บทที่ ๗ อสูรงูเกล็ดครามตาเดียว
หลังจากที่ฝึกวรยุทธ์จนสามารถควบคุมพลังปราณให้ไหลเวียนได้อย่างมั่นคง หลี่ไป๋ถิงก็หยิบเอาโอสถฟื้นฟูเม็ดสีฟ้าใสขึ้นมา ก่อนจะโยนเข้าปากอย่างไม่ลังเล เพียงครู่เดียว พลังที่เคยเหือดแห้งจากการฝึกหนักพลันถูกฟื้นฟูจนเต็มเปี่ยม ร่างบางรับรู้ได้ถึงความกระปรี้กระเปร่า รู้สึกสดชื่นตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า ราวกับเพิ่งตื่นจากการหลับลึกนานนับวัน
นางหยิบห่อผ้าที่หลี่ซ่างหยวนเตรียมไว้ให้ก่อนออกจากบ้าน ทันทีที่เปิดออกมาก็เผยให้เห็นข้าวห่อใบไม้ที่ยังคงอุ่นเล็กน้อย ข้างในเป็นข้าวผสมถั่วและเศษเนื้อแห้งหมักพริกไทยดำ กลิ่นนั้นหอมจนชวนให้น้ำลายสอ ทำเอาท้องน้อย ๆ เริ่มส่งเสียงร้องประท้วง หลี่ไป๋ถิงเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร ก่อนจะลงมือกินด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
“ฝีมือของอาหยวนคงจะพัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้วสินะ” นางพึมพำพร้อมรอยยิ้มบาง
เมื่ออิ่มท้องแล้ว หลี่ไป๋ถิงไม่รอช้า ลุกขึ้นปัดเศษใบไม้ออกจากชายกระโปรง ก่อนจะเดินลึกเข้าไปในป่าต่อเพื่อเสาะหาสมุนไพรล้ำค่า ระหว่างที่สำรวจพื้นดินและสภาพแวดล้อมรอบตัว นางก็รู้สึกถึงพลังปราณจาง ๆ แผ่ออกมาจากใต้โขดหินหนึ่ง
หลี่ไป๋ถิงขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ใช้มือแหวกตะไคร่น้ำและเศษไม้แห้งที่ปกคลุมอยู่ พอลองขุดลึกลงไปเพียงหนึ่งช่วงมือ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้นางเบิกตากว้าง
“โสมภูเขา และยังมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี!”
รากโสมสีทองอ่อนมันวาวส่งกลิ่นหอมแรงจาง ๆ แสดงให้เห็นถึงพลังปราณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน หลี่ไป๋ถิงใช้มีดสั้นเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขุดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รากเสียหายแม้แต่น้อย จากนั้นจึงเก็บเข้าไปในมิติสวรรค์ทันทีด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
"สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ น่าจะสามารถหลอมโอสถเสริมรากฐานระดับกลางได้เลยทีเดียว ลองหาเพิ่มอีกสักหน่อยดีกว่าจะได้นำไปขาย"
เมื่อสมุนไพรได้มามากพอสมควร หลี่ไป๋ถิงจึงเบนเป้าหมายต่อไปคือ ป่าสัตว์อสูร!
