ตอนที่ 3 ดวใจของนาง
ตอนที่ 3 ดวใจของนาง
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ซูเยว่หลิงก้าวเดินออกจากเรือนหลักอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังเรือนเล็กที่อยู่เกือบจะท้ายจวนอ๋อง เป็นที่ที่หลี่ซินอิง บุตรสาวของนาง ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังมาตั้งแต่จำความได้ เส้นทางเดินถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืชที่ไม่ได้ถูกถางอย่างสม่ำเสมอ บรรยากาศเงียบเหงาราวกับเป็นเรือนร้าง แต่ละก้าวที่เดินไป ซูเยว่หลิงรู้สึกราวกับมีมีดนับพันเล่มกรีดเข้าที่หัวใจ
เมื่อมาถึงหน้าเรือนเล็ก ซูเยว่หลิงกำมือแน่นก่อนจะผลักประตูเข้าไปหาลูกสาว ภายในห้องนั้นมีเด็กหญิงตัวเล็กๆ ในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนนั่งเล่นอยู่บนพื้นไม้ข้างๆ มีสาวใช้คนหนึ่งกำลังเย็บซ่อมชุดของตัวเองอยู่ ดูเหมือนจะกำลังเพลิดเพลินกับการละเลยหน้าที่ของตน
สาวใช้คนนั้นหันมามองด้วยความรำคาญใจที่ถูกขัดจังหวะ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นซูเยว่หลิงที่ปกติจะไม่ย่างกรายมาที่นี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว นางก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด
เด็กหญิงตัวเล็กๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและหวาดระแวงเล็กน้อย นางค่อยๆ คลานไปหลบอยู่ด้านหลังสาวใช้คนนั้นอย่างหวาดกลัว
“พระ...พระชายา!” สาวใช้กล่าวอย่างตะกุกตะกัก ก้มศีรษะลงทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
ซูเยว่หลิงไม่ได้สนใจคำทักทายของสาวใช้ นางก้าวเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ สายตาจับจ้องไปที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง
หลี่ซินอิงอยู่ในชุดสีชมพูที่ดูสะอาดและเรียบร้อย ใบหน้าเล็กๆมีเค้าโครงของหลี่อี้เหรินสองส่วน แต่ดวงตากลมโตและรูปปากเล็กๆ นั้นถอดแบบมาจากซูเยว่หลิงอย่างชัดเจน ซินอิงมีใบหน้าเหมือนกับนางถึงเจ็ดส่วน ไม่แปลกใจเลยที่หลี่อี้เหรินจะไม่เคยเอ็นดูบุตรสาวของนางเลยสักครั้ง
ซูเยว่หลิงหันไปมองสาวใช้คนนั้นอีกครั้ง! นางจำได้แล้ว! นางคือสาวใช้ที่รังแกซินอิง!
“เจ้า...” เสียงของซูเยว่หลิงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง
สาวใช้คนนั้นสะดุ้งตัวโยนและรีบอธิบายอย่างลนลาน “พระชายา! บ่าว...บ่าวเฝ้าดูแลคุณหนูอย่างดีเพคะ! โปรดอย่าได้กังวลเลย!”
ซูเยว่หลิงมองใบหน้าของสาวใช้อย่างเย้ยหยัน นางจำแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจชิงชังที่สาวใช้คนนี้มองมาที่ลูกสาวของนางในชาติที่แล้วได้เป็นอย่างดี!
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่น!
ซูเยว่หลิงตบเข้าที่ใบหน้าของสาวใช้คนนั้นอย่างแรงด้วยความแค้นที่อัดอั้นมาจากชาติที่แล้ว!
