บทที่ 1.4
เสวียนหมิงควบม้ามาด้วยความเร็วเต็มเหยียด เขาเพ่งมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ริมถนนกลางป่าอย่างระแวดระวัง ชุดแปลกตาสีเขียวดูไม่คล้ายชุดของหญิงสาวแคว้นจ้าว ปลีน่องและเรียวขาเรียบเนียนทั้งสอง โผล่ออกมาจากชุดประหลาดตา ทำให้เขาเพียงนึกถึงหญิงนางโลมที่พยายามยั่วยวนหลอกล่อบุรุษ
หญิงสาวเองก็คล้ายจ้องเขม็งมายังเขาเช่นกัน
เสวียนหมิงรั้งสายบังเหียนเพื่อลดความเร็วของม้าลง ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นชัดเจนขึ้น นางเงยหน้ามามองสบตากับเขา
ใบหน้านวลเนียนงดงามฉายแววฉงน ทั้งยังมีแววสับสนอยู่ในที นางละสายตาจากเขา แล้วมองไปยังม้าสีน้ำตาลตัวโต ก่อนจะยื่นมือออกมาและแตะลงไปบนแผงคอม้าอย่างลังเล
“ว้าว ม้าของคุณสวยจัง” นางเอ่ยออกมาเบาๆ ทั้งยังเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มงดงามให้เขา
“ท่านจ้าววัง” เสียงของถังหานเยวี่ยดังขึ้นด้านหลังเขา ทำให้ทั้งคู่หันกลับไปมอง ทว่าพอเสวียนหมิงหันกลับมาอีกครั้งหญิงสาวตรงหน้าก็หายไปแล้ว
“มีอะไรหรือเจ้าคะ” ถังหานเยวี่ยเห็นอยู่ๆ เสวียนหมิงก็หยุดม้า นางได้แต่หยุดม้าลงเช่นกัน
“หายไปไหนแล้ว” เสวียนหมิงขมวดคิ้วมองไปรอบๆ
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“หญิงสาวคนเมื่อครู่”
“หญิงสาวหรือเจ้าคะ หญิงสาวที่ไหนกัน” ถังหานเยวี่ยเองก็มองไปรอบๆ เช่นกัน ทว่าตั้งแต่ต้นนางก็มองไม่เห็นผู้ใดสักคนในรัศมีสายตา นางยังสงสัยด้วยซ้ำว่าเสวียนหมิงหยุดม้าด้วยสาเหตุใด
“เจ้าไม่เห็นนางหรือ หญิงสาวในชุดประหลาดตาสีเขียวเมื่อครู่ นางยืนอยู่ตรงนี้ ข้างๆ ข้า” เสวียนหมิงขมวดคิ้ว เขาเห็นภาพลวงตาหรอกหรือ
ถังหานเยวี่ยมองไปรอบๆ อีกครั้ง ทว่าไม่ว่าจะมองหาเท่าไร ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่อื่น นอกจากสัตว์น้อยใหญ่ที่กำลังส่งเสียงอยู่ในป่า
เสวียนหมิงได้แต่ขมวดคิ้วจากนั้นก็ควบม้าออกไป ในใจของเขายังคงสงสัยตัวตนของหญิงสาวผู้นั้น
…หรือว่านางจะเป็นเพียงวิญญาณ
ขณะเดียวกันนั้นจิรวรรณก็ต้องรั้งมือกลับเมื่อพบว่า แผงคอม้าที่ตนลูบเมื่อครู่กลับกลายเป็นผนังพิพิธภัณฑ์แทน “นี่มันอะไรเนี่ย” หญิงสาวบ่นกับตัวเองเบาๆ ทั้งยังก้มลงมองกล่องกำไลและกำไลที่ยังคงอยู่ในมือ
“คุณหนูครับ”
เสียงของทนายประจำตระกูลทำให้ได้สติกลับมา หญิงสาวยื่นกำไลทั้งสองให้กับเขา ทั้งยังถามหาเจ้าของ ทว่าไม่ว่าจะตามหาเช่นไรก็ไม่มีผู้ใดอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ทนายประจำตระกูลจึงได้แต่เก็บเอาไว้ในตู้ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บสิ่งของที่ลูกค้าทำหาย หรือลืมเอาไว้
จิรวรรณกลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนเพลีย เรื่องที่เกิดกับตนที่พิพิธภัณฑ์นั้น แน่นอนว่าหญิงสาวไม่กล้าที่จะบอกใคร ตอนที่กำลังจะเตรียมตัวเข้านอนนั้นเอง กำไลทั้งสองกลับวางอยู่บนเตียงนอน!!!
หญิงสาวขนลุกซู่ก่อนที่จะมองซ้ายขวา ในใจกำลังคิดว่ากำไลนี้มีอาถรรพ์อะไรหรือเปล่า เพราะเห็นกับตาตอนที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เข้าไปในตู้ ซึ่งเป็นที่เก็บสิ่งของที่ลูกค้าทำหาย
เมื่อมองแล้วแน่ใจว่าในห้องไม่มีใครแน่ๆ จิรวรรณจึงค่อยๆ เดินเข้าไป เพื่อดูให้แน่ใจว่าใช่กำไลอันเดียวกันกับอันที่ตนเห็นก่อนหน้านี้ และก็ต้องใจหายวาบเพราะบทกลอนที่แกะสลักมันคือบทกลอนอันเดียวกัน
กำไลสองวง วงหนึ่งสมบูรณ์ วงหนึ่งแตกหัก คืออันเดียวกับอันที่ตนเห็นในพิพิธภัณฑ์ไม่ผิดแน่ “อะไรกันเนี่ย”
หญิงสาวยื่นมือออกไปดึงชายผ้านวมขึ้นมาปิดกำไลสองวงนั้นเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว เกิดมายังไม่เคยเจอเรื่องอะไรที่ลี้ลับ หาคำอธิบายไม่ได้แบบนี้มาก่อนเลย
สายตาหวาดหวั่นมองผ้านวมที่ตนเพิ่งจะดึงขึ้นมาปิดนั้นหวาดๆ “เพี้ยงจงหายไป” เอ่ยก่อนจะค่อยๆ แง้มมันขึ้น กำไลสองวงนั้นยังวางอยู่ที่เดิม “อย่ามาหลอกหลอนลูกช้างเลยนะ ลูกช้างจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”
จิรวรรณมองหาอะไรบางอย่างเพื่อจะใส่กำไลนั้นเอาไว้ ทว่าเมื่อใช้ปากกาสอดเข้ากับกำไลวงที่สมบูรณ์ขึ้น ตัวหนังสือบทกลอนบนกำไลกลับคล้ายส่องแสงออกมา “เอ๋ ลอร์ดอ็อฟเดอะริงหรือไง”
ด้วยความสงสัยหญิงสาวจึงก้มลงมองอีกครั้ง เพราะคิดว่าตัวเองตาฝาด ในตอนที่มือเล็กจับกำไลวงนั้นขึ้นมานั่นเอง แสงสีเขียวก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
ร่างในชุดนอนเสื้อฮูดดี้ลายฟองน้ำชื่อดังสีเหลืองยืนงงอยู่สักครู่ เมื่อพบว่าภาพของห้องนอนกว้างขวางของตนเอง เปลี่ยนเป็นบรรยากาศมืดมิดริมลำธารแทน
จิรวรรณกลอกตาไปมาเพื่อมองรอบกาย ในใจก็พยายามตั้งนโมสามจบ ก่อนที่หญิงสาวจะสูดลมหายใจเข้าออกอย่างแรง ทั้งยังหลับตาลง “มันคือความฝัน มันไม่ใช่ความจริง”
ทว่าพอลืมตาขึ้นภาพมืดมิดเบื้องหน้ากลับยังคงอยู่
หญิงสาวขยับขาไปมา รู้สึกได้ว่ายุงและแมลงต่างๆ กำลังรับรู้การมาถึงของตน เมื่อก้มลงมองท่อนล่างของตนก็แทบจะร้องไห้ กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะลายน้องหมาสำหรับสวมอยู่บ้าน
แน่ละสิ…ก็หญิงสาวกำลังเตรียมตัวเข้านอนนี่นา
“เอาละ มาก็มาแล้ว ตอนนี้จะเอาไง พากลับได้ยัง” ยกกำไลที่ยังคงอยู่ในมือขึ้นมามอง ทั้งยังอดที่จะโมโหขึ้นมาไม่ได้
“เจ้าเป็นใคร”
เสียงทุ้มที่ดังอยู่ข้างหลังทำให้สะดุ้งสุดตัว หญิงสาวหันขวับกลับไปมองทันที ในเงามืดนั้นร่างสูงของบุรุษยืนอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว เขาสวมชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดทั้งตัว อีกทั้งบนใบหน้ายังมีหน้ากากปิดบังเอาไว้
หญิงสาวอ้ากรีดร้องออกมาสุดเสียง “กรี๊ด!” ไม่แหกปากอย่างเดียวแต่ยังหันหลังกลับพร้อมกับออกวิ่งไปจากตรงนั้นทันที “ผีหลอก!!!”