นางหลับตาลง ตั้งสมาธิ กลั่นลมหายใจ ก่อนจะเคลื่อนไหวด้วยวิชาตัวเบา เร้นเงาในลม ซึ่งเพิ่งเรียนรู้มาไม่กี่ชั่วยาม ร่างบางของนางเคลื่อนไหวเงียบงันไร้เสียงราวกับสายลมพัดผ่าน แฝงตัวไปตามพุ่มไม้ และเร้นกายเข้ากลืนกับธรรมชาติ
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางป่า ความรู้สึกกดดันจากพลังของสัตว์อสูรก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ กับเสียงคำรามในระยะไกลดังแว่วมาเป็นระยะ แต่นางมิได้หวั่นไหว สายตาคมกริบจับจ้องไปยังเงาวูบไหวที่เคลื่อนผ่านพุ่มไม้ด้านหน้า
ไม่นาน นางก็พบเป้าหมายอสูรหมาป่าขนดำสามหาง ตัวขนาดใหญ่กว่าเสือธรรมดาเล็กน้อย ดวงตาสีเหลืองสว่างเรืองขึ้นในเงามืด
หลี่ไป๋ถิงประเมินศัตรูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ออกหนึ่งกระบวนจาก หมัดกระแสพฤกษา เสริมด้วยพลังปราณที่แผ่ลงพื้น พืชเถาเลื้อยพุ่งขึ้นจากพื้นดินพันขารวดเร็ว ก่อนนางจะเคลื่อนกายเข้าไปใกล้ พลิกตัวหลบอย่างคล่องแคล่วแล้วฟาดฝ่ามือลงบนศีรษะของมัน เสียง
"ครืน!"
ดังขึ้นพร้อมกับฝุ่นควันตลบ ไม่นานนัก อสูรหมาป่าก็ล้มลงกับพื้นโดยไม่ทันได้ขู่เป็นครั้งที่สอง ร่างของมันยังคงอุ่นและสดใหม่
"พอเหมาะพอดี...เนื้อของมันใช้ต้มซุปได้ดี บำรุงกำลังยิ่งกว่ากวางป่าธรรมดาหลายเท่า"
หลี่ไป๋ถิงรีบเก็บร่างของมันเข้าไปในมิติสวรรค์ เพื่อคงสภาพความสดไว้โดยไม่ลังเล
เมื่อได้สมุนไพรล้ำค่าและเนื้อสัตว์อสูรอย่างที่ตั้งใจ หลี่ไป๋ถิงก็มองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ลมหายใจยาวช้าอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างพึงพอใจ
“วันนี้...ถือว่าได้ผลไม่น้อย”
แสงสุดท้ายของวันทอดเงายาวลงบนผืนป่ารกร้าง เสียงลมพัดใบไม้ไหวเบา ๆ แต่บรรยากาศกลับไม่ได้สงบอย่างที่ควรจะเป็น หลี่ไป๋ถิงกำลังจะหมุนตัวเตรียมพร้อมกลับบ้านหลังจากจัดการกับหมาป่าขนดำสามหางสำเร็จ ทว่าก่อนที่นางจะได้เร้นกายหายไปในพุ่มไม้ เสียงหึ่งต่ำลึกของบางสิ่งบางอย่างก็สะท้อนขึ้นจากเบื้องหลัง
ครืด ครืด!
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ลอยแตะจมูกพร้อมแรงกดดันมหาศาลที่เหมือนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย นางหันกลับไปช้า ๆ แต่แล้วดวงตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ ให้ตายเถอะ! นี่มัน...
อสูรงูเกล็ดครามตาเดียว สัตว์อสูรระดับกลางขั้นสูง กำลังเลื้อยผ่านพงหญ้าสูงเข้ามาหานาง มันสูงเท่าชายสามคน ยาวกว่าเกวียนสามคันเกือบต่อกันได้ พื้นเกล็ดสีน้ำเงินเข้มสะท้อนแสงเย็นเยียบจากฟ้า ดวงตาเดียวสีแดงฉานจ้องมองมาด้วยความดุร้าย แววตานั้นกลับแฝงไปด้วยความ อาฆาต และ หิวกระหาย
“ข้าเพิ่งพูดไปเองนะว่าได้ของพอแล้ว ลืมเผื่อใจเลยว่าโชคข้าอาจจะโชคดีเกินไป!” หลี่ไป๋ถิงกัดฟันเบา ๆ แต่สายตาไม่หลบเลี่ยง งูอสูรส่งเสียงขู่ลั่น แล้วพุ่งเข้าหานางราวกับสายฟ้า!
