เจ้าลืม แต่ข้าไม่ลืม 1
ท้องฟ้าผันแปร วันเวลาเคลื่อนคล้อย แสงแดดลามเลียจนถึงปลายเตียง สตรีที่หมดสติไปหนึ่งคืนเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดออกแม้สู้แสงไม่ดีแต่ก็ทำให้ตระหนักได้ว่าบัดนี้ไม่ใช่เวลาที่นางจะหลับใหลอีกต่อไปแล้ว
จ้าวซือหงลืมตามองขื่อคานตรงเบื้องหน้า ศีรษะหนักอึ้งประหนึ่งโดนคนเอาเหล็กกล้ามาทุบก็มิปาน ความทรงจำของเมื่อวานหวนกลับเข้ามาในสมอง เสียงของคนสนิทกลับมาดังกึกก้องในโสตประสาทอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
‘...ฮูหยินกำลังตั้งครรภ์อยู่หนาเจ้าค่ะ’
ถ้อยประโยคนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเป็นความฝัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเด่นชัดยิ่งกว่าภาพลวงตา ฉะนั้นนางจึงไม่อาจหลอกตนเองได้ว่านางแค่หูฟาดไปเท่านั้น
ตั้งครรภ์...
นางกำลังตั้งครรภ์...
มารดาเจ้าเถอะ!
จ้าวซือหงกระฟัดกระเฟียดอยู่ภายในใจ พานอยากจะลากตัวนางคนเก่ามานั่งเจรจาด้วยหนักหนาว่านางฟั่นเฟือนเพียงไร รู้ว่าเขาไม่เหลียวแลแล้วยังมิรู้จักหักห้ามกาย หักห้ามใจ อีกทั้งแม่ทัพผู้นั้นอีกคน! ไม่หลงใหลได้ปลื้มนางมิใช่หรือไร แม้แต่จะร่วมนอนเคียงกันยังรังเกียจเดียดฉันท์แต่ไฉนเวลานี้จึงตั้งครรภ์บุตรของเขาได้กัน!
ความเก่าในครั้งวันวานเรื่องความทรงจำที่ขาดหายยังไม่อาจหาคำตอบได้ ความใหม่ก็วิ่งเข้าหานางไม่ให้เว้นช่วงได้หายใจ เช่นนี้มิให้นางต้องคมดาบของเจ้าโจรโฉดเมื่อวานเสียเลยเล่านางจะได้มิต้องมานั่งคิดถึงความเป็นมาในเรื่องที่นางไม่เข้าใจเช่นนี้
แต่นอนแน่นิ่งเป็นสตรีเกียจคร้านได้ไม่เท่าใด เสียงประตูที่เปิดออกก็ดังขึ้น หลินหรางเข้ามาหานางด้วยใบหน้าเศร้าหมองที่นับวันยิ่งทวีความเศร้าสลด
“ฮูหยินลุกไหวหรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวซือหงเหลือบมองคนสนิทอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทอดถอนหายใจ ชันตัวลุกขึ้นด้วยว่านางมิอาจจมปรักเป็นผู้ป่วยติดเตียงเพื่อหนีความจริงได้ตลอด แต่ทว่าบางทีนางน่าจะเป็นผู้ป่วยติดเตียงเสียยังดีกว่า เมื่อสายตาพลันเห็นร่างตระหง่านของบุรุษผู้หนึ่ง ย่างกายเข้ามาในห้องของนาง บุรุษที่สมองสั่งให้นางสลัดความทรงจำตลอดสามปีทิ้งจนสิ้นซาก
จ้าวซือหงยังคงจับจ้องร่างของแม่ทัพหยางจื่อถง เขามิได้เอ่ยสิ่งใดเพียงโบกมือไล่คนสนิทของนางให้ออกจากห้อง เมื่อร่างของหลินหรานพ้นสายตาเขาก็ทอดถอนหายใจราวกับมีเรื่องหนักอกหนักใจก็มิปาน ทิ้งกายลงที่ปลายเตียงเตาห่างจากนางหนึ่งฉื่อ [1] เห็นจะได้ นับว่ารักษาระยะห่างได้ดี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าถ้าหากรักษาระยะห่างถึงเพียงนี้ไยบุตรของเขาจึงมาอยู่ในท้องของนางได้กัน!
“เจ้าจำอะไรไม่ได้จริงๆ หรือ...”