หลี่ซินอินที่หลบอยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนที่นางจะรีบคลานไปหลบอยู่ใต้เตียง
“กรี๊ด! พระชายา! ท่าน…ท่านตบข้าทำไมเจ้าคะ!” ลู่ชิงเหมยร้องออกมาอย่างตกใจและหวาดกลัว
ซูเยว่หลิงมองลงไปยังสาวใช้ที่กำลังคลานอยู่บนพื้นด้วยสายตาที่เย็นชาและเหยียดหยาม แววตาของนางเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นที่ยากจะดับมอด “เจ้ากล้ามากที่มองบุตรสาวของข้าด้วยสายตาเช่นนั้น” น้ำเสียงของนางเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว
“เจ้าเป็นแค่สาวใช้ต่ำต้อย แต่กล้าใช้สายตามองบุตรสาวของต๋วนอ๋องเช่นนี้หรือ?...ใครมอบความกล้านี้ให้เจ้า!” คำพูดของซูเยว่หลิงฟังดูเหมือนความถือดีตามปกติของพระชายาเอก แต่ในใจของนางนั้นกำลังตะโกนก้อง ‘ข้ารู้ว่าเจ้าทำอะไรกับลูกสาวข้าบ้างในชาติที่แล้ว! การตบเพียงครั้งเดียวมันยังน้อยไปสำหรับสิ่งที่เจ้าทำ!’
ลู่ชิงเหมยพยายามจะโต้แย้ง แต่นางก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำเมื่อเห็นแววตาวาวโรจน์ของพระชายา
“ชิงเถา!” ซูเยว่หลิงหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ในอาการช็อก “ไปบอกพ่อบ้านว่า ข้าสั่งให้ขายสาวใช้คนนี้ออกจากจวนทันที! ไม่ว่าจะขายให้โรงเตี๊ยมหรือหอนางโลมก็ได้!”
ชิงเถาพยักหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจและกลัวเกรง “เพคะ! บ่าวจะไปแจ้งท่านพ่อบ้านเดี๋ยวนี้” พูดจบชิงเถารีบวิ่งออกไปจากเรือนเล็กทันที
เมื่อชิงเถาออกไปแล้ว ซูเยว่หลิงก็หันกลับมามองหลินซูที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าซีดเผือด
“พระชายา…โปรดให้โอกาสข้าด้วย! ข้าสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ! โปรดเมตตา…” ลู่ชิงเหมยวิงวอนพร้อมกับโขกศีรษะกับฟื้นอย่างสิ้นหวัง การถูกขายออกจากจวนอ๋องหมายถึงชีวิตที่ต้องตกเป็นทาสชั้นต่ำ หรือกลายเป็นนางโลมในหอโคมเขียว
ซูเยว่หลิงไม่ได้แม้แต่จะชายตามองลู่ชิงเหมยที่กำลังโขกศีรษะกับพื้นเพื่อวิงวอนขอความเมตตาอีกต่อไป นางเดินไปยังเตียงนอนที่บุตรสาวของนางหลบซ่อนอยู่ นางค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ดวงตาคู่งามมองลอดเข้าไปใต้เตียงเล็กๆ นั้นอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเย็นชา บัดนี้กลับมีเพียงความรู้สึกผิดและความอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
“ซินอิง...” เสียงของซูเยว่หลิงแหบพร่าและสั่นเครือเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด หลี่ซินอิงที่หลบซ่อนอยู่ใต้เตียงนั้นสะดุ้งเล็กน้อย ร่างกายเล็กๆ กอดตุ๊กตาผ้าไว้แน่น ดวงตากลมโตที่เหมือนซูเยว่หลิงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและสับสน นางไม่เคยได้ยินท่านแม่เรียกชื่อของนางด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อนเลย นอกจากอยู่ต่อหน้าท่านพ่อ