ฟึ่บ!
หลี่ไป๋ถิงกระโดดหลบด้วย วิชาตัวเบาเร้นเงาในลม ร่างของนางแทบจะหายไปกับเงามืด พริบตาเดียวก็มาปรากฏอีกด้านหนึ่ง แม้ว่าจะหลบได้ ทว่าหางของมันก็สะบัดใส่พื้นจนดินปลิวกระจาย แรงกระแทกสั่นสะเทือนจนนางต้องทรุดเข่าลงนิดหนึ่ง
“พลังมันมหาศาลเกินกว่าหมาป่าขนดำมากนัก แบบนี้ต้องจัดเต็ม” นางสูดลมหายใจลึกก่อนตั้งท่า
ทันใดนั้น...
“หมัดกระแสพฤกษา รูปแบบที่สอง พฤกษาพิโรธ!”
ฝ่ามือเรียวประทับพื้น ปราณธรรมชาติพวยพุ่งออกจากฝ่ามือทันที เถาวัลย์ขนาดใหญ่หลายเส้นพุ่งขึ้นจากพื้นราวกับอสูรแห่งพงไพร ม้วนเข้าพันลำตัวของงูเกล็ดครามอย่างรุนแรงจนมันแผดเสียงคำรามลั่น
“แฮ่กกกกกกก!!”
มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ฟาดหางไปทั่ว หินผาแตกกระจาย พื้นดินถูกแหวกเป็นทาง ลมแรงพัดกระหน่ำในทุกทิศ! หลี่ไป๋ถิงสบโอกาส! นางพลิกตัวขึ้นฟ้า ใช้แรงส่งจากเถาวัลย์ กระโดดขึ้นเหนือหัวงู ดวงตาเป็นประกายเยือกเย็น ก่อนจะชูฝ่ามือขึ้นเหนือหัว รวบรวมปราณเข้าไว้จนเกิดเป็นลำแสงสีเขียวอมทอง
“ฝ่ามือสะบัดพฤกษา!”
ฝ่ามือฟาดลงตรงหว่างตาของงูอสูรอย่างแม่นยำ เสียงระเบิดเล็ก ๆ ดังขึ้นตอนปลายฝ่ามือกระทบกับเกล็ดของมัน คลื่นพลังปลดปล่อยออกเป็นวงกว้าง งูเกล็ดครามตาเดียวตัวนั้นกระตุกแรง ๆ แล้วแน่นิ่งไปในที่สุด ฝุ่นผงลอยคลุ้ง เถาวัลย์รอบตัวสลายกลับคืนสู่พื้นป่าราวไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
หลี่ไป๋ถิงยืนนิ่งท่ามกลางซากแห่งความพินาศ ลมหายใจหนักแต่มั่นคง เหงื่อชุ่มขมับ แต่นัยน์ตาสว่างไสว
“ฟู่! ข้าทำได้ เกือบไปแล้ว เกือบจะไม่รอด” ร่างบางพร่างพรูลมหายใจออกมาอย่างแรง ด้วยความโล่งอก
ร่างของงูอสูรถูกเก็บเข้าในมิติสวรรค์ทันที เป็นอีกหนึ่งของล้ำค่าทั้งเนื้อ เลือด และเกล็ดที่ใช้หลอมโอสถขั้นสูงได้หลายชนิด
เมื่อทุกอย่างสงบลง ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเข้าสู่ยามสนธยา หลี่ไป๋ถิงหันหลังกลับ อีกทั้งยังสะบัดชายเสื้อในขณะมุ่งหน้าออกจากป่า
แต่ภายในความเงียบสงัด...ดวงตาสีเลือดอีกคู่หนึ่ง กลับจ้องมองตามหลังนางจากยอดไม้ไกลลิบ พร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไร้รูปร่าง
“เด็กสาวผู้นั้น... ไม่ธรรมดาแล้วสินะ”