รสหวานล้ำและขมขื่นอนึ่งอาจเรียกว่ารัก 1
“มองข้าปานนั้นไยจึงไม่หยิบดาบมาฟันข้าเลยเล่าท่านแม่ทัพ” จ้าวซือหงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำทักทายที่ดูผิดแปลกจากธรรมเนียมของจิ้นอ๋อง แต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกไป เพียงพินิจจอกน้ำชาที่อีกฝ่ายรินให้อย่างไม่ถือตัว อีกทั้งยังพูดสนทนากับนางอย่างคนคุ้นเคย
“แล้วนี่เป็นอย่างไรบ้าง ข้าเพิ่งทราบหลังจากวันที่กลับมาจากการศึกว่าเจ้าตั้งครรภ์ แต่ข้าก็ติดพันเรื่องร้านค้าจนไม่ได้ไปถามไถ่ด้วยตนเอง”
“เห็นหมอบอกว่าตั้งครรภ์ได้สองเดือนเห็นจะได้”
ไม่ทันจะได้เอ่ยปากตอบกลับสิ่งใด สามีที่นั่งอยู่ข้างกายก็ชิงตอบให้นางเสียทันควัน มือข้างหนึ่งรั้งจอกชาขึ้นมาดื่มอย่างไม่ยี่หระ ไม่สนเสียด้วยซ้ำว่าคนที่สนทนาด้วยเป็นถึงท่านอ๋องคนหนึ่งของแว่นแคว้น จนจ้าวซือหงได้แต่ทวีความสงสัย และนั่งฟังในสิ่งที่ทั้งสองสนทนาไปมา
“เฮ้อ หยางจื่อถง ข้ากับท่านเป็นดั่งสหายจะพูดมากอ้อมค้อมไปเพื่อสิ่งใดกัน”
“อ่าว...ท่านกระจ่างแล้วหรือว่าพวกข้ามาทำอะไร”
“แล้วเจ้าไม่กระจ่างอีกหรือว่าข้าไม่ได้โง่เขลาถึงขั้นดูการเสแสร้งของพวกเจ้าไม่ออก”
น้ำเสียงขึงขังของจิ้นอ๋องไม่ได้ทำให้หยางจื่อถงหวาดหวั่นหรือสำรวจกิริยา กลับกันเขากลับหันมาฟ้องนางและชี้ให้เห็นความหยาบกระด้างที่แฝงเร้นอยู่ในตัวของอีกฝ่าย “เห็นหรือไม่ เขาก็หยาบกระด้างไม่ต่างจากข้า ทีหลังเจ้าไม่ต้องชื่นชมเขามากก็ได้”
“อะไรกัน พวกเจ้าเล่นอะไรกัน”
จิ้นอ๋อง ประโยคนั้นข้าควรเป็นคนพูดหรือไม่...
ได้แต่นั่งคิดอยู่ในใจไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ด้วยว่าสามีของนางและจิ้นอ๋องไม่เว้นช่องไฟให้นางได้พูดแย้งหรือเอ่ยทักท้วงสิ่งใด จนนางที่เฝ้ารอหาโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าเริ่มทอดถอนหายใจออกมา เอาเถิดจะคุยอย่างไรก็คุยกันไป เบื่อเมื่อใดนางน่าจะพอมีโอกาสได้พูดขึ้นบ้าง...
“เปล่า ก็ครั้งก่อนท่านกล่าวว่านางเหมือนดั่งน้องสาว ข้าก็แค่พาน้องสาวมาเยี่ยมพี่ชายก็เท่านั้น”
“อ้อ... น้องสาวข้าช่างอาภัพได้สามีเป็นคนช่างพูดน่ารำคาญ”
“ฮึ! น้องสาวท่านก็ช่างพูดเช่นกัน นางกล่าวหาท่านว่าวางยานางท่าเดียว”
อีกคนช่างฟ้อง อีกคนก็ช่างเหน็บแนม จนจ้าวซือหงชักเริ่มสงสัย ว่าสนามรบที่พวกเขาไปผจญนั้นโหดร้ายเพียงไรจึงทำให้สติสมประดีของคนทั้งสองสูญสิ้นจนพูดเรื่องไร้สาระไม่จบไม่สิ้นกันได้ถึงเพียงนี้
“เอ๋!? ได้อย่างไรกัน”
จิ้นอ๋องแสดงสีหน้าฉงนมายังนาง เมื่อมีจังหวะจ้าวซือหงจึงไม่รีรอเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยเหลือหลายไม่รอให้ใครขัดจังหวะนางได้อีก “พวกท่านสนิทสนมกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
บุรุษพูดมากทั้งสองมองหน้ากันพลางลอบยิ้ม จนหยางจื่อถงโน้มกายเข้าไปใกล้ภรรยา และเอ่ยแกมขบขัน “แล้วเจ้าเห็นว่าอย่างไร ข้าก็ไม่อยากญาติดีกับเขาเสียเท่าไหร่นัก แต่ก็หวังว่าวันข้างหน้าหากจิ้นอ๋องไม่มีทายาท จะส่งบุตรมาปอกลอกเอาทรัพย์ของเขา เจ้าว่าดีหรือไม่ ลูกหลานเราน่าจะอยู่ได้สบายอีกหลายรุ่นเชียว”
“หน็อย! เช่นนั้นไม่สู้ยกลูกให้ข้าเสียเลยเล่า ข้าจะได้ยกให้ทั้งวัง ทั้งร้านค้า ข้าจะเคี่ยวเข็ญไม่ให้เขาไม่เอาไหนอยากบิดาเช่นเจ้า! ดีเสียอีกข้าจะได้ไม่ต้องแต่งสตรีเข้าวังของข้า”
“ไม่ยกให้ อยากมีก็แต่งภรรยาแล้วให้คลอดออกมาสิ”
“หยางจื่อถง!”
“เดี๋ยวก่อน” สตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ทนฟังเสียงที่ต่อล้อต่อเถียงกันไปมาไม่ไหวก็ยกมือห้ามทัพของท่านแม่ทัพและกุนซือคู่ใจที่นางชักสงสัยว่าสองคนนี้ทำงานด้วยกันได้อย่างไร ทะเลาะกันไปมาเช่นนี้ไม่ตีกันตายไปข้างหนึ่งก่อนหรือว่าจะได้ปราบศัตรู “ข้าปวดหัวไปหมดแล้ว นี่พวกท่านเล่นอะไรกันอยู่ สนิทสนมกันเพียงนี้จึงไม่สงสัยในตัวของจิ้นอ๋องน่ะหรือ และเพราะสนิทสนมกันถึงเพียงนี้จึงยอมให้ข้าแต่งออกมาหรือ”
“ใช่ หากไม่ใช่หยางจื่อถงข้าจะเดินไปค้านการสมรสพระราชทานครั้งนั้นด้วยตนเอง” เมื่อละทิ้งความสนุกสนานก่อนหน้าทิ้ง จิ้นอ๋องก็กลับมามีน้ำเสียงจริงจังแต่ทว่าใบหน้าก็ยังคงประดับรอยยิ้มละไมไว้ไม่คลาย
“ทำไม...ท่านกำลังใช้ข้าและหยางจื่อถงเป็นหมาก หรือเพราะ...อยากจะช่วยกันแน่”
“ไม่อ้อมค้อมดีจริง...แต่อาจเพราะเจ้าสูญเสียความทรงจำ เจ้าจึงตั้งแง่สงสัย”
“ท่านบอกจิ้นอ๋องหรือ” หันไปถามสามีที่ตอบกลับมาเพียงการส่ายหน้าเท่านั้น เช่นนั้นแล้วไยท่านอ๋องผู้นี้จึงทราบเล่าว่านางสูญสิ้นความทรงจำไปจนหมดสิ้นตลอดสามปีที่ผ่านมา อีกทั้งความทรงจำที่หลงเหลือก็ไม่มีช่วงไหนที่นางเคยรับรู้มาก่อนว่าจิ้นอ๋องสนิทสนมกับหยางจื่อถงถึงเพียงนี้
“มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ความจริงมีคนเข้าไปป่วนจวนท่านแม่ทัพได้ก็ไม่มีอะไรรับประกับว่าเรื่องทุกอย่างจะไม่แพร่งพราย”
“พวกท่านสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อใด”
“ตั้งแต่หวงตี้ไล่ตะเพิดข้าออกจากวัง เคว้งขว้างอยู่ท่ามกลางชนชั้นสูงที่เดียดฉันท์ ข้ากับเจ้านี่ก็ล้มลุกด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วนเชียวละ ตอนนั้นเจ้านี้น่ะเป็นเพียงทหารปลายแถวด้วยซ้ำไป”
