บท
ตั้งค่า

รสหวานล้ำและขมขื่นอนึ่งอาจเรียกว่ารัก 2

เมื่อได้ฟังความแถลงไขก็ได้แต่ปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างที่ผ่านมา ก่อนจะได้ข้อสรุปที่นางคิดออกเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือ เพราะสนิทกันมากหยางจื่อถงจึงบอกปัดว่าจิ้นอ๋องจะทำร้ายนาง หรือเห็นว่าทั้งนางและเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในมือ “เพราะแบบนี้ท่านเลยมั่นใจว่าจิ้นอ๋องเป็นสหายมาตลอด”

“ข้าไม่ได้อยากเป็นสหายกับเขา แต่ก็ช่วยไม่ได้”

“แล้วข้าเคยพูดรึว่าอยากเป็นสหายกับเจ้า!” จิ้นอ๋องก็ลั่นวาจาอย่างไม่ยอมความ สถานการณ์ตรงเบื้องหน้าจึงไม่ต่างจากเด็กน้อยเถียงกันก็มิปาน ก่อนที่ผู้มีศักดิ์เป็นอ๋องจะหันมาถอนหายใจอย่างหน่ายเหนื่อยกับจ้าวซือหง “คงเหมือนสุนัขจนตรอกสองตัวมาเจอกันกระมัง ไม่ได้อยากสนิทกันนักหรอก แต่หากแยกกันอยู่ก็เกรงว่าจะอดตายกันไปเสียก่อน เลยจำต้องอยู่เพื่อผลประโยชน์”

“ให้มันได้อย่างนี้ เปรียบว่าข้าเป็นสุนัขเลยรึ!”

“แล้วทำไม อย่างเจ้าจะให้เปรียบเป็นอะไรได้ ถึกทนเหมือนวัวรึ ก็เหมาะดีหนา หนังหนาเช่นเจ้าที่โดนดาบฟันยังไม่เข้าก็ดูเหมาะสมดี เจ้าชอบหรือไม่เล่า”

“หยุดทั้งคู่นั่นแหละ มัวแต่เล่นกันอยู่เช่นนี้เมื่อใดจะได้คุยเรื่องสำคัญเล่า!”

เมื่อสตรีเพียงหนึ่งเดียวเสียงดัง บุรุษที่ถกเถียงกันไปมาก็ชะงักการกระทำ แสร้งเบือนหน้าหนีสตรีที่เริ่มมีอารมณ์เดือดดาลขึ้นมาบ้าง “แล้วที่ข้าสูญเสียความทรงจำทั้งหมดพวกท่านรู้เรื่องหรือไม่ ไม่สิท่านให้คนไปซื้อยาลืมเลือนเจ็ดราตรีฉะนั้นท่านจึงต้องทราบ แล้วเรื่องนี้ใครอยู่เบื้องหลัง แล้วเขาจะได้สิ่งใด ถ้าหากคนนอกทราบเข้าว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวกันจะไม่นำหายนะมาหรอกหรือ นี่พวกท่านทำอะไรกันแน่!”

“ซือหง...” มือกร้านเลือนมากุมมือของจ้าวซือหงเอาไว้ สตรีที่เหนื่อยหอบด้วยความวิตกกังวลต่างๆ นานาและพูดพร่ำเรื่องที่ติดข้างในความคิดออกมาไม่เว้นช่วง เงยหน้าสบตากับนัยน์ตาดำขลับของผู้เป็นสามี “ใจเย็นก่อน ข้าขอโทษที่เอาแต่พูดเรื่องไร้สาระเมื่อครู่”

แววตาสำนึกผิดฉายชัดจ้าวซือหงเองก็เพิ่งจะเรียกสติที่แตกฉานซ่านเซ็นให้กลับมาสงบดังเดิม ช่วงหลังมานี่มีหลายครั้งที่นางเหม่อลอย และคิดเรื่องต่างๆ มากมายจนบางครั้งก็อยากจะร้องไห้ขึ้นมาเสียดื้อๆ อย่างไร้เหตุผล เช่นในตอนนี้...

“ซือหง ข้าขอโทษ” นิ้วกร้านของบุรุษที่กอบกุมมือของจ้าวซือหงเคลื่อนไปเช็ดหยาดน้ำตาที่เขาเกลียดหนักหนาด้วยความรู้สึกผิดเป็นล้นพ้น

“ซือหง...ข้าขอโทษ เจ้าอยากได้สิ่งใดหรือไม่ ข้าจะจัดหามาให้ แต่อย่าร้องไห้แบบนี้สิ ประเดี๋ยวเจ้าหยางจื่อถงก็หยิบดาบมาฟันคอข้ากระเด็นแล้วจะทำอย่างไร”

“เฉิงอี้! เงียบปาก!”

นามที่น้อยคนนักจะรู้จักถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากท่านแม่ทัพแห่งต้าเซี่ย จนผู้เป็นอ๋องเจ้าของนามได้เม้มริมฝีปากเมื่อได้ยินเสียงตวาดดังลั่นไม่ต่างจากยามที่อีกฝ่ายออกศึกและเตรียมเข่นฆ่าศัตรู แม้ในใจจะยอมรับผิดที่สร้างหยาดน้ำตาให้กับสตรีบอบบางของท่านแม่ทัพแต่ก็ได้แต่เอ่ยขอโทษและอ้อนวอนให้นางหยุดร่ำไห้เท่านั้น ส่วนเรื่องปลอบประโลมคงต้องให้สามีของนางเป็นผู้ดูแล ฉะนั้นจิ้นอ๋องจึงไม่รังที่จะนั่งเป็นเทวรูปไร้ประโยชน์อีกต่อไป เขาลุกขึ้นและกลับออกจากห้องทำงานของตนเองปล่อยให้สามีภรรยาได้ปลอบกันให้เสร็จสรรพเสียก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง...

เมื่อคล้อยหลังเจ้าของวังเฉิงกง หยางจื่อถงก็รั้งร่างของผู้เป็นภรรยาเข้ามากกกอด ลูบแผ่นหลังที่สั่นไหวไปมา “ขอโทษ หยุดร้องเถิด”

หยางจื่อถงพูดคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ทว่าจ้าวซือหงก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร้องง่ายๆ นางยังคงสะอื้นไห้อยู่กับอกของเขาและไม่เอ่ยสิ่งใด จนเวลาล่วงเลยไปครู่หนึ่งนางจึงพยายามผละออกจากอกของเขา

“ข้า...ข้าไม่ได้อยากร้อง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องร้อง...” สตรีที่ร่ำไห้เอ่ยอย่างไม่เต็มเสียนึก “แต่ข้าก็ไม่เคยอ่อนแอเช่นนี้เหมือนกัน ข้าไม่รู้อะไรเลย รู้แต่ว่าตนเองอ่อนแอ... ความคิดของข้าตีกันไปหมดจนข้าไม่อยากจะคิดถึงมัน”

“ก็ไม่ต้องไปคิด อย่าหักโหมอะไรให้มากนัก ที่ข้าพามาที่นี่ก็เพราะเจ้าอยากจะมา ที่ข้าพูดทีเล่นทีจริงกับจิ้นอ๋องก็เพราะไม่อยากให้เจ้าเครียดจนเกินไป แต่ข้าก็คิดน้อยเกินไปเช่นกันจนทำให้เจ้าเครียดแบบนี้”

“จะไม่ให้ข้าคิดได้อย่างไร ในความทรงจำของข้าจิ้นอ๋องไม่เคยสนิทกับใคร แต่เขาสนิทกับท่าน อีกทั้ง....ท่านเรียกนามของจิ้นอ๋องได้อย่างไม่เกรงกลัว นี่มันเป็นความสัมพันธ์ประเภทไหนกัน”

“เรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะรู้ ความจริงตอนนี้มันก็มากกว่าที่จ้าวซือหงคนก่อนล่วงรู้แล้ว และหากรู้มากกว่านี้มันก็ไม่ดีกับตัวของเจ้าเอง ข้าไม่ได้อยากปิดบัง แต่รับรู้มากเกินไปก็พานให้เครียดเสียเปล่า อีกอย่างเจ้าก็ไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วซือหง”

“หยางจื่อถง”

“เรื่องที่เจ้าสงสัยในตัวของจิ้นอ๋องข้าจะให้เจ้าได้ถามเขา เรื่องยาลืมเลือนเจ็ดราตรีหากเจ้าสงสัยก็ถามเขา เพราะข้าเองก็ไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่ที่ข้ากล้าพูดว่าจิ้นอ๋องไม่มีวันทำร้าย ก็เพราะหากไม่มีเราจิ้นอ๋องต้องตาย และหากจิ้นอ๋องตายย่อมไม่มีเราเช่นกัน ในแผ่นดินนี้มีคนคนหนึ่งยินดีหากเราตาย แต่มีคนคนหนึ่งโศกเศร้าหากจิ้นอ๋องตาย และคนคนนั้นเป็นคนเดียวกันคือหวงตี้...”

