บทที่ 1.2
“เชื่อป้าเถอะค่ะ” หยูจิ้งเอ่ย
“ก็ได้ค่ะ” ถึงอย่างนั้นก็หันกลับไปล็อกห้องโดยดี
ผู้ที่มาหาครั้งนี้คือทนายประจำตระกูลไป๋ เขาเข้ามาแจกแจงหุ้นของโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งไป๋ฮุ่ยหวงถือครองอยู่ แต่ครั้งนี้จิรวรรณสามารถโอนให้ใครก็ได้ ทำให้ญาติๆ หลายคนที่ได้ฟังตาโต และพยายามที่จะพูดเอาใจเพื่อให้หญิงสาวยกให้
หลังจากเสร็จงานศพจิรวรรณโทรไปปรึกษากับมารดาเรื่องมรดกที่ได้รับ มารดาของหญิงสาวแนะนำให้แบ่งหุ้นต่างๆ ให้ญาติทุกคนเท่าๆ กัน แต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาจะต้องย้ายออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ เพราะอยู่ด้วยกันไปก็รังแต่จะทำให้อึดอัดเปล่าๆ
เมื่อยื่นข้อเสนอไปทุกคนก็ตอบตกลงแทบจะทันที ซึ่งนั่นก็ทำให้หญิงสาวแทบจะถอนหายใจออกมาดังๆ หากจะคิดอีกแง่พวกเขาก็ยังช่วยดูแลงานศพของบิดาเป็นอย่างดี เพราะหญิงสาวนั้นไม่รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร อย่างน้อยพวกเขาก็ทำตัวสมเป็นญาติบ้าง
ห้าวันหลังจากงานศพหญิงสาวได้รับโทรศัพท์จากทนายของบิดา ให้ไปเข้าร่วมงานประมูลที่ไป๋ฮุ่ยหวงเคยบริจาคเงินเอาไว้ สถานที่ก็คือพิพิธภัณฑ์โบราณที่ไป๋ฮุ่ยหวงสร้างขึ้นเพื่อการกุศล
จิรวรรณอยู่ในชุดสูทสีเขียวเข้มกางเกงขาสั้น เมื่อก้าวเข้าไปในงานก็มีท่าทีลังเล เพราะไม่รู้จักใครในงานเลยสักคน ส่วนใหญ่สินค้าที่นำมาประมูลก็จะเป็นจำพวกเครื่องเพชร ซึ่งตัวหญิงสาวไม่ได้สนใจเท่าไหร่นักจึงได้ตัดสินใจเข้าไปเดินดูรอบๆ พิพิธภัณฑ์แทน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ดังนั้นข้าวของที่นำมาจัดโชว์ส่วนใหญ่จะที่มีกลิ่นอายความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด เสื้อผ้า โต๊ะเก้าอี้ หรือแม้แต่เครื่องประดับ
เดินมาได้สักพักสายตาก็ปะทะเข้ากับกล่องสีแดงใบหนึ่ง มันวางอยู่บนพื้นที่มีสีเดียวกันกับผนัง หากมองเผินๆ ก็แทบจะมองไม่เห็น รอบกายก็เงียบงัน เพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็อยู่งานกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงตัดสินใจหยิบขึ้นมาดู
แม้จะไม่ได้ชำนาญเรื่องนี้ แต่เมื่อมองเห็นกำไลหยกสีเขียวสองอันที่วางอยู่ในกล่อง หญิงสาวก็รู้ทันทีว่ามันคือกำไลหยกเนื้อดี …อันหนึ่งยังมีสภาพสมบูรณ์ส่วนอีกอันหักไปแล้ว
เมื่อดูชัดๆ จึงเห็นว่ากำไลหยกทั้งสองถูกสลักเอาไว้ กำไลวงที่สมบูรณ์สลักเอาไว้ว่า ‘บางสิ่งที่เกิดมาคู่กัน แม้นจะอยู่ห่างไกล’
ความที่อยากรู้ว่าอีกอันสลักเอาไว้ว่าอย่างไร ทำให้หญิงสาวหยิบหยกที่หักมาต่อกันแล้วอ่านบทกลอนอีกบท
‘โชคชะตาทั้งสองจะนำทางให้พานพบ’
เมื่ออ่านจบแสงสีเขียวก็สว่างจ้าขึ้นจากกำไลทั้งสองวง ก่อนที่จะเข้าครอบคลุมร่างทั้งร่างของหญิงสาว เมื่อแสงนั้นจางลงจิรวรรณก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
กระบี่อ่อนตวัดออกไปข้างหน้า ฉวัดเฉวียนอย่างคล่องแคล่ว มองดูแล้วคล้ายกำลังร่ายรำ ทว่ามันจะน่าสุนทรีย์กว่านี้ หากมิใช่ว่ากระบี่เล่มนั้นกำลังดื่มเลือด
มองไปซ้ายขวาชิ้นส่วนของผู้คนที่ล้มลงคนแล้วคนเล่า เลือดที่อาบนองไปทั่ว ส่งกลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวล กระนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจ เพราะมันมิอาจคลายความแค้นที่คนเหล่านั้นบังอาจวางยาสังหารบิดาบุญธรรมของเขา
“ท่านพ่อ!!!”
เสวียนหมิงสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
เขาคือจ้าววังเมฆาอัคคี ผู้นำสูงสุดของพรรคมารที่ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างก็ครั่นคร้าม
ข่าวความโหดเหี้ยมเลือดเย็นของเขาแพร่สะพัด ในคืนที่เขายึดครองวังเมฆาอัคคี ด้วยอายุเพียงยี่สิบสามในตอนนั้น เขากลับเข่นฆ่าคนในพรรคอย่างไม่ปรานีแล้วครอบครองตำแหน่งท่านจ้าว โดยไม่สนใจคำครหาใดๆ
จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาถึงห้าปีครึ่งแล้ว แต่เขาไม่อาจลืมเหตุการณ์เหล่านั้นลงไปได้เลย
ว่ากันว่าที่เขาทำเช่นนี้ เป็นเพราะเขาต้องการแก้แค้นให้อดีตจ้าววังอย่างหลี่เฟิงเสวียน ผู้ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรม เนื่องมาจากในตอนที่เขารับตำแหน่งผู้คุมกฎ และออกไปปฏิบัติภารกิจของพรรคอยู่นั้น หลี่เฟิงเสวียนถูกวางยาและถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม
ภายในคืนเดียวหลังจากที่เสวียนหมิงกลับเข้าพรรค เขาฆ่าคนในพรรคให้ตายตกตามกันไปถึงร้อยกว่าคน จับผู้บงการกรอกยาพิษชนิดเดียวกันที่เขาใช้กับหลี่เฟิงเสวียนด้วยตัวเอง แล้วนั่งมองคนผู้นั้นตายลงช้าๆ ด้วยดวงตาว่างเปล่า
หลี่เฟิงเสวียนเป็นบิดาบุญธรรมที่เสวียนหมิงให้ความรักและความเคารพเป็นอย่างมาก เพราะในตอนที่เขายังเด็กเขา และลั่วอิงยี่ผู้เป็นมารดาที่ตั้งครรภ์ ได้รับการช่วยเหลือจากหลี่เฟิงเสวียน
บิดาที่แท้จริงของเขาคือจางหย่วนจิน ซึ่งเป็นหมอสมุนไพรที่เก่งที่สุดในเมืองหลวง แต่เพราะเรื่องราวการแก่งแย่งชิงดีในอดีตของราชสำนักทำให้จางหย่วนจินถูกฆ่า ซึ่งเสวียนหมิงและลั่วอิงยี่ ก็ได้หลี่เฟิงเสวียนกับเหยียนหว่านเอ๋อเป็นคนช่วยเหลือออกมาจากการคุมขัง
เหยียนหว่านเอ๋อมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา ไม่มีถ้อยคำใดสามารถอธิบายตัวตนของนางได้ เพราะนางปรากฏตัวขึ้นในตอนที่จางหย่วนจินยังไม่แต่งงานกับลั่วอิงยี่
อีกทั้งนางยังเป็นอาจารย์ของจางหย่วนจิน ทว่านางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากอยู่กับทั้งสองได้ไม่กี่ปี หลังจากนั้นหลายปีนางก็ปรากฏกายขึ้นอีก โดยที่รูปลักษณ์ของนางไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิด แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปี
นางจำกัดการไปมาของตัวเองว่า ‘นักเดินทางข้ามเวลา’
ในตอนที่เหยียนหว่านเอ๋อพาหลี่เฟิงเสวียนเข้าไปช่วยทั้งสองออกมา แม้เสวียนหมิงจะสูญเสียน้องที่ยังไม่ได้ลืมตามาดูโลก ทว่าสองแม่ลูกก็นับว่ารอดมาได้