“ลูกรัก... ออกมาหาแม่เถิดนะ” ซูเยว่หลิงกระซิบอย่างแผ่วเบา ยื่นมือที่เรียวสวยของตนเข้าไปใต้เตียงอย่างช้าๆ
หลี่ซินอิงยังคงนิ่งเงียบ ตัวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเห็นมือของมารดาที่ยื่นเข้ามา แต่นางก็ไม่ได้ปัดป้อง ความอบอุ่นบางอย่าง จากน้ำเสียงและสายตาของมารดาในวันนี้ ทำให้นางรู้สึกไม่กลัวเท่าทุกครั้ง
“แม่ขอโทษ...” ซูเยว่หลิงเอ่ยออกมาอีกครั้ง คำขอโทษที่อัดอั้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ คำขอโทษนี้ไม่เพียงแต่สำหรับตอนนี้ แต่สำหรับทุกสิ่งที่นางทำกับบุตรสาวในชาติที่แล้ว “แม่เป็นมารดาที่ไม่ได้เรื่องและเลวทรามที่สุด...” น้ำตาของนางหยดลงบนพื้นไม้
ซินอิงเห็นน้ำตาของมารดา นางจึงค่อยๆ คลานออกมาจากใต้เตียง ใบหน้าเล็กๆ เงยขึ้นมองซูเยว่หลิงด้วยความไม่ไว้ใจ
เมื่อซินอิงคลานออกมาจนพ้น ซูเยว่หลิงก็รวบตัวเด็กหญิงเข้ามาในอ้อมกอดทันที กอดที่แน่นหนาและอบอุ่น ราวกับกลัวว่าตนจะจากลูกสาวไปอีกครั้ง
“แม่จะไม่ทิ้งลูกไปอีกแล้ว ซินอิง... แม่จะปกป้องลูกเอง” ซูเยว่หลิงกระซิบข้างหูของบุตรสาว พลางกอดซินอิงแน่นขึ้นอีก
หลี่ซินอิงตัวแข็งทื่อในอ้อมกอดของมารดา นางไม่เคยได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นเช่นนี้มาก่อน อ้อมกอดนี้... ต่างจากทุกครั้งที่มารดาทำท่าทีโอบกอดเพื่อเรียกร้องความสนใจจากบิดา เด็กน้อยค่อยๆ ยกแขนเล็กๆ ขึ้นมากอดตอบมารดาอย่างเงอะงะ นี่คือสัมผัสของมารดาที่ซินอิงโหยหามานานแสนนาน
ซูเยว่หลิงปิดตาลง สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของลูกสาว ความแค้นและความรักผสานกัน นางจะไม่มีทางยอมให้บุรุษใจดำผู้นั้นและสตรีของเขามาทำร้ายบุตรสาวของนางได้อีกแล้ว!
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนและตื่นตระหนกก็ดังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ชิงเถาจะปรากฏตัวที่ประตูเรือนเล็กพร้อมกับพ่อบ้านชรา
พ่อบ้านฟางเจี้ยนเป็นผู้ดูแลเรื่องเล็กใหญ่ในจวนมานาน เป็นคนเก่าแก่ที่ซื่อสัตย์ต่อหลี่อี้เหรินอย่างที่สุด เมื่อเขาเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้าก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
พระชายาเอก...กำลังกอดคุณหนู?
ลู่ชิงเหมยเมื่อเห็นพ่อบ้านฟางเจี้ยนก็รีบคลานไปเกาะชายผ้าของเขาพลางร้องไห้คร่ำครวญ “ท่านพ่อบ้าน! ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ! พระชายาจะให้ท่านขายข้า! ข้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลยนะเจ้าคะ!”
ซูเยว่หลิงคลายอ้อมกอดจากซินอิงช้าๆ ใบหน้าของนางยังคงดูอ่อนโยนและนุ่มนวลเมื่อมองบุตรสาว ทว่าเมื่อหันไปมองลู่ชิงเหมยและพ่อบ้านฟางเจี้ยน ดวงตาของนางก็กลับมาเย็นชาและแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้คนต้องหวาดเกรง
“พ่อบ้านฟาง ชิงเถาคงบอกท่านหมดแล้ว ข้าไม่สนว่าเจ้าจะขายสาวใช้คนนี้ให้โรงเตี๊ยมหรือหอโคมเขียว เอาเป็นว่าข้าไม่ต้องการเห็นนางในจวนอีกต่อไป”
พ่อบ้านฟางเจี้ยนเงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจและลังเล เขากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝือ ก่อนจะประสานมือคารวะด้วยท่าทีนอบน้อม “ทูลพระชายา... โปรดอภัยให้บ่าวด้วยพ่ะย่ะค่ะ แต่เรื่องนี้... บ่าวเกรงว่าบ่าวจะไม่อาจปฏิบัติตามคำสั่งของพระชายาได้พ่ะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าของซูเยว่หลิง “ไม่ได้? นี่เจ้ากำลังบอกว่าข้า...ชายาเอกของต๋วนอ๋อง ไม่มีอำนาจในการตัดสินโทษสาวใช้ในเรือนของตนเองงั้นหรือ?” น้ำเสียงของนางเริ่มไม่พอใจอย่างชัดเจน
พ่อบ้านฟางเจี้ยนคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงความเคารพ “พระชายาโปรดฟังคำชี้แจงของบ่าวก่อนพ่ะย่ะค่ะ! โดยปกติแล้ว การลงโทษสาวใช้พระชายาย่อมมีสิทธิ์กระทำได้ แต่บ่าว... บ่าวไม่มีอำนาจที่จะตัดสินขายบ่าวรับใช้โดยพลการพ่ะย่ะค่ะ…ต้องรอ... รอรับคำสั่งจากท่านอ๋องก่อนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!”
มือของซูเยว่หลิงกำแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ! ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายวาวโรจน์ราวกับมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ภายใน ถ้าเป็นในชีวิตที่แล้ว นางคงอาละวาด ตบตีสาวใช้นางนี้แล้ว และทำให้เรื่องราวใหญ่โตขึ้น เพื่อเรียกร้องให้หลี่อี้เหรินมาสนใจ...
ซินอิงรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากมารดา เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น นางไม่เข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่ แต่รับรู้ได้ว่ามารดาของนางกำลังโกรธมาก
มือเล็กๆ ของซินอิงจับชายเสื้อของซูเยว่หลิงแน่นขึ้นกว่าเดิม และนั่นเองที่ทำให้สติของซูเยว่หลิงกลับคืนมาทันที!
นางก้มลงมองบุตรสาว ดวงตาที่ลุกโชนด้วยความโกรธแค้นค่อยๆ อ่อนลง...
ใช่... นางไม่อยากให้ลูกสาวเห็นภาพนั้นอีกแล้ว
ภาพที่นางกรีดร้อง อาละวาด และแสดงด้านที่ร้ายกาจออกมา สิ่งเหล่านั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ซินอิงหวาดกลัวนางมาตลอดในชีวิตที่แล้ว การแสดงความร้ายกาจเพื่อเอาชนะสาวใช้ชั้นต่ำคนหนึ่งในตอนนี้... มันไม่คุ้มค่าเลยกับการทำลายความเชื่อใจที่นางเพิ่งเริ่มสร้างกับบุตรสาว
ซูเยว่หลิงสูดหายใจเข้าลึกๆ ความเยือกเย็นกลับคืนสู่ใบหน้าของนางอย่างรวดเร็ว ความโกรธยังคงอยู่ ทว่าถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้ใบหน้าที่ดูสงบนิ่ง
นางหน้ามองพ่อบ้านอีกครั้ง “ดี... ในเมื่อเจ้าบอกว่าต้องรอคำสั่งจากท่านอ๋อง งั้นเจ้าก็ไปแจ้งให้ท่านอ๋องทราบด้วยว่าสาวใช้คนนี้ละเลยหน้าที่และดูแลลูกสาวของข้าไม่ดีพอ และข้าไม่อนุญาตให้นางเข้ามาใกล้ซินอิงอีกต่อไป”
ซูเยว่หลิงอุ้มซินอิงไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง นางก้าวออกจากเรือนเล็กอย่างช้าๆ มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนหลักของตนเอง
