บทที่ 1.3
เพื่อหลบหนีจากศัตรู หลี่เฟิงเสวียนให้เสวียนหมิงใช้แซ่อิ่น ทั้งยังมอบชื่อใหม่คือ ‘อิ่นเมิ่ง’ และอ้างกับคนอื่นว่าลั่วอิงยี่คือฮูหยินของเขา
ดังนั้นคนทั่วไปจึงเรียกนางว่าฮูหยินอิ่น หรือ ‘อิ่นมู่’
เพราะลั่วอิงยี่ซาบซึ้งในพระคุณของหลี่เฟิงเสวียน นางจึงเปลี่ยนชื่อให้บุตรชายจาก ‘จางหย่วนหมิง’ เป็น ‘เสวียนหมิง’ ซึ่งคล้องจองกับชื่อของหลี่เฟิงเสวียน เพื่อให้เขารำลึกถึงบุญคุณของหลี่เฟิงเสวียนเสมอ
ด้านหนึ่งเขาคือ อิ่นเมิ่ง บัณฑิตอ่อนแอที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าธรรมดาหาเช้ากินค่ำที่ชาวบ้านละแวกนั้นรู้จักเขา แต่อีกด้านหนึ่งเขาคือ เสวียนหมิง จอมมารจ้าววังเมฆาอัคคีที่ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว
วังเมฆาอัคคีตั้งอยู่บนหุบเขาอัคคี หุบเขาสูงชันที่ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองอันหนิง เมืองหลวงแคว้นจ้าว
เส้นทางขึ้นไปยังหุบเขาอัคคีเต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน ตัวเรือนพักต่างๆ และห้องโถงของวังเมฆาอัคคี ถูกสร้างขึ้นภายในถ้ำที่เจาะลึกเข้าไปในภูเขาหิน โดยการใช้กำลังภายในขั้นสูงเจาะหินเข้าไปเป็นโพรง
หอสูงต่างๆ ถูกสร้างขึ้นเหลื่อมล้ำกันไป คล้ายขั้นบันไดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเขาที่มีแนวราบ ที่นั่นคือสุสานจ้าววังคนก่อนๆ ที่ได้รับการฝังอย่างมีเกียรติ
หากมองจากด้านล่างของหุบเขา จะสามารถมองเห็นวังเมฆาอัคคีได้อย่างชัดเจน ทว่าหากมีผู้ที่คิดจะบุกรุกเข้าไป หรือมีผู้ที่คิดจะปีนขึ้นไปคงจะต้องคิดนานหน่อย เพราะทางเข้าและรอบๆ หุบเขาเต็มไปด้วยค่ายกลกับดักซึ่งยังไม่เคยมีคนนอกฝ่าเข้าไปได้
“ท่านจ้าววัง การเดินทางครั้งนี้ท่านไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเองก็ได้” จั่วจินเหิง ผู้คุมกฎซ้ายของวังเมฆาอัคคีเอ่ยเสียงเครียด
“ไม่เป็นไร ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ที่กล้าหาญถึงกับกล้าท้าทายข้ามันคือผู้ใด” เสวียนหมิงเอ่ยเนิบนาบ
ใบหน้างดงามของเขาครึ่งหนึ่ง อยู่ภายใต้หน้ากากเหล็กสีดำวับวาว ดวงตาของเขาแฝงเอาไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสะพรึงกลัว
หลายวันมานี้จั่วจินเหิงตามสืบร่องรอย ของผู้ที่เข้ามาขโมยองุ่นอัคคี กระทั่งรู้ว่าจะมีการเปิดประมูลขึ้นที่โรงเตี๊ยมมั่งมี เมืองเลี่ยอู่ทางใต้ของเมืองหลวง
“เรื่องครั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับพรรควายุ เพราะโรงเตี๊ยมมั่งมีเป็นกิจการของพรรควายุ ดังนั้นหากท่านจ้าววังไปด้วยตัวเอง อาจจะ....”
“เจ้ายังคงห่วงว่าจะผิดใจกับพรรควายุอยู่หรือ ลองว่าคนของพรรควายุรู้ทั้งรู้ว่าองุ่นอัคคีเป็นของวังเมฆาอัคคี แล้วพวกเขายังตั้งใจให้หัวขโมยผู้นั้นยืมสถานที่จัดประมูลขึ้น เจ้าคิดหรือว่าพวกเขาจะยังมีความคิด ที่จะรักษาสัมพันธไมตรี” รอยยิ้มของเสวียนหมิงขัดแย้งกันกับดวงตาที่แฝงเอาไว้ด้วยแววสังหารเป็นอย่างยิ่ง “ทางนี้ก็ฝากเจ้าด้วยก็แล้วกัน ข้าจะไปกับหานเยวี่ย นางเพิ่งจะได้รับตำแหน่งผู้คุมกฎได้ไม่นาน จำเป็นจะต้องพานางไปเรียนรู้บ้าง”
“ขอรับ” จั่วจินเหิงรับคำ แม้จะกังวลว่าถังหานเยวี่ยอาจเป็นภาระให้เสวียนหมิง เพราะฝีมือของนางยังคงต้องเรียนรู้อีกมาก แต่ในเมื่อเสวียนหมิงตัดสินใจเช่นนั้นแล้วเขาจะทำอย่างไรได้
“ท่านจ้าววัง” ถังหานเยวี่ยเรียกเขาจากด้านหลัง ทั้งสองกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังเมืองเลี่ยอู่ ที่จะต้องใช้เวลาเดินทางถึงสี่วันเต็มๆ แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเร่งร้อนใจ แต่เสวียนหมิงกลับยังมีท่าทีสบายอกสบายใจยิ่ง นั่นทำให้ถังหานเยวี่ยอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
“เรื่องสำคัญเช่นนี้ ท่านกลับเลือกที่จะพาข้ามาด้วย มิใช่ผู้คุมกฎซ้าย ข้าเกรงว่าความสามารถของข้าอาจยังไม่ถึงขั้น”
“เจ้าอยู่ในวังเมฆาอัคคีมานาน ติดตามอวิ๋นหยามาตั้งแต่นางได้รับตำแหน่งผู้คุมกฎขวา งานทุกอย่างที่นางเคยทำเจ้าล้วนเข้าใจ” เสวียนหมิงเอ่ยชื่อของอดีตผู้คุมกฎของเขาที่ทำผิดกฎ และถูกลงโทษอย่างเคร่งครัด
คนในวังเมฆาอัคคีลือกันว่าอวิ๋นหยาเป็นคนสนิทของเสวียนหมิง นางเก่งที่สุด และเสวียนหมิงก็ไว้ใจนางที่สุด ทว่านางก็ยังถูกเขาตัดสินโทษอย่างไม่ละเว้น นั่นยิ่งทำให้ทุกคนเกรงกลัวมิกล้าล้ำเส้นแม้แต่น้อย
“แต่วรยุทธ์ของข้านั้นยังต่ำต้อยนัก”
“วรยุทธ์มิใช่ทุกสิ่ง ข้าเลือกเจ้าเพราะเจ้ามีบางสิ่งที่เหนือกว่าผู้อื่น ดังนั้นเจ้าจะต้องหาให้เจอ สิ่งที่เจ้ามีและเหนือกว่าผู้อื่น”
เสวียนหมิงยังคงมีใบหน้าเย็นชา เขาควบม้าขึ้นหน้าแล้วทะยานออกไป ถังหานเยวี่ยจึงได้แต่เร่งตามเขาไป นางยังคงอดที่จะกังขาไม่ได้ว่า อะไรกันที่นางมีเหนือกว่าผู้อื่น
จิรวรรณกะพริบตาปริบๆ พร้อมกับกลอกตาไปมา ภาพที่มองเห็นรอบกายเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ต้องขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับหันไปมองทุกอย่างอย่างแตกตื่น
ภาพของต้นไม้สูงใหญ่ตรงหน้า มองยังไงก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์เลยแม้แต่น้อย พอหันหลังกลับมาอีกฝั่งก็พบกับถนนเส้นเล็กๆทอดยาวไปตามแนวป่า กระทั่งก้มลงมองกำไลหักในมือด้วยความหวาดหวั่น เสียงบางอย่างกำลังวิ่งตรงเข้ามาก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง
ม้าสองตัวกำลังวิ่งตรงมาบนหลังม้าตัวที่วิ่งนำอยู่คือบุรุษผู้หนึ่ง เขาสวมชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน ทว่าบนใบหน้าของเขากลับมีหน้ากากบดบังไปกว่าครึ่ง ดูเหมือนเขากำลังเองก็กำลังจ้องมองยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ริมถนนเช่นกัน
