกลายเป็นแผลพุพอง ความเหนื่อยล้าทำให้เขาล้มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นึกถึงใบหน้าอันหยิ่งผยองของ หลงเจิ้นเหวิน และรอยยิ้มอาบยาพิษของ หลี่ฮองเฮา ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็กลายเป็นเพียงมดกัด
ในขณะที่เทียนอวี้ฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก ไป่ฮองเฮา หรือบัดนี้คือ 'แม่นางไป่' พยายามประคองร่างกายที่ทรุดโทรมจากการตรากตรำมาช่วยงานในถ้ำ นางมองดูบุตรชายด้วยความปวดใจ แต่กระนั้นนางก็รู้ดีว่า นี่คือหนทางเดียวที่เขาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของอสรพิษในวังหลวง
"ท่านอาจารย์อู๋เว่ย ท่านจะสอนวิชาใดให้เขาหรือ?" นางถามขณะที่กำลังต้มยาสมุนไพร
ชายชรามองออกไปที่เงาร่างของเด็กชายที่กำลังพยายามปีนโขดหิน "ข้าจะสอน 'วิชากระบี่เงาจักรพรรดิ' และ 'วิชาลมปราณกลืนสวรรค์' ซึ่งเป็นวิชาที่บรรพชนตระกูลหลงทำหายไปเมื่อร้อยปีก่อน แต่วิชาเหล่านี้มีราคาที่ต้องจ่าย... จิตใจของเขาจะแข็งกระด้างขึ้นเรื่อยๆ จนอาจไม่เหลือความเป็นมนุษย์"
"ขอเพียงเขามีชีวิตรอดเพื่อล้างมลทินให้เสด็จพ่อของเขา..." นางก้มหน้าพึมพำ "ต่อให้ต้องเป็นปีศาจ ข้าก็ต้องยอม"
หกเดือนผ่านไป...
ร่างกายของเทียนอวี้ขยายใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มเป็นรูปทรงที่ชัดเจนจากการทำงานหนักและฝึกซ้อมท่วงท่าพื้นฐานหมื่นๆ ครั้งต่อวัน บัดนี้เขาสามารถแบกน้ำวิ่งขึ้นลงเขาได้โดยที่ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ
วันหนึ่ง ปรมาจารย์อู๋เว่ยเรียกเขาไปที่หน้าผาสูงชัน "วันนี้ข้าจะเริ่มสอนลมปราณขั้นแรกให้เจ้า แต่เจ้าต้องเลือก... ระหว่าง 'วิชาสายเทพ' ที่เน้นความยุติธรรมและช้ากว่าจะสำเร็จ กับ 'วิชาสายมาร' ที่รวดเร็ว รุนแรง แต่จะทำให้เจ้าตกอยู่ในห้วงแห่งความแค้นตลอดกาล"
เทียนอวี้ไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย เขาคุกเข่าลง แววตาคมกริบดุจกระบี่ที่เพิ่งลับ "สวรรค์ทรยศข้า เทพเซียนเมินเฉยต่อความยุติธรรมในวันที่เสด็จพ่อถูกฆ่า... ข้าจะขอเป็นมารเพื่อทวงความแค้นนี้เอง สอนวิชาสายมารให้ข้าเถิดอาจารย์!"
ปรมาจารย์อู๋เว่ยถอนหายใจยาว แววตามีทั้งความพึงพอใจและหวาดหวั่น "ดี! ในเมื่อเจ้าเลือกแล้ว จงจำไว้ว่า 'ลมปราณกลืนสวรรค์' จะใช้ความโกรธแค้นของเจ้าเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเจ้าแค้นมาก พลังของเจ้าจะยิ่งทวีคูณ แต่หากเจ้าคุมมันไม่ได้ เจ้าจะถูกไฟแค้นเผาผลาญจนเสียสติ"
ชายชราวางฝ่ามือลงบนกระหม่อมของเทียนอวี้ ส่งผ่านกระแสพลังที่ร้อนรุ่มปานไฟและเย็นเยียบปานน้ำแข็งเข้าไปในร่าง เด็กชายกัดฟันจนเลือดซึมออกมาจากไรฟัน เส้นเลือดในกายปูดโปนขยับเขยื้อนราวกับมีหนอนไหมไชอยู่ใต้ผิวหนัง
"อ๊ากกกกกก!" เทียนอวี้คำรามลั่นหุบเขา พลังลมปราณสีดำจางๆ เริ่มแผ่ออกมารอบกาย เกล็ดหิมะที่ตกหล่นใกล้ตัวเขาถูกพลังงานนั้นระเหยกลายเป็นไอในพริบตา
ทางด้านเมืองหลวง... หลงเจิ้นเหวิน นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างสง่างาม แต่ในใจกลับไม่เคยเป็นสุข เขาหันไปหาหัวหน้าองครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง
"ยังหาศพพวกมันไม่เจออีกหรือ?" เสียงของฮ่องเต้ทรราชเย็นเยียบ
"ทูลฝ่าบาท... หุบเขาอเวจีลึกเกินหยั่งถึง นักฆ่าของเราลงไปไม่ถึงก้นเหว แต่ด้วยความสูงขนาดนั้น ไม่มีทางที่เด็กสิบสองขวบกับผู้หญิงป่วยๆ จะรอดไปได้พะยะค่ะ"
"ข้าไม่ต้องการคำว่า 'ไม่มีทาง' ข้าต้องการ 'ความแน่นอน'!" หลงเจิ้นเหวินทุบพนักวางแขน "ส่งคนไปเฝ้าชายแดนทุกจุด หากมีใครที่ลักษณะคล้ายพวกมันปรากฏตัว ให้ฆ่าทิ้งทันทีโดยไม่ต้องถาม!"
ข้างบัลลังก์ หลี่ฮองเฮา แย้มยิ้มอย่างพึงใจ นางยกจอกสุราขึ้นจิบพลางคิดในใจว่าต่อให้เทียนอวี้รอดชีวิตมาได้ เขาก็เป็นเพียงลูกนกที่ปีกหัก ไม่มีทางจะต่อกรกับพยัคฆ์อย่างพวกนางได้เลย
นางหารู้ไม่ว่า ในหุบเขาอันห่างไกล... ลูกนกตัวนั้นกำลังลอกคราบ และเตรียมจะสยายปีกเป็นมังกรทมิฬที่จะกลับมาถล่มวังหลวงให้ราบเป็นหน้ากลอง!
