ตอนที่ 5 ไม่พอใจ
ตอนที่ 5 ไม่พอใจ
ซินอิงตัวแข็งทื่อทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังมีความสุขซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด นางรีบหลบสายตาและก้มหน้ามองถ้วยข้าวต้มในมือราวกับกลัวว่าบิดาจะโกรธเมื่อเห็นนาง
ซูเยว่หลิงสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาของบุตรสาว นางรีบวางช้อนลงทันที มือเรียวสวยเอื้อมไปลูบศีรษะของซินอิงเบาๆ อย่างปลอบโยน
“ไม่ต้องกลัวนะซินอิง”
นางเหลือบมองไปที่ประตูห้อง ทันใดนั้น ร่างสูงสง่าภายใต้เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองก็ก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของความเย็นชาและอำนาจแผ่ซ่านไปทั่วห้อง หลี่อี้เหรินมองมายังภรรยาของตนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและอ่านไม่ออก
ซูเยว่หลิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่กลับขับเน้นความงดงามตามธรรมชาติของนางออกมา ริมฝีปากที่เคยแต่งแต้มด้วยสีแดงสดบัดนี้กลับมีเพียงสีชมพูอ่อนๆ เท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือ ความนิ่งเฉยของนาง
ในอดีต หากเขามาที่นี่ ซูเยว่หลิงจะรีบลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีที่จะได้พบเขา พยายามแสดงความอ่อนหวานและโหยหาอย่างเปิดเผยเพื่อให้เขาได้เห็น แต่ตอนนี้ นางกลับนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะลุกขึ้นคำนับ ไม่แสดงความดีใจที่เห็นเขามา
“พระชายาดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดี” หลี่อี้เหรินเปิดประโยคด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น แต่ดวงตาคมกริบของเขากลับกวาดมองไปที่ซินอิงที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างๆนาง
“ข้าได้ยินว่าเจ้าลงโทษสาวใช้และพาลูกสาวกลับมาที่นี่” หลี่อี้เหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง “ซูเยว่หลิง เจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่? อย่าคิดว่าการใช้ลูกสาวเป็นเครื่องมือเรียกร้องความสนใจจะทำให้ข้าสนใจเจ้าได้”
ซูเยว่หลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางแสดงถึงความผิดหวังอย่างชัดเจน แต่ไม่ใช่ความผิดหวังในตัวเขา... แต่เป็นความผิดหวังในความคาดเดาที่ผิดพลาดของเขา
“วางแผน?” ซูเยว่หลิงทวนคำอย่างแผ่วเบา แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้อ๋องผู้สูงศักดิ์รู้สึกว่าตนเองถูกดูแคลนอย่างรุนแรง “หากหม่อมฉันกำลังวางแผนจริง... แล้วอย่างไรเพคะ?”
นางเงยหน้าขึ้นมองหลี่อี้เหรินตรงๆ แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักโหยหาบัดนี้กลับมีเพียงความว่างเปล่าที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกราวกับถูกมองเป็นอากาศธาตุ
“หม่อมฉัน...เพิ่งรู้ว่าตนเองโง่เขลาเพียงใดที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องความสนใจจากท่านอ๋องตลอดหลายปีที่ผ่านมา” นางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ “แต่ตอนนี้... ท่านอ๋องกลับกล่าวหาว่าหม่อมฉันใช้บุตรสาวเป็นเครื่องมือ…ซินอิงสำคัญกับพระองค์ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?... ถึงจะทำให้ท่านมาสนใจข้าได้?”