“สรุปว่าใครกันแน่คือศัตรูของเรา หวงตี้หรือไท่จื่อ”

จ้าวซือหงไม่ได้คำตอบนอกจากเสียงทอดถอนหายใจจากหยางจื่อถง และตามมาด้วยการรั้งร่างของนางเข้าไปกอดอีกครั้ง หยางจื่อถงกระชับอ้อมกอดของให้แนบแน่นราวกับว่าหากคลายอ้อมกอดที่พันธนาการนางเอาไว้แม้เพียงน้อยนิดก็อาจจะสูญเสียนางไป เช่นนี้แล้วหยางจื่อถงแบกรับสิ่งใดเอาไว้กัน

“ท่านบอกให้ข้าคอยระวังหลังให้ท่านไม่ใช่หรือ หากไม่บอกแล้วข้าจะระแวดระวังได้อย่างไร”

“เรื่องที่ข้าปิดยังเจ้านั้นมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นซือหง...และเป็นเรื่องที่ข้าไม่อยากจะยอมรับมันด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ข้าเกลียดตัวเอง...” น้ำเสียงที่เจือด้วยความเจ็บปวดทำให้จ้าวซือหงได้แต่นิ่งงัน เรื่องราวที่ลึกซึ้งและมีอิทธิพลต่อหยางจื่อถงถึงเพียงนี้คือสิ่งใดนางก็สุดรู้ แต่อาจเป็นเพราะความเจ็บปวดที่เจอปนมาในน้ำเสียงของอีกฝ่ายทำให้จ้าวซือหงนิ่งงันไม่ดื้อแพ่งอีกต่อไปและทนฟังความในสิ่งที่ผู้เป็นสามีเอื้อนเอ่ยออกมา

“ข้าเกลียดตัวเองมาตลอด แต่วันหนึ่งเจ้ากลับพูดโพล่งออกมาว่ารักข้า และตั้งแต่วันนั้นข้าก็เริ่มที่จะรักตัวเองในแบบที่เจ้ารักขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่เพราะว่าข้ารู้จักความรัก แต่เพราะเจ้ารักข้า ชีวิตนี้มันจึงพอมีค่าให้ข้าได้รักขึ้นมาบ้าง และข้าก็อยากให้เจ้ารักตัวเองในแบบที่ข้ารัก และต้องรักให้มากๆ เพราะตัวเจ้าไม่ได้อยู่ลำพังแล้ว เจ้าสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้คงจะรู้แล้วกระมังว่าเหตุใดจึงต้องปิดบังเรื่องบางอย่างแก่เจ้า”

รักมากก็เปราะบางมาก ความรักก็เป็นเช่นนี้ และเพราะเป็นเช่นนี้นางจึงคิดมาตลอดว่าความรักคือสิ่งที่โง่งม แต่ทว่าสามปีที่นางแต่งงานหยางจื่อถงกลับเปลี่ยนความคิดนางไปอย่างสิ้นเชิงและทำให้นางกลายเป็นคนอ่อนแอโดยสมบูรณ์แบบ

“เพราะความรักหรือเราจึงพากันอ่อนแอถึงเพียงนี้”

“เพราะความรักจึงทำให้เราเข้มแข็งมาจนถึงป่านนี้ต่างหากที่ถูกต้อง” หยางจื่อถงกล่าวด้วยเสียงที่เนิบนาบแต่ทว่ากลับมั่นคงและเป็นที่พักพิงให้แก่สตรีที่อ่อนไหว “อย่าโทษความรักเลยหากเราจำต้องอ่อนแอ โทษที่ว่าเราเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนที่มีความรู้สึกเสียจะยังดีกว่า เพราะเป็นมนุษย์จึงเหนี่ยวรั้งความสุขไว้กับตัวและปกป้องมันไว้อย่างสุดกำลัง หากไร้สิ้นทุกอย่างนี้อาจกล่าวได้ว่าละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เช่นนั้นจะมีประโยชน์อันใดกัน มนุษย์ที่ไร้ความรู้สึกน่ะจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ได้อย่างไร และจะหาค่าจากคนคนนั้นได้อย่างไร ข้าเองก็จนปัญญาเช่นกัน”

หรือบางทีคนที่อ่อนแออาจกลายเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดก็เป็นได้

เพียงแต่ตอนนี้นางยังไม่เข้าใจมันก็เท่านั้น...

และคงต้องใช้เวลาสักหน่อยที่จะเข้าใจในเรื่องนี้

แล้วสักวันหนึ่งนางอาจจะเข้าใจความอ่อนแอที่แฝงเร้นอยู่ในตัวคนเราทุกคน เหมือนที่หยางจื่อถงเข้าใจ...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel