ตอนที่ 6 จัดการทรัพย์สิน
ตอนที่ 6 จัดการทรัพย์สิน
วันต่อมา ซูเยว่หลิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ และดูแลบุตรสาวด้วยตนเองทุกอย่างโดยมีชิงเถาค่อยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ ซินอิงในชุดผ้าไหมใหม่สีฟ้าอ่อนที่ดูสะอาดตา นั่งให้มารดาหวีผมให้อย่างเชื่อฟัง ดวงตาเล็ก ๆ มองใบหน้าของมารดาผ่านกระจกด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุข นางอยากให้ท่านแม่เป็นแบบนี้กับนางตลอดไปจังเลย
หลังจากอาหารเช้า ซูเยว่หลิงก็ตัดสินใจทันที “ชิงเถาไปสั่งให้คนเตรียมรถม้า วันนี้ข้าจะพาซินอิงออกไปข้างนอก”
ชิงเถาแม้จะรู้สึกประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของเจ้านาย แต่ก็รีบไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว นางก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับแจ้งเรื่องรถม้า แต่สีหน้ายังคงไม่สบายใจ
“แต่พระชายา...ท่านอ๋องเคยรับสั่งไว้ห้ามไม่ให้คุณหนูออกไปจากจวนโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะเพคะ”
ซูเยว่หลิงมองบุตรสาวที่กำลังใส่รองเท้าอย่างตั้งใจ แล้วยิ้มหยันให้กับกฎของบุรุษใจร้าย
“ใครสน?” นางตอบอย่างไม่ยี่หระ “หากใครถาม ก็ให้บอกว่าข้าจะรับผิดชอบเอง” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้ชิงเถาไม่กล้าโต้แย้งอีก
รถม้าของต๋วนอ๋องแล่นออกจากหน้าประตูจวนช้าๆ มุ่งหน้าไปยังถนนนสายหลักของเมืองหลวง ซูเยว่หลิงอุ้มซินอิงไว้บนตักอย่างแนบแน่น เด็กหญิงมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ
สถานที่แรกที่ซูเยว่หลิงไปคือ โรงเตี๊ยมจินยี่ ซึ่งเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ที่นางได้เป็นสินเดิมมา โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลทอง มีผู้คนเข้าออกอย่างคึกคัก
ทันทีที่ซูเยว่หลิงพร้อมกับซินอิงและชิงเถาก้าวลงจากรถม้า หลี่จงหรือหลงจู๊ของโรงเตี๊ยมก็รีบวิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าใครมา
“ถวายพระพรพระชายา! ท่าน...ท่านเสด็จมาที่นี่ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่จงโค้งคำนับด้วยท่าทางลนลาน
“ไม่ต้องมากพิธี” ซูเยว่หลิงออกคำสั่งเสียงเรียบ “ทำไม? ข้ามาดูกิจการของตัวเองไม่ได้หรือ?” พูดจบซูเยว่หลิงพาลูกสาวเดินเข้าไปในห้องรับรองพิเศษที่อยู่ชั้นบนทันที
เมื่อเข้าไปในห้อง ซูเยว่หลิงก็สั่งการหลงจู๊ต่อทันที “ไปนำสมุดบัญชีช่วงสามปีที่ผ่านมามาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!”
ใบหน้าของหลงจู๊หลี่จงซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำสั่ง
“พระ...พระชายา! เรื่องสมุดบัญชี... บ่าวเกรงว่ามัน...ค่อนข้างมาก…และยุ่งเหยิงพ่ะย่ะค่ะ…บ่าวขอเวลาจัดการให้เรียบร้อยก่อนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะแล้วจะให้คนนำไปให้พระชายที่จวน”
ซูเยว่หลิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่งามวาวโรจน์
“ไม่ได้! ไปนำมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! หากเจ้ายังขัดขืนอีกแม้แต่น้อย ข้าจะสั่งคนจากจวนอ๋องมาสอบสวนเจ้าเอง!” น้ำเสียงของนางเย็นยะเยือก
หลี่จงตัวสั่นเทาอย่างลุกลี้ลุกลน “พ่ะย่ะค่ะ! บ่าวจะรีบนำมาให้เดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
ไม่นานนัก สมุดบัญชีขนาดใหญ่หลายเล่มก็ถูกนำมาวางกองบนโต๊ะ ซูเยว่หลิงเริ่มเปิดดูสมุดบัญชีอย่างตั้งใจทีละหน้า
แม้ในชาติที่แล้วนางจะไม่ได้สนใจเรื่องการค้า แต่ในฐานะคุณหนูตระกูลขุนนางที่ถูกฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก นางก็ยังคงมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตัวเลขและการทำบัญชี
เพียงไม่นานคิ้วเรียวงามของซูเยว่หลิงก็ขมวดเข้าหากัน
“ค่าวัตถุดิบและค่าแรงงานสูงกว่าความเป็นจริงถึงสองเท่า... เจ้ากำลังยักยอกของข้าหรือหลี่จง?” น้ำเสียงของนางเยือกเย็นจนทำให้หลี่จงหน้าซีดขาว
“พระชายา! บ่าว... บ่าวไม่กล้า!” หลี่จงรีบโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว “บ่าวแค่... แค่แบ่งกำไรเล็กน้อยไปใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ! โปรดให้โอกาสบ่าวด้วย!”
ซูเยว่หลิงมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ นางตัดสินใจทันที “ชิงเถา! ไปแจ้งคนของทางการมาจับเขาไปซะ!”
“พระชายา! โปรด...โปรดทรงเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่จงโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงจนมีเสียงดัง ซูเยว่หลิงยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง
ชิงเถาไปสั่งการตามคำสั่งเจ้านายอย่างไม่ลังเล
“พวกเจ้า! หยุดการทำงานชั่วคราว! ให้เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งไปแจ้งทางการว่ามีคนทุจริตเงินโรงเตี๊ยมของพระชายา!” ชิงเถาออกคำสั่งกับเหล่าเสี่ยวเอ้อและคนครัวที่ยืนอยู่
บรรดาคนงานและเสี่ยวเอ้อต่างมองหน้ากันด้วยความกลัวที่จะถูกโยงเข้าความผิดไปด้วย พวกเขาจึงรีบกรูเข้าไปจับตัวหลี่จงที่ยังคงโขกศีรษะร้องขอความเมตตาอยู่บนพื้นทันที
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของทหารก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วที่หน้าโรงเตี๊ยม ชายร่างกำยำในเครื่องแบบทางการหลายคนก้าวเข้ามาในห้องรับรองทันที
นายทหารผู้หนึ่งรีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ถวายพระพรพระชายาต๋วนอ๋อง! ทราบว่ามีเหตุทุจริตที่นี่หรือพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูเยว่หลิงนั่งไขว้ขาอย่างสง่างาม ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นยืน “ใช่! ชายคนนี้เป็นหลงจู๊ของโรงเตี๊ยมจินยี่ ได้ทุจริตเงินของข้าเป็นจำนวนมหาศาลตลอดสามปีที่ผ่านมา” นางชี้ไปที่สมุดบัญชีที่วางอยู่บนพื้น “หลักฐานอยู่ในสมุดบัญชีเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าจงนำตัวเขาไปลงโทษเถอะ”
หลี่จงถูกนายทหารลากตัวไปอย่างรวดเร็ว เขาพยายามร้องขอความเมตตาเป็นครั้งสุดท้าย แต่ซูเยว่หลิงไม่แม้แต่จะชายตาแล
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ซูเยว่หลิงใช้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม ในการตรวจสอบบัญชีทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน
ตลอดเวลาที่ซูเยว่หลิงกำลังจัดการกับเรื่องบัญชีอยู่นั้น ซินอิงนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่อย่างเงียบๆ นางไม่ได้ร้องไห้งอแง และไม่ส่งเสียงดังรบกวนมารดาแม้แต่น้อย
หลังจากตรวจบัญชีเสร็จแล้ว นางก็สั่งให้ชิงเถาไปเรียกหัวหน้าพ่อครัวกับรองหัวหน้าพ่อครัวมาพบ
ไม่นานนัก หัวหน้าพ่อครัวใหญ่จางฮั่น และพ่อครัวรองหวังฉีก็รีบร้อนเข้ามาในห้องรับรองพิเศษ พวกเขาทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว แม้ตนจะไม่ได้ทำอะไรผิดก็ตาม
ซูเยว่หลิงมองคนทั้งสองด้วยสายตาประเมินว่าจะให้ใครเป็นหลงจู๊ดี
“จางฮั่น” นางเอ่ยชื่อพ่อครัวใหญ่ “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเจ้าทำหน้าที่หลงจู๊แทนหลี่จง”
จางฮั่นเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ “พระชายา…บ่าว...บ่าวเกรงว่าความรู้เรื่องการทำบัญชีของบ่าวจะยังไม่สามารถพอพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไร” ซูเยว่หลิงโบกมืออย่างรำคาญ “ข้าจะส่งคนมาช่วยเจ้าดูแลเรื่องบัญชีในภายหลัง”
ซูเยว่หลิงหันไปมองหวังฉี “หวังฉี เจ้าดูแลเรื่องวัตถุดิบทั้งหมด ข้าจะ ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นทันที และการซื้อวัตถุดิบต้องมีหลักฐานชัดเจน ห้ามซื้อเกินราคาตลาดแม้แต่อีแปะเดียว! หากข้าจับได้ว่าใครยักยอกเงินข้าอีกจะลงโทษอย่างเด็ดขาด” น้ำเสียงของนางเยือกเย็นจนคนทั้งสองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
“บ่าวรับทราบพ่ะย่ะค่ะ!” จางฮั่นและหวังฉีตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
ซูเยว่หลิงก้มลงมองซินอิงที่กำลังเพลิดเพลินกับการเล่นตุ๊กตาผ้าอยู่ข้างๆ แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองคนทั้งสองรอยยิ้มก็หายไปทันที
หลังจากจัดการเรื่องที่โรงเตี๊ยมเสร็จสิ้นแล้ว ซูเยว่หลิงก็พาซินอิงตรงไปยังโรงน้ำชาต่อ หลงจู๊ที่ดูแลโรงน้ำชาคือ เหวินหยา สตรีวัยกลางคนที่มารดาของซู่เยว่หลิงเคยไถ่ตัวจากการเป็นทาสในหอนางโลม นางเป็นคนซื่อสัตย์และไว้ใจได้ เหวินเหยารีบออกมาต้อนรับซูเยว่หลิงทันทีเมื่อรู้ว่านางมา
“ถวายพระพรพระชายา! ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านมาเยี่ยมเยียน! คุณหนูน่ารักเหลือเกินเพคะ” เหวินหยาพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง
ซูเยว่หลิงตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่เหวินหยาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย นางอุ้มซินอิงขึ้นแนบอกและก้าวเข้าไปในโรงน้ำชา
เมื่อเข้ามาในห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดตา ซูเยว่หลิงก็วางซินอิงลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างระมัดระวัง พลางบอกกับบุตรสาวว่า “ซินอิงนั่งเล่นของเล่นตรงนี้ก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่จะจัดการเรื่องงานสักครู่”
ซินอิงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างว่าง่าย
เหวินหยารีบสั่งสาวใช้ในร้านชงชาอู่หลงชั้นดีพร้อมกับขนมหลากชนิดที่ดูน่าทานมาวางบนโต๊ะเพื่อให้คุณหนูได้เพลิดเพลิน จากนั้นนางก็กลับมาหาซูเยว่หลิงพร้อมกับกล่องไม้ขนาดใหญ่
“พระชายาเพคะ ตลอดสามปีที่ผ่านมา พระชายาไม่เคยส่งคนมารับเงินเลย ดังนั้นรายได้ของร้านน้ำชง...ข้าจึงเก็บไว้ในกล่องนี้ทั้งหมดเพคะ”
นางวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดออก เผยให้เห็นสมุดบัญชีที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมด้วย ตั๋วเงินจำนวนเกือบร้อยใบ ที่ถูกมัดรวมกันไว้อย่างแน่นหนา
เมื่อซูเยว่หลิงตรวจสอบบัญชีของร้านนี้ นางก็ต้องประหลาดใจ ร้านน้ำชาแห่งนี้แม้จะมีกำไรน้อยกว่าโรงเตี๊ยมจินยี่ แต่ทุกอย่างกลับโปร่งใส นางหยิบมัดตั๋วเงินขึ้นมานับ
สองหมื่นสามพันตำลึงเงิน!
ตัวเลขนี้ทำให้ดวงตาของซูเยว่หลิงเป็นประกายด้วยความยินดี กำไรสะสมสามปีจากโรงน้ำชาเล็กๆ แห่งนี้ รวมกับเงินที่นางได้จากโรงเตี๊ยมจินยี่อีกส่วนหนึ่ง ยอดรวมของทรัพย์สินทั้งหมดที่นางสามารถรวบรวมได้ในตอนนี้ เกินกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มาก! นี่คือความหวัง และเป็นเงินทุนก้อนแรกที่จะทำให้นางและลูกสาวมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างสุขสบายหลังออกไปจากจวนอ๋อง
“เหวินหยา” ซูเยว่หลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง พลางหยิบม้วนตั๋วเงินทั้งหมดใส่กลับเข้าไปในกล่องไม้ ก่อนจะส่งคืนให้สตรีวัยกลางคนตรงหน้า “เงินทั้งหมดนี้ ข้าขอฝากเจ้าเก็บรักษาไว้ก่อนนะ ”
เหวินหยารับกล่องไม้กลับมาด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมหรือเพคะ?...”
“ข้ามีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ ในอีกไม่นาน ข้าจะกลับมารับเงินทั้งหมด”
“พระชายาโปรดวางใจได้เลยเพคะ! ข้าจะดูแลรักษาเงินก้อนนี้ไว้อย่างดี!”
ซูเยว่หลิงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ นางพยักหน้ารับคำมั่นนั้นอย่างช้าๆ
อีกสามเดือน หลี่อี้เหรินจะเดินทางไปเมืองซานโจวและได้พบกับหลิวซูเจิน สตรีที่เขารักและจะพานางกลับมาที่เมืองหลวง ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง นางจะต้องมีเงินมากพอที่จะพาลูกสาวหนีไป
สามเดือน...เป็นเส้นตายที่นางกำหนดขึ้นเอง นางต้องใช้เวลาสามเดือนนี้ในสะสมกำไรจากโรงเตี๊ยมจินยี่ให้ได้มากที่สุด
