ความรู้สึกที่มีแต่เราที่รู้ 2
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะจำได้แค่ความรักใคร่ที่มีต่อไท่จื่อ และคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดคือคำลวง และวิ่งกลับไปหาคนที่คิดร้ายแก่เจ้า”
“ข้าเชื่อท่านหยางจื่อถง... ส่วนเรื่องไท่จื่อนั่นหากข้ายังมีเยื่อใย ข้าในวันนั้นคงไม่เดินไปขอสมรสพระราชทานจากหวงตี้ ที่ข้าขอเพราะอยากให้เขาเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง เรื่องนี้ท่านน่าจะพอเดาได้” แม้แต่นางที่ไร้ซึ่งความทรงจำยังพอประติดประต่อเรื่องได้ และไม่นึกสงสัยในสิ่งที่ตนกระทำเหมือนที่ผ่านมาอีกเช่นกัน ด้วยรู้ดีว่านางก็มีด้านมุมหนึ่งที่ยากจะคาดเดาได้เช่นกัน และเรื่องนี้อาจเป็นอีกด้านมุมหนึ่งที่นางได้รับรู้ แต่ทว่าหยางจื่อถงอาจตีความในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
“ให้เขาเจ็บปวด ก็มิใช่ว่าความรักนั้นยังฝังใจหรือ หากเจ้าคิดเช่นนี้แล้วจะให้ข้าวางใจได้อย่างไร”
“ท่านรักข้าหรือ” เอ่ยถามในสิ่งที่อีกฝ่ายหลบหลีกมาตลอด แต่ในครั้งนี้บุรุษตรงเบื้องหน้าก็ยังคงหลบหลีกที่จะพูดมันออกมาได้อย่างชาญฉลาด โดยการวางความรักนั้นไว้ในมือและส่งมันให้แก่นางแทนที่จะเอื้อนเอ่ยมันออกมา
“ข้าเคยครอบครองความรักของเจ้า แม้จะมาที่หลังไท่จื่อก็ตาม”
“เคยครอบครอง ฉะนั้นท่านคิดว่าการครอบครองนั้นสิ้นสุดลงแล้วหรือ”
“ข้าคืนอำนาจนั้นให้แก่เจ้า...ความรักของเจ้าข้าคืนมันให้เจ้าได้ตัดสินว่าต่อแต่นี้ยังจะให้ข้าได้ครอบครองมันต่ออีกหรือไม่”
หากฟังจากน้ำเสียง พินิจจากท่าทาง แม้แต่คนที่โง่เขลาที่สุดอย่างทราบได้ว่าหยางจื่อถงรักใคร่ในตัวนางมากกว่าที่จะพรรณนาออกมาได้ บางครั้งในตาของเขาฉายไปด้วยความปีติยินดี บางครั้งก็ระคนอาดูรถึงเรื่องบางอย่างที่ยากจะคาดเดา แต่หากจะให้เดาทั้งหมดอาจล้วนเกิดขึ้นจากนางทั้งสิ้น “ดูท่าท่านแม่ทัพไร้พ่ายจะพ่ายให้แก่ข้าเสียจนสิ้นท่ากระมัง”
คนที่ถูกกล่าวหาว่าสิ้นท่าก็ฉายยิ้มออกมาอย่างคนจนหนทางจะปฏิเสธ “ใช่ คนที่มีสิทธิ์ทำให้ข้าพ่ายแพ้มีแค่เจ้าเท่านั้นซือหง”
“หากเราเจอกันในสถานการณ์ที่ดีกว่านี้ก็คงจะดี”
“หากเป็นเช่นนั้นก็คงไม่เจอ เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่เหมือนกัน”
“ว่าแต่ท่านเชื่อข้าในตอนนั้นได้อย่างไร ท่านไม่สงสัยหรือว่ารัชทายาทจะใช้ข้าเพื่อมาทำลายท่าน”
“เรื่องนั้นมันเรื่องของเจ้า เจ้าคิดจะทำร้ายข้าให้ย่อยยับก็เป็นสิ่งที่เจ้าเลือก ส่วนเรื่องที่ข้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นสิทธิ์ของข้า สามปีที่ผ่านมามีเหตุผลมากมายที่ทำให้ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้ลวงหลอก และอย่างที่ข้าเคยบอกกับเจ้าไป...หากเจ้าลวงหลอกจริงข้าก็ยอมเป็นคนโง่งมและตายด้วยมือของเจ้าอย่างไม่นึกเสียดาย”