จ้าวซือหงหันมองบุรุษที่นั่งข้างกาย เขาถามด้วยคำถามนี้สองครั้งแล้วกระมัง ไยจึงไม่รู้จักจำเสียบ้างเล่า “ใช่...ข้าจำสิ่งใดมิได้เลย”
ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่ทว่าหยางจื่อถงก็ยังคงเอาแต่นิ่งงัน ใบหน้าเคร่งเครียดราวกับใคร่ครวญสิ่งใดอยู่ในใจและมิอาจให้นางได้ล่วงรู้ได้
“ข้ามิทราบว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ข้าไม่ทราบว่าตนเองในตอนนั้นคิดทำสิ่งไรจึงด้านหน้าขอพระราชทานสมรสกับแม่ทัพผู้ห้าวหาญแห่งต้าเซี่ย เหตุใดจึงปลงใจยอมลงให้แก่ท่านและเป็นฮูหยินของจวนนี้ และเหตุจึงเลยเถิดจนถึง...จนถึงขั้นนี้ได้ แต่ข้า...”
“เจ้าเป็นภรรยาข้า”
พูดไม่ทันจบประโยค น้ำเสียงที่เย็นเยียบก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน ราวกับอ่านใจของนางได้ว่าจะหลุดคำพูดใดออกมา จ้าวซือหงยังคงไม่ละสายตาจากใบหน้าของหยางจื่อถง นางมองเขาด้วยความไม่เข้าใจเหลือคณาบุรุษผู้นี้ช่างเต็มไปด้วยลึกลับยิ่งหนัก รอบตัวของหยางจื่อถงผู้นี้เสมือนมีเมฆหมอกปกคลุมจนนางมิอาจเข้าถึงตัวตนของเขาได้ เมฆหมอกที่ดำทะมึนจนกว่านางจะมองเห็นเขาได้ชัดเจนนัก แต่ทว่าเขากลับมองผ่านทะลุเมฆหมอกรอบๆ ตัวมายังนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ดวงตาของจ้าวซือหงประสานกับดวงตาดำขลับของหยางจื่อถง ดวงตาที่นางมิอาจเข้าใจได้ว่าเขาต้องการสื่อความสิ่งใดออกมา
“จำสิ่งใดไม่ได้ก็ช่าง แต่อย่าลืมเรื่องนี้เป็นพอ”
“ข้ามีเรื่องมากมายที่สงสัย มิทราบว่าท่านจะบอกกล่าวแก่ข้าได้หรือไม่ เรื่องราวที่ข้าหลงลืมไปทั้งหมด”
จ้าวซือหงมิทราบว่านางใช้น้ำเสียงเช่นไรยามเมื่อเอ่ยประโยคเมื่อครู่ออกไป แต่ทว่าดวงตาดำขลับนั้นแสดงท่าทีสงสารออกมาครู่หนึ่งจนนางไม่แน่ใจว่านางเอ่ยเสียเว้าวอนจนเขาสงสารหรือว่านางตาฝาดไป
“บางเรื่องก็มิควรจดจำ อีกอย่างต่อให้ข้าพูดไปก็ใช่ว่าเจ้าจะเชื่อ ลืมแล้วก็ช่าง อย่าไปใส่ใจนักเลย”
“ท่านดีกับข้าขนาดนี้เชียวหรือ...ข้าไม่คิดว่าเราจะเป็นเช่นสามี ภรรยา ที่รักใคร่กลมเกลียวเสียเท่าไรนัก”
“รักใคร่กลมเกลียวหรือไม่นั้นบุตรในครรภ์ของเจ้ายังมิใช่หลักฐานที่ชัดแจ้งอีกหรือไร”
“นี่ท่าน!” เขาเอ่ยพลางเผยยิ้มขึ้นมาอย่างขบขัน จ้าวซือหงเอ่ยเสียงดังห้ามปราม แต่กลับเป็นนางที่ใบหน้าร้อนผ่าวประหนึ่งโดนไฟแผดเผาเสียอย่างนั้น “ข้าเพียงสงสัยก็เท่านั้น หลินหรานกล่าวว่าท่านแทบไม่พักค้างแรมที่จวนด้วยซ้ำไป ท่านอาศัยกินอยู่หลับนอนที่หอสุราลี่ตง แล้วข้าที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับท่านหลงเหลืออยู่เลยจะทราบได้อย่างไรกัน!”