คำประชดประชันนี้รุนแรงกว่าการด่าทอใดๆ มันเป็นการตบหน้าหลี่อี้เหรินอย่างไม่ไว้หน้า ด้วยการชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ว่า...เขาไม่เคยใส่ใจบุตรสาวของตนเองเลยแม้แต่น้อย แล้วจะมากล่าวหานางว่าใช้สิ่งที่เขาไม่สนใจมาเป็นเครื่องมือได้อย่างไร
ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนหลี่อี้เหรินต้องกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ
“ซูเยว่หลิง! เจ้ากล้าพูดจาเช่นนี้กับข้าอย่างนั้นรึ!” เขาก้าวเข้าหาโต๊ะอาหารด้วยความกราดเกรี้ยว กลิ่นอายของอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างประตูต้องทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว
ซินอิงที่นั่งอยู่ข้างๆ มารดาก็เริ่มตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด เด็กน้อยที่ไม่เคยถูกบิดาใส่ใจรับรู้ได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงของเขา นางจึงรีบซุกใบหน้าเล็กๆ เข้ากับแขนเสื้อของซูเยว่หลิงด้วยความกลัว
“เหตุใดจะกล้าไม่ได้เพคะ?” ซูเยว่หลิงไม่แม้แต่จะผงะ นางยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง
“ท่านอ๋อง...หม่อมฉันไม่ได้ต้องการให้ท่านมาสนใจ หรือแม้แต่ต้องการความรักจากท่านอีกต่อไปแล้ว หากไม่มีเรื่องสำคัญอื่นใดอีกแล้ว...หม่อมฉันขอความกรุณาท่านอ๋องโปรดเสด็จออกไปให้ความสงบแก่ข้ากับลูกด้วย”
หลี่อี้เหรินรู้สึกเลือดขึ้นหน้า ที่ถูกซูเยว่หลิงไล่ซึ่งๆหน้า สตรีที่เคยคุกเข่าวิงวอนขอความรักจากเขาอย่างน่าสมเพช บัดนี้กลับมาเอ่ยปากไล่เขาอย่างไม่ไยดี แววตาที่เย็นชาและเฉยเมยของนางมองเขา... เหมือนมองคนแปลกหน้า
“เจ้ากำลังไล่ข้า?” เขาถามเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่นาง
ซูเยว่หลิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง นางไม่หลบสายตาเลยแม้แต่น้อย “แล้วแต่ท่านอ๋องจะคิดเพคะ”
ความรู้สึกที่ถูกมองข้ามทำให้หลี่อี้เหรินรู้สึกสับสนและขุ่นเคืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง
“ดี...” หลี่อี้เหรินกัดฟันพูด “เจ้าดูแลบุตรสาวของเจ้าให้ดีก็แล้วกัน อย่าให้ข้าต้องได้ยินเรื่องไร้สาระของเจ้าอีก”
เขาไม่ต้องการปะทะกับนางอีกต่อไปแล้ว เขาหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของความเย็นชา
ซูเยว่หลิงมองตามร่างสูงสง่าที่หายไปจากกรอบประตูจนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ จางหายไป นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างเงียบเชียบ ความตึงเครียดที่กักเก็บไว้คลายตัวลงทันที
นางก้มลงมองซินอิงที่ยังคงซุกตัวอยู่กับนาง
“ซินอิง... ท่านพ่อไปแล้วพวกเรากินข้าวกันต่อเถอะ” ซูเยว่หลิงพูดพลางประคองซินอิงให้นั่งลงดีๆ
ซินอิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วจึงเริ่มกินข้าวอย่างเงียบๆ อีกครั้ง
ซูเยว่หลิงมองบุตรสาวด้วยความรักใคร่ ความเกลียดชังในใจต่อหลี่อี้เหรินได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันที่จะต้องพาลูกสาวไปจากจวนแห่งนี้ให้จงได้!
หลังจากที่บุตรสาวเข้านอนแล้ว ซูเยว่หลิงก็เดินมาที่โต๊ะเครื่องแป้ง ดวงตาคู่สวยสะท้อนภาพของตัวเองในกระจกทองเหลือง
ในฐานะ คุณหนูใหญ่ตระกูลซู นางควรจะมีสินเดิมติดตัวที่มากมายมหาศาล ทว่าชะตากรรมเล่นตลก มารดาของนางจากไปอย่างกะทันหันตั้งแต่นางยังเล็ก สินเดิมส่วนใหญ่ที่ควรจะเป็นของนางจึงถูกมารดาเลี้ยงและญาติทางตระกูลซูเอาไปแทบทั้งหมด สินเดิมที่ท่านย่ามอบให้หลานสาวอาภัพอย่างนาง ล้วนเป็นหีบผ้าไหมชั้นดีที่ไม่มีลวดลายอันใด ดูผิวเผินเหมือนผ้าไหมธรรมดาที่ไม่อาจนำมาใช้ตัดเย็บเป็นอาภรณ์หรูหราได้ นางจึงไม่เคยสนใจไยดีมันเลย เพราะมันดูไม่คู่ควรกับฐานะพระชายาเอกของต๋วนอ๋องอย่างนาง
ไม่นานชิงเถาก็ยกชามาให้ ดวงตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความวิตกกังวลที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากการปะทะคารมกันระหว่างเจ้านาย
“ชิงเถา” ซูเยว่หลิงเอ่ยขึ้นเบาๆ อย่างใช้ความคิด “เจ้าไปเอาสมุดบัญชีและรายการสินเดิมของข้าทั้งหมดมาให้ข้าดูหน่อย”
ชิงเถาตัวแข็งทื่อทันที สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนงงงวย เพราะเมื่อก่อนเจ้านายที่ไม่เคยสนใจเรื่องเงินทองเลยแม้แต่น้อย นางมีหน้าที่แค่ใช้เงินอย่างเดียวเท่านั้นถ้าเดือนไหนเบิกพ่อบ้านไม่ได้ พระชายาก็จะให้นางไปหยิบเงินจากหีบสินเดิมมาใช้ก่อน จนตอนนี้ในหีบเหลือตำลึงทองแค่ไม่กี่ก้อน
“พะ...พระชายาต้องการสมุดบัญชีหรือเพคะ?”
“มีปัญหาอะไรหรือ?” ซูเยว่หลิงเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
“มะ...ไม่มีเพคะ!” ชิงเถารีบตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกุลีกุจอเดินไปเปิดหีบใบใหญ่ที่มุมห้อง และนำสมุดบัญชีเก่าๆ สองสามเล่มและม้วนกระดาษยาวม้วนหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเจ้านาย
นางหยิบรายการสินเดิมขึ้นมาคลี่ดูอย่างช้าๆ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งอย่างขมขื่น นางจดจำได้ดีว่าเงินหนึ่งพันตำลึงทองนั้นได้ถูกนางใช้จ่ายไปเกือบหมดแล้ว เพื่อซื้อเครื่องประดับและผ้าไหมชั้นดีที่ต้องการใช้ประชันกับสตรีชั้นสูงในวังและบรรดาพระชายาของอ๋องคนอื่นๆ
ส่วนร้านค้าทั้งสองแห่งนั้น…นางก็ไม่เคย ย่างกรายเข้าไปจัดการหรือดูแลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในชาติที่แล้ว นางเพียงแค่สั่งให้สาวใช้ส่งคนไปเก็บผลกำไรรายเดือนมาอย่างส่งเดชเท่านั้น เพราะนางมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเรียกร้องความรักจากสามี จนละเลยทรัพย์สมบัติของตนเอง
‘ร้านค้าทั้งสองแห่งนั้น... ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ?’
ใบหน้าของซูเยว่หลิงเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย หากนางต้องการพาลูกสาวออกไปจากจวนนี้และมีชีวิตอย่างสงบสุข ทรัพย์สินที่เหลืออยู่เหล่านี้คือความหวังเดียว ที่จะทำให้นางและซินอิงไม่ลำบากในอนาคต
นางตัดสินใจแล้วว่า ในวันพรุ่งนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปตรวจสอบ สภาพของร้านค้าทั้งสองแห่ง และจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง
ซูเยว่หลิงค่อย ๆ วางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างคนคิดหนัก “ชิงเถา เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้าต้องการอยู่กับซินอิงเพียงลำพัง”
ชิงเถาที่ยังคงยืนทำหน้ากังวลอยู่รีบโค้งกายรับคำสั่ง “เพคะ พระชายา หากมีสิ่งใดรีบเรียกบ่าวได้เลยนะเพคะ” นางถอยหลังออกไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้เจ้านายและคุณหนูอยู่ในห้องตามลำพัง
ซูเยว่หลิงรอจนกระทั่งเสียงประตูปิดสนิท นางจึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่ที่บุตรสาวของนางกำลังนอนหลับใหลอย่างสงบสุขภายใต้ผ้าห่มผืนหนา นางค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปบนเตียงอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วนั่งลงข้างกายบุตรสาว เอื้อมมือไปปัดเส้นผมที่ปกคลุมใบหน้าเล็ก ๆ นั้นออกอย่างทะนุถนอม ความอ่อนโยนที่นางแสดงออกมาในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ซูเยว่หลิงในชาติที่แล้วไม่เคยมีโอกาสได้ทำ นางก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเบา ๆ
“จากนี้ไป…เราอยู่ด้วยกันสองคนนะลูก” เยว่หลิงกระซิบเสียงอ่อนโยนราวกับปลอบประโลมตนเองในอดีตด้วย “แม่จะไม่ยอมให้คนไร้หัวใจมาทำร้ายจิตใจของลูกได้อีกแล้ว”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ ซูเยว่หลิงกอดบุตรสาวไว้แน่น สัมผัสที่อบอุ่นของซินอิงคือสิ่งเดียวที่นางต้องการในชีวิตนี้