ครั้งที่สองแล้วที่เขาหยิบยื่นความตายของตนให้แก่นางเป็นผู้ตัดสิน ความตายสำหรับแม่ทัพนั้นพูดง่ายได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ การอยู่ในสนามรบทำให้เขาชินชากับความตายได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ แต่นั่นก็ไม่ได้เท่ากับหัวใจที่ไหววูบของนางยามเมื่อเขาพูดถึงความตาย หรือที่เขาไม่เคยวิตกถึงเรื่องนั้นเพราะนางรับมันมาเป็นเรื่องที่น่าวิตกของตนเองแทน “ท่านพูดถึงความตายได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“ข้าเป็นนักรบ ความตายไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัว ข้าเผชิญหน้ากับมันบ่อยครั้งจนคล้ายกับเป็นสหายที่รอวันพบเจอกันสักวันหนึ่งก็เท่านั้น”
“แต่ท่านไม่ได้ตัวคนเดียว...ความตายจึงไม่อาจใช่สหายของท่านที่จะต้องพบเจอในเร็ววันนี้”
หยางจื่อถงยังคงไม่คลายยิ้ม มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวั่นวิตก ข้อนี้ไยเขาจะไม่รู้เล่า ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่บัดนี้เขาต้องหลีกหนีมันอย่างสุดกำลัง เพราะถ้าเขาล้มหายตายจากไป จ้าวซือหงก็ไม่มีใครแล้ว
หยางจื่อถงคว้าตัวของภรรยาที่นั่งเคียงกันอยู่ที่เตียงเตามากกกอด ภายในใจยินดีเหลือหลายที่เรื่องในวันนี้นางไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ หรือกังขาในสิ่งที่เขาพูดออกไป แม้ไม่ละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความจริงทุกประการ “ข้าก็ไม่ได้อยากเจอสหายในเร็ววันเช่นกัน ข้ามีเรื่องอีกมากที่ต้องทำ อย่างน้อยๆ เจ้าก้อนแป้งก็คงอยากมีพี่น้องเพิ่มอีกสักคนสองคน”
คนที่ถูกรั้งตัวมาอยู่ในอ้อมแขนชะงักงัน ท่าทีโอนอ่อนคล้อยตามแปรเปลี่ยนมาเป็นขัดขืนผละออกจากอกแกร่งมองใบหน้ายิ้มระรื่น ก้อนแป้งในท้องยังไม่โตด้วยซ้ำนี่เขาพูดถึงลูกคนสอง สามแล้วรึ!
“เอาคนนี้ให้รอดก่อนเถิด” นึกถึงเงื่อนไขในการมีชีวิตของตนก็จำต้องทอดถอนหายใจออกมา และดูเหมือนว่าคำพูดของนางจะมีน้ำหนักในใจของสามีไม่น้อย เขาจึงคว้าร่างอันอ่อนล้าของนางกลับเข้าอ้อมอกอีกครั้งหนึ่ง
ไม่มีสิ่งใดถูกเอื้อนเอ่ย ไม่มีข้อเท็จจริงใดถูกกล่าวขึ้นอีก ทุกอย่างตกอยู่ในภวังค์แห่งความเงียบงันของทั้งสอง ความรู้สึกหลากหลายกระจัดกระจายไร้ทิศทาง แต่อย่างดีที่มือกร้านของหยางจื่อถงที่ลูบแผ่นหลังของจ้าวซือหงนั้นเรียกความกระเจิดกระเจิงทางความรู้สึกให้พอหาทางกลับสู่ความปกติได้
“พักผ่อนเถิด หนักหนามาทั้งวันแล้ว เรื่องต่อจากนี้จะหนักหนาเพียงไรก็ขอให้ข้ารับผิดชอบมันเอง”
ได้ยินคำปลอบประโลม จ้าวซือหงก็หัวเราะในลำคอ ใบหน้าฉายยิ้มแม้แอบอิงอยู่ที่อกแกร่งของสามี “ท่านปกป้องข้าถึงเพียงนี้ บางครั้งข้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าข้าเคยปกป้องท่านแบบนี้บ้างไหมหรือต้องคอยให้ท่านปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวร่ำไป”
“แค่เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปก็นับว่าปกป้องข้าแล้ว แค่ต้องบั้นปลายเจ้ายังอยู่เคียงข้างนั่นก็นับเพียงพอแล้ว คนอย่างข้าไม่มีอะไรเลยซือหง ข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้นฉะนั้นก็คุ้มค่าแล้วไม่ใช่หรือที่ข้าจะต้องปกป้องเจ้าอย่างสุดกำลัง”
“แต่ข้าไม่ได้อยากเป็นสตรีอ่อนแอที่คอยให้คนอื่นปกป้องอยู่ร่ำไป”
“ข้าเชื่อ...หากมีโอกาสมีหรือที่เจ้าจะไม่ปกป้องข้า บางทีเพราะเจ้าต้องการจะปกป้องจึงจำต้องสูญเสียความทรงจำแบบนี้ก็เป็นได้ เรื่องราวในวันวานขับเคลื่อนไปอย่างไรข้าและเจ้าล้วนไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่ข้าเชื่อว่าหากเจ้ามีโอกาสเจ้าก็จะทำแบบที่ข้าทำ ปกป้องกันและกันอย่างสุดกำลัง”
“ท่านเชื่อมั่นในตัวข้ามากกว่าที่ข้าเชื่อมั่นในตัวเองเสียอีกรู้หรือไม่”
“เจ้าเองก็เหมือนกัน เจ้าเชื่อมั่นในตัวของข้ามากกว่าตัวข้าเอง”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
“หากไม่เชื่อ เจ้าคงไม่มานอนนิ่งให้ข้ากอดแบบนี้ หากไม่เชื่อเจ้าของตั้งแง่ถึงเรื่องมากมายที่ข้าเอ่ยปากเล่า หรือว่าไม่จริง”
จริง...
เพราะเชื่อใจนางจึงวางเรื่องของตนเองไว้ในมือของเขาตั้งแต่ก่อนจะได้ยินเรื่องราวจากปากของอีกฝ่าย เพราะเชื่อว่าเขาจะไม่ทำให้นางมอดไหม้ด้วยมือของเขา แต่จะประคองนางไว้ในมือด้วยความหวงแหน...นางจึงวางใจ
“นอนเถิด ไม่เหนื่อยบ้างหรือ”
“เหนื่อย แต่ก็ยังอยากคุยอยู่”
“ดื้อ”
“ต่อว่าบุตรของท่านอยู่หรือ”
“ต่อว่ามารดาของบุตร”
“พรุ่งนี้ข้าอยากไปหาจิ้นอ๋อง”
“...ได้”
“ไม่ถามหรือว่าไปทำไม”
“พอจะเดาได้”
“บุรุษผู้นั้นกุมทุกอย่างในราชสำนัก”
“ตอนนี้ยัง”
“ต่อไปย่อมใช่”
“ผูกมิตรกับเขาจึงเป็นเรื่องอันควร”
“แต่ไม่ควรใกล้ชิดบุรุษเจ้าเล่ห์จนเกินไป”
หยางจื่อถงจุดยิ้มที่มุมปาก บรรยากาศที่แสนคุ้นเคยหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง การโต้เถียงกันไปมาเช่นนี้เหมือนช่วงเวลาในวันวานไม่ผิดเพี้ยน จ้าวซือหงเป็นคนฉลาด เท่าทันความคิดของเขามากกว่าผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงชมชอบนักเวลาที่ได้สนทนากันไปมาเช่นนี้
“เขาคือกุนซือชั้นยอด
“และเป็นศัตรูตัวฉกาจของรัชทายาท...นั่นจึงสำคัญว่าเขานั้นนับเราเป็นมิตรสหายหรือไม่”
“ข้าเคยช่วยชีวิตเขาไว้ยามออกศึกครั้งก่อน มีคนลอบฆ่าเขาถึงในกระโจม ยามนั้นไม่ต้องพูดสิ่งใดออกมาทั้งข้าและเขาต่างก็เข้าใจว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังสุนัขลอบกัดพวกนั้น”
“หยางจื่อถง ข้ากล่าวว่าเขานั้นนับเราเป็นสหายไหม ไม่ได้กล่าวว่าเขานับเราเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งไหม สถานะทั้งสองอย่างนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และหากเราเป็นเพียงหมากของจิ้นอ๋องหนทางหลุดพ้นอาจมีแต่ความตาย เขาคือกุนซือชั้นยอดไม่ใช่หรือ”
“ข้าเป็นแม่ทัพ อำนาจเด็ดขาดย่อมอยู่ที่ข้า” เอ่ยค้านแม้อีกฝ่ายจะหยิบยกคำพูดของตนมาปิดท้ายประโยคดังกล่าว จึงทำให้หยางจื่อถงกลับกลายเป็นคนที่เริ่มถูกต้อนเข้ามุมอย่างไรก็มิปาน แต่มีหรือที่เขาจะยินยอม นางกล่าวออกมาเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าจิ้นอ๋องนั้นเก่งกาจกว่าเขาผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพของทหารเรือนแสน เช่นนี้แล้วเขาจะยอมได้รึ ไม่มีทาง!
“กุนซือคิดแผนตื้นเขิน ท่านเดินทัพเก่งเพียงไรก็พ่ายตั้งแต่ยังไม่ออกจากกระโจม”
“ข้าเป็นสามีเจ้า จะยอยกข้าบ้างไม่ได้หรือ” เอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อม น้ำเสียงเจือปนไปด้วยความไม่พอใจอยู่หลายส่วนให้คนที่นอนพึมพำอยู่ในอ้อมกอดได้รู้สึกว่ากำลังทำให้คนเป็นสามีไม่พอใจ แต่ทว่าผู้เป็นภรรยากลับต่อว่ามาเสียอย่างนั้น
“ท่านเป็นเด็กหรือจึงต้องการคำชม”
นั่นปะไร! เป็นหยางจื่อถงนี่มันยังไงกัน ภรรยาไม่เคยเข้าข้าง!
“แล้วจิ้นอ๋องเล่าเป็นเด็กหรือเจ้าจึงยกยอเขาถึงเพียงนี้”
เถียงกลับอย่างไม่ยอมความ ผละตัวออกจากสตรีที่กกกอด พินิจใบหน้างามอย่างเฝ้ารอคำตอบ แต่อีกฝ่ายก็แสร้งตีหน้าฉงนขึ้นมาในบัดดล
“ยกยอ? ข้าชี้ให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์ ท่านเห็นเป็นข้อดีที่ข้าเอามาเอ่ยชมได้อย่างไร อีกอย่างข้ากับเขาก็รู้จักกันมานานพอควรจึงอยากให้ท่านระวังเอาไว้ก็เท่านั้น นี่ไม่นับว่าเป็นห่วงสามีหรอกหรือ”
เป็นห่วงสามี...
จ้าวซือหงพูดอย่างไม่อ้อมค้อม ส่วนคนฟังก็เริ่มควานหาน้ำเสียงของตนเพื่อจะเอื้อนเอ่ยไม่เจอ ละล่ำละลักอยู่ครู่หนึ่งจึงกระชับอ้อมกอด แนบใบหน้าของอีกฝ่ายเข้าที่อกเหมือนเดิม อย่างน้อยๆ ก็พอจะซ่อนเร้นใบหน้าที่กำลังเห่อร้อนประหนึ่งสตรีหน้าบางของตนเอาไว้ได้บ้างกระมัง “ก็...ก็คงใช่กระมัง ก็...ก็ข้าไม่ชอบให้เจ้าเอ่ยชมใครต่อหน้าข้านี่...”
เจ้าเป็นอะไรของเจ้าหยางจื่อถง!
ก่นด่าท่าทีประหนึ่งสตรีถูกบุรุษเกี้ยว ทั้งๆ ที่เขาเป็นบุรุษที่กล้าแกร่งดั่งหินผา แต่กลับเขินอายประหนึ่งสตรีร่างเล็ก และนั่นก็ย้ำชัดว่าต่อให้เวลาหมุนผ่านไปสักเท่าใดเขาก็ไม่อาจต้านทานจ้าวซือหงได้แม้สักครั้งเดียว แค่นางเอ่ยว่าเป็นห่วงยังทำให้หัวใจของเขาระส่ำขึ้นมาอย่างไม่มีอาจหักห้ามได้
“ไม่อยากเชื่อว่าไห่น้ำส้มของท่านแม่ทัพใหญ่โตถึงเพียงนี้”
“ซือหง! ”
“เสียงดังจริง ข้าจะนอนเงียบซะ! ”
กริบ...
ไม่มีเสียงใดดังขึ้นมาอีกเมื่อจ้าวซือหงเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่ระคนรำคาญ ส่วนหยางจื่อถงก็ไม่ทราบว่าเหตุใดตนจึงเม้มริมฝีปากของตนเองแน่นประหนึ่งกลัวเสียงเล็ดลอดออกมาเสียงอย่างนั้น
