บท
ตั้งค่า

หนึ่ง ห้าปีผ่านไป

ห้าปีผ่านไป

ณ เมืองฉางเย่ ภายในโรงเหล็กหนิงไท่

เสียงค้อนกระทบเหล็กดังขึ้นเป็นจังหวะดังก้องทั่วโรงตีเหล็ก ซึ่งโรงเหล็กแห่งนี้มีเจ้าของคือตระกูลหนิงซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าที่ทำกิจการนี้มาอย่างยาวนานถึงสามชั่วอายุคน ไม่แปลกเลยที่มีสาขาขยายไปหลายแห่งทั่วแคว้น

ยามนี้เป็นช่วงเวลาทำงาน เปลวไฟลุกโชนจากเตาหลอมร้อนระอุ เหล่าช่างฝีมือผู้ชำนาญการต่างง่วนอยู่กับการหล่อหลอมและขึ้นรูปโลหะ ตามคำสั่งซื้อที่มาจากทั่วแคว้น

ภายในโรงตีเหล็กที่เต็มไปด้วยความร้อนระอุ สตรีสวมชุดคล่องตัวในอาภรณ์เรียบง่ายแต่มองจากตาเนื้อก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของผ้าไหมราคาแพง สตรีผู้นี้กำลังยืนอย่างสง่างามอยู่หน้าก้อนเหล็กสีแดงฉานในเตาหลอม ดวงตาคู่งามเป็นประกายแน่วแน่

"คุณหนู! นายท่านย้ำนักย้ำหนาว่ามิให้ท่านเข้ามาในนี้ขอรับ! ได้โปรดฟังคำขอของข้าน้อยด้วย"

เสียงของหลิวซาน หัวหน้าช่างตีเหล็กผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างร้อนรน เมื่อเห็นคุณหนูของตระกูลเดินเข้ามาในเขตโรงตีเหล็กโดยที่เขาพยายามขวางแล้วก็มิสามารถห้ามนางได้อยู่ดีจึงทำได้เพียงเดินตามมาห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

"หากบิดาคุณหนูรู้เข้าจะกริ้วเอาได้นะขอรับ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณหนูควรจะมา..."

"หากพี่หลิวซานไม่บอก ข้าไม่พูด ท่านพ่อไม่รู้หรอกน่า...นี่ดูสิเจ้าคะ ข้าออกแบบดาบเล่มใหม่ไว้เมื่อคืน" หนิงอัน ขัดขึ้นเสียงเรียบ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่พลางยื่นแผ่นกระดาษของตนให้ช่างตีเหล็กอีกคนกวาดสายตาดู "วันนี้ข้าจะตีมันด้วยตนเอง ท่านลุงช่วยเป็นลูกมือข้าหน่อยสิเจ้าคะ"

"แต่ว่า..."

"ไม่มีแต่เจ้าค่ะ หากท่านลุงไม่ช่วยข้าคงต้องทำด้วยตนเองทั้งหมด" เสียงหวานที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจทำให้เหล่าช่างตีเหล็กที่คิดจะขัดขวางถึงกับพูดไม่ออก

สตรีตรงหน้าผู้นี้เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวนามว่าหนิงอันของนายท่านประมุขตระกูลหนิง หนิงเฉิง เจ้าของกิจการโรงตีเหล็กผู้มั่งคั่งแห่งนี้ นางได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเลิศไม่ต่างอันใดกับคุณหนูสูงศักดิ์ตระกูลขุนนางในห้องหอตั้งแต่เด็ก นางเติบโต มีกริยาเรียบร้อยดั่งผ้าไหมพับไว้จวบจนเมื่อห้าปีที่แล้วที่คุณหนูเปลี่ยนไปหลังจากหายจากอาการป่วยหนัก พวกบ่าวในเรือนต่างบอกว่าคุณหนูประกาศกร้าวหลังฟื้นมาว่านางนั้นจะออกกำลังกาย ฝึกฝนร่างกายและศิลปะการต่อสู้เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงจะได้ไม่ต้องกลับไปป่วยหนักอีก

นับจากนั้นมาพวกลูกน้องในดรงเหล็กหนิงไท่ก็มักเห็นคุณหนูของตนมาละเล่นกับพวกตนที่โรงเหล็กบ้าง ที่ลานสนามหญ้าบ้างแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ดูบอบบางราวกับบุปผาชั้นสูง อย่างยิ่ง

ดูเวลานี้สิ ภายนอกนั้นอจดูบอบบางราวกับใบไม้พริ้วไหวหากแต่ภายในแขนเรียวเล็กเหล่านั้น กลับแฝงไปด้วยกล้ามเนื้อที่หมั่นฝึกฝนมาเป็นอย่างดีตลอดห้าปีมานี้

"คุณหนู โปรดตรึกตรองใหม่เถิดขอรับ!"

"หากพวกเจ้ายังห้ามข้าอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะทำทั้งหมดด้วยตนเอง"

หนิงอันยิ้มบางก่อนจะถลกแขนเสื้อขึ้น นางก้าวไปหยิบค้อนเหล็กขนาดพอเหมาะกับตัวเองจากชั้นแขวน ยกขึ้นด้วยท่าทางที่แสนคล่องแคล่ว เส้นเอ็นที่แขนเรียวเล็กปรากฏขึ้นเล็กน้อยเมื่อกำค้อนแน่น

หลิวซานและเหล่าช่างตีเหล็กมองภาพนั้นด้วยความตะลึง

"คุณหนู…ท่าน!"

เพล้ง!

ประกายไฟแตกกระเซ็นเมื่อค้อนหนักกระแทกลงบนแผ่นเหล็กร้อนที่เพิ่งถูกนำออกจากเตา หลอมไฟยังคงสาดแสงแดงฉานสะท้อนอยู่ในดวงตาคมกริบของหญิงสาว

เสียงค้อนตีเหล็กดังต่อเนื่องเป็นจังหวะมั่นคง หนิงอันยกแขนขึ้นฟาดลงอย่างคล่องแคล่ว

เหล่าช่างตีเหล็กมิได้ตกตะลึงกับความสามารถของคุณหนูตนเองเลยแม้แต่น้อยทว่าที่ห้ามเพราะเป็นห่วงกลัวผิวบอบบางของคุณหนูจะมีรอยแผลต่างหาก

“ข้าน้อยทำให้เองขอรับ คุณหนูออกมายืนสั่งการอยู่ห่าง ๆ ดีกว่า”

“ก็แค่นั้น ไม่รู้ทำไมจึงชอบห้ามข้าก็ไม่รู้ ชิ!”

พวกคนงานโดยรอบพากันส่ายศีรษะด้วยความเอ็นดูในตัวคุณหนูน้อยของพวกตน

พวกเขารู้ดีว่าคุณหนูนั้นไม่เหมือนสตรีใด

คุณหนูของพวกเขามิใช่หญิงสาวอ่อนแอในห้องหอ

นางมิได้รังเกียจพวกเขาผู้เป็นเพียงช่างฝีมือชั้นต่ำ มิได้แสดงความหยิ่งยโสเช่นบุตรหลานตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่งทั่วไป กลับกัน...นางนับพวกเขาเป็นญาติพี่น้อง และเรียนรู้ทุกอย่างจากพวกเขาโดยมิได้อิดออดมาโดยตลอด

ทว่าความผูกพันนี้ก็มาพร้อมกับความหวาดหวั่น

เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่านางเป็นหัวใจของตระกูลหนิงจะให้มาเกลือกกลั้วกับแรงงานชั้นต่ำ บุรุษฉกรรจ์เช่นพวกเขาบ่อย ๆ นั้นถือว่ามิใช่เรื่องที่สมควร

ดังนั้นพวกเขาจึงฝืนขัดใจนางบ้างหากมีโอกาส ทว่าใครเล่าจะสามารถต้านทานแววตาเปล่งประกายแห่งความสุข สนุกสนานของนางได้กัน

"คุณหนู โปรดระวัง! ตรงนี้ไฟแรงเกินไปขอรับ" หลิวซานร้องเตือนด้วยความเป็นห่วงขณะที่ประกายไฟจากเตาหลอมลุกโชนขึ้น

"ข้ารู้"

"คุณหนู! ท่านต้องระวังตนเองมากกว่านี้ขอรับ! หากดวงใจของตระกูลหนิงบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ พวกเราได้หัวขาดกันหมดแน่!"

“พวกพี่อย่าพูดเกินจริงหน่อยเลย คิก...”

เสียงของช่างตีเหล็กอีกคนดังขึ้น ทำให้เหล่าลูกน้องพากันพยักหน้าเห็นด้วย

ในเมืองฉางเย่ ใครเล่าจะไม่รู้ว่า คุณหนูหนิงอันเปรียบเสมือนหัวใจของตระกูลหนิง...

หากเกิดอันใดขึ้นกับนาง แม้แต่ผู้ว่าการเมืองฉางเย่ก็คงต้องมาเจรจาหลายรอบเพราะความกริ้วของพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลอย่างหนิงเฉิงผู้เป็นบิดา

แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะมิได้หวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย

"ข้าโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว" หนิงอันเอ่ยพลางมองจ้องค้อนที่กำลังฟาดลงบนเหล็กร้อนแรงอีกครั้ง

เสียง "เคร้ง!" ดังสนั่นก้องทั่วโรงตีเหล็ก

เสียงของค้อนกระทบเหล็กยังดังสม่ำเสมอ ท่ามกลางเปลวไฟลุกโชนจากเตาหลอมมีเสียงร้องดังขึ้นจากทางเข้าโรงตีเหล็ก ทำให้เหล่าช่างตีเหล็กที่กำลังง่วนอยู่กับงานต้องหันไปมองทันที

"คุณหนู! คุณหนูหนิงอันขอรับ"

ร่างของบ่าวหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามา ดวงหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ แม้อากาศภายในโรงตีเหล็กจะร้อนระอุ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้เหนื่อยเพราะอากาศทว่ากลับเป็นเพราะความเร่งรีบวิ่งเข้ามาอย่างเต็มกำลังมากกว่า

หนิงอันยังคงนั่งนิ่ง สายตายังคงจับจ้องดาบสั้นในมือ ขณะที่ใช้หินลับมีดค่อย ๆ ลูบไปตามคมดาบอย่างมั่นคง

"มีเรื่องเรื่องอันใดหรืออาซาน" นางเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้น

"นายท่านให้คุณหนูเข้าพบด่วนขอรับ"

ปลายนิ้วเรียวของหนิงอันชะงักไปเพียงเสี้ยวพริบตาก่อนนางจะวางดาบสั้นลงอย่างแผ่วเบา

"ท่านพ่อเรียกหรือ?" นางถามเสียงเรียบ

"ขอรับ! นายท่านกำลังรออยู่ที่เรือนใหญ่ บอกว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งให้คุณหนูรีบไปเข้าพบ"

หนิงอันหรี่ตาลงเล็กน้อย ใบหน้างดงามนิ่งเฉย แต่มุมปากทิ่มคว่ำลงอย่างขัดใจทว่าสุดท้ายนางก็ตัดสินใจวางมือยินยอมทำความคำสั่งของบุพการีผู้มีพระคุณ

"เช่นนั้นก็ไปกันเถิด"
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel