บท
ตั้งค่า

บทที่ ๖ ฝึกฝน

ตกดึกคืนนั้น

หลี่ไป๋ถิงกำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ แต่หูกลับได้ยินเสียงเรียกของใครบางคนดังเข้ามาในโสตประสาท รบกวนการนอนหลับพักผ่อน คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันแน่น พลันเริ่มหงุดหงิดใจ ใครมันมารบกวนการพักผ่อนกลางดึกของนางกันนะ อย่าให้รู้เชียวว่าใคร ไม่งั้น...

“ไม่งั้นอะไรรึ? นังหนู”

“เอ๊ะ! ทำไมเสียงมันถึงได้คุ้นหูจังเลย เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”

“แน่นอนว่า เจ้าย่อมเคยได้ยินมาก่อน อะไรกันข้าเพิ่งส่งเจ้ามาไม่เท่าไหร่ ก็ลืมไปแล้ว” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายน้อยอกน้อยใจ ทว่ากลับมีความเย้ยหยันอยู่ในตัว

เหมือนว่าหลี่ไป๋ถิงพอจะเดาได้แล้วว่าผู้ใด เหอะ! ตาแก่นั่นแน่ ๆ มีอยู่คนเดียว ดีเลยมาโดยไม่ต้องถามหา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตาม

“ท่านมาก็ดีเลย รู้ไหมว่ามันเจ็บ ดีดมาได้ นั่นมือหรือเท้าเจ้าคะ”

“อยากลองกับฝ่าเท้าข้าก็ไม่บอก จะเอาไหมล่ะ ข้าจะได้จัดให้”

“ไยท่านทำตัวเหมือนพวกนักเลงเข้าไปทุกทีแล้วล่ะ”

“มิใช่เจ้าหรอกหรือ ที่พาข้าเป็นเช่นนี้”

“เดี๋ยวก่อนนะตาแก่ ไม่ใช่ว่าท่านเป็นเองตั้งแต่แรกแล้วมาโทษข้าหรอกนะ” ร้ายกาจ! จะร้ายกาจเกินไปแล้วตาแก่คนนี้

“หึ...” ชายชราแค่นเสียงในลำคอ ก่อนเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างเย่อหยิ่ง แววตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิและท้าทาย

หลี่ไป๋ถิงขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม พลางพลิกตัวอย่างหงุดหงิด ท่ามกลางความฝันอันเลือนราง ก่อนที่ภาพรอบตัวจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปกลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มีลำธารใสไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้า และภายใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร ชายชราผมขาวยาวสลวย อยู่ในชุดคลุมสีเทาอ่อนดูเก่าแต่สะอาด กำลังนั่งจิบชาอยู่ด้วยท่าทางวางอำนาจเหลือร้าย

“อะแฮ่ม! เจ้าเด็กดื้อ มายืนหน้าบูดทำไม อยากจะเรียนรู้สิ่งที่ข้ามีหรือไม่เล่า?”

“เรียนรู้หรือเจ้าคะ? ท่านเรียกข้ามากลางดึกเพื่อมาบอกเรื่องนี้เนี่ยนะ” หลี่ไป๋ถิงยกมือขึ้นกอดอก สีหน้าไม่ประทับใจนัก “ตอนนี้ข้ากำลังนอนฝันถึงข้าวกระบอกย่างเนื้อไก่ป่าอยู่เลย!”

ชายชราหัวเราะเบา ๆ อย่างพอใจ “เจ้าฝันถึงของกิน ในขณะที่เจ้าถือมิติสวรรค์อยู่กับตัว ข้านี่ล่ะน้อยใจแทนมันจริง ๆ”

“มิติสวรรค์?” หลี่ไป๋ถิงเลิกคิ้ว “อย่าบอกนะว่าสิ่งที่ท่านมอบให้ข้าตอนเกิดใหม่คือ...”

“ใช่แล้ว” ชายชราพยักหน้า มือหนึ่งวางถ้วยชา อีกมือชี้ไปที่กลางอกของนาง “เจ้าเพียงตั้งสมาธิ จิตสงบ แล้วจะสามารถเข้าถึงมิตินั้นได้ มันเป็นมิติส่วนตัว ด้านในนั้นมีทั้งพื้นที่สำหรับฝึกฝน ห้องหลอมโอสถ สวนสมุนไพร รวมถึงบันทึกของข้า ลูกท้อสวรรค์ น้ำวารีสวรรค์ และอื่น ๆ อีกมากมาย”

“ของท่าน? อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่ ข้าเขียนไว้หมดแล้ว ตั้งแต่เรื่องสมุนไพรหายาก วิธีหลอมโอสถระดับสูง คัมภีร์วรยุทธ์โบราณ เจ้าจะค่อย ๆ เข้าถึงมันได้ตามลำดับ หากใช้สมองมากกว่าปากนะ เจ้านังหนู”

“โอ้ ขอบคุณค่ะ ท่านตาแก่ผู้เย่อหยิ่ง!” หลี่ไป๋ถิงกลอกตาให้พลางยิ้มมุมปาก แต่แววตาเริ่มจริงจังขึ้นอย่างชัดเจน “แล้วข้าจะเริ่มฝึกจากอะไร?”

“สมุนไพรง่าย ๆ ก่อน เจ้าเก่งด้านนี้อยู่แล้ว ข้าจะสอนการจำแนกพลังปราณในสมุนไพร พลังธาตุ และวิธีผสมที่แม่นยำขึ้น ส่วนโอสถ เจ้าจะต้องเรียนรู้ขั้นพื้นฐานก่อนลงมือหลอมเอง”

เขาลุกขึ้นพลางสะบัดมือไปในอากาศ ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นห้องบรรจุสมุนไพรหลากหลายชนิด สีสัน กลิ่น และพลังปราณที่แผ่ออกมาแตกต่างกันชัดเจน

“อย่างแรก สมุนไพรที่มีพลังธาตุไฟมักจะมีสีแดงเข้มจนออกส้ม มีกลิ่นฉุนร้อน ให้ผลดีในการฟื้นพลังปราณภายในแต่ระคายกระเพาะ ถ้าไม่จับคู่กับสมุนไพรธาตุน้ำจะเกิดผลข้างเคียง...”

หลี่ไป๋ถิงจ้องตามจริงจังทันที จดจำทุกคำอย่างตั้งใจ

“เดี๋ยวก่อน แล้ววรยุทธ์ล่ะ?” นางถามขึ้นหลังจากจดจำสมุนไพรหลายชนิดได้พอสมควร

ชายชราเลิกคิ้วก่อนเผยยิ้มลึกลับ “สำหรับวรยุทธ์ ข้ายังไม่ไว้ใจเจ้าพอที่จะมอบมันทั้งหมด”

“หา?!!”

“เพราะเจ้าพูดมากต่างหากเล่า! ฮ่า ๆ ๆ” เสียงหัวเราะของชายชราดังกึกก้องขณะเขาหายตัวไปราวสายหมอก

“ตาแก่!!! กลับมานะ! ท่านยังสอนข้าไม่จบเลย!” หลี่ไป๋ถิงตะโกนไล่หลังอย่างคนหัวเสีย ก่อนจะรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองกำลังร่วงหล่นกลับสู่ความมืดของการนอนหลับอีกครั้ง

รุ่งเช้า

แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ หลี่ไป๋ถิงสะดุ้งตื่นจากความฝันที่ยังตรึงอยู่ในความรู้สึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงนางยกมือแตะหน้าอกเบา ๆ ราวกับสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังบางอย่างที่กำลังไหวระริกอยู่ภายในลึกสุดของจิตใจ

“งั้น เรื่องเมื่อคืนคงไม่ใช่แค่ความฝันสินะ” นางพึมพำกับตนเอง แววตาเปล่งประกายด้วยความรู้สึกใหม่ที่ทั้งตื่นเต้นและดีใจ

ไม่นานนัก นางก็ลุกขึ้นจากเตียง แต่งตัวด้วยชุดเรียบง่ายสีซีดที่คุ้นตา ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนเล็ก ๆ เข้าร่วมมื้อเช้ากับน้องชายทั้งสองคนที่กำลังเตรียมข้าวต้มร้อน ๆ และผักดองวางเรียงบนโต๊ะไม้หน้าบ้าน

“พี่หญิง ตื่นเช้าจังวันนี้” หลี่ซ่างหยวนทักขึ้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “เมื่อคืนท่านพักผ่อน หลับฝันดีหรือไม่?”

“อื้ม...หลับสบายดีเลยล่ะ” หลี่ไป๋ถิงตอบพร้อมรอยยิ้มที่พยายามกลบเกลื่อนความตื่นเต้นภายใน

หลี่ซ่างกวนเหลือบมองพี่สาวเล็กน้อย เขาสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในแววตาของนาง ที่ทั้งลึกซึ้ง มุ่งมั่น และนิ่งสงบขึ้นกว่าเดิม แต่เขาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแค่คีบผักดองใส่ถ้วยให้นางเงียบ ๆ

ระหว่างมื้อเช้า หลี่ไป๋ถิงจึงพูดขึ้นอย่างมีจังหวะ

“ข้าจะเข้าป่าวันนี้อีกครั้งนึง จะลองหาสมุนไพรที่มีราคาดีดูสักหน่อย ถ้าโชคดีข้าอาจได้พบเจอจะได้นำมันไปขายในเมือง แล้วจะซื้อน้ำมัน ข้าวสาร กับเกลือกลับมาด้วย”

“พี่หญิงจะไปคนเดียวหรือ?” หลี่ซ่างหยวนชะงัก

“แน่นอนสิ เจ้าอยู่ดูแลบ้านกับอากวนไปนะ พี่แค่เข้าไปไม่นาน ไม่ลึกมาก ข้ารู้ทางดี” นางว่าเสียงมั่นใจ

หลี่ซ่างกวนเพียงพยักหน้ารับคำ ไม่ห้าม ไม่พูดแทรก เพราะรู้ดีว่าพี่สาวที่อยู่ตรงหน้าในเวลานี้ ไม่ใช่คนที่ต้องการการปกป้องเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

“ดูแลตัวเองด้วยพี่หญิง”

“พี่รับปากเจ้า น้องรอง”

หลังจัดแจงเสร็จเรียบร้อย หลี่ไป๋ถิงสะพายตะกร้าหวายใส่อุปกรณ์และผ้าผืนหนึ่งไว้เดินเท้าเข้าไปในป่า เส้นทางคุ้นเคยที่นางใช้ในการเก็บสมุนไพรดูเงียบสงบ มีเสียงนกร้อง และแสงแดดรำไรลอดผ่านยอดไม้เป็นระยะ

นางเดินลึกเข้าไปจนเกือบถึงกลางป่า หยุดอยู่ที่บริเวณซอกหินขนาดเล็กใกล้ธารน้ำ สถานที่ปลอดภัยและค่อนข้างร่มรื่น จากนั้นจึงนั่งลงบนแผ่นหินเรียบ หลับตาลง กำหนดลมหายใจอย่างเป็นจังหวะ

“สมาธิ จิตนิ่ง และเข้าไป” นางพึมพำในใจช้า ๆ

ไม่นานนัก พลังที่อยู่ในใจพลันสั่นไหว คลื่นบางเบาเริ่มแผ่ซ่าน ร่างของนางเริ่มเรืองแสงบาง ๆ ก่อนทุกสิ่งรอบตัวจะเปลี่ยนไป

วูบบบบ

ภายในมิติสวรรค์โลกเร้นลับที่อยู่ในห้วงจิต

หลี่ไป๋ถิงสัมผัสและรับรู้ถึงสายลมอบอุ่นโบกเบา ดอกไม้เรืองแสงพลิ้วไหวอยู่รอบตัว พื้นหญ้าสีเขียวสดทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ที่กลางมิติมีลานหินกว้างล้อมรอบด้วยสมุนไพรหายากนานาชนิด พื้นที่อีกด้านเป็นเตาหลอมโอสถ และถัดไปไม่ไกลมีหอคัมภีร์สูงตระหง่าน ที่ประตูมีแสงสีทองบางเบาคล้ายกลไกเร้นลับรอให้เจ้าของไขความลับ มีทะเลสาบวารีสวรรค์ และต้นท้อสวรรค์ และผลไม้หายากอื่น ๆ เต็มไปหมด

หลี่ไป๋ถิงเบิกตากว้างอย่างทึ่ง นางรู้ทันทีว่าที่นี่คือสมบัติล้ำค่าที่เทพชราในความฝันมอบให้

“งดงามเกินไปแล้ว นี่มัน...” นางพึมพำ

แต่แล้วนางก็สลัดความตื่นตะลึงออก ก้าวเดินอย่างมั่นคงตรงไปยังหอคัมภีร์ ที่ประตูค่อย ๆ เปิดออกให้เอง

ภายในนั้น มีคัมภีร์ลอยอยู่กลางอากาศทีละเล่ม คำแรกที่ส่องประกายขึ้นมาคือ

ตำราสมุนไพรปราณเบื้องต้น

– วิชาหลอมโอสถระดับหนึ่ง การหลอมเม็ดยาเสริมพลัง

– วิชาตั้งต้นวรยุทธ์ กระบวนหมัดกระแสพฤกษา

“เริ่มจากสิ่งนี้สินะ...” หลี่ไป๋ถิงเอื้อมมือแตะตำรา แสงอ่อนสาดเข้าใจ ก่อนตัวหนังสือจะแทรกซึมเข้าสู่จิตสำนึก

ทันทีที่ตัวอักษรจากตำราเรืองแสงซึมเข้าสู่จิตใต้สำนึก หลี่ไป๋ถิงก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบถูกย่อให้กลายเป็นสายน้ำแห่งความรู้ที่หลั่งไหลเข้าสู่สมองของนาง ความเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพรนับพันชนิด ลักษณะเฉพาะ ปฏิกิริยาระหว่างพลังปราณ และคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละต้น ต่างผุดพรายขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ นางหลับตา ปล่อยให้ความรู้นั้นกลมกลืนกับตนเองโดยไม่ฝืนสกัดกั้นมันไว้

หลังจากตำราสมุนไพรจบลง ตำราหลอมโอสถก็ลอยเข้ามาแทนที่ วิชาหลอมโอสถระดับหนึ่ง การหลอมเม็ดยาเสริมพลัง

เมื่อความเข้าใจเข้าที่ หลี่ไป๋ถิงก็เปิดดวงตาขึ้นอีกครั้ง แววตาแน่วแน่และมุ่งมั่น นางหมุนตัวเดินออกจากหอคัมภีร์ ตรงไปยัง เตาหลอมโอสถ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อีกด้านของมิติ มันสร้างจากหินสวรรค์ที่เปล่งแสงอ่อนจาง ลวดลายสลักมังกรพันพฤกษาโบราณล้อมรอบ ชี้ให้เห็นว่าเตาหลอมนี้มิใช่สิ่งธรรมดา ร่างบางระหงกวาดสายตามองรอบตัว ก่อนเลือกสมุนไพรบางชนิดจากแปลงที่ล้อมรอบลานหิน

– รากชิงหยาง ใช้ล้างพิษในโลหิต

– กลีบดอกหงส์เพลิง ธาตุไฟ บรรเทาอาการหนาวเย็นภายใน

– หญ้าเมฆาเขียว ธาตุน้ำ ฟื้นฟูปราณ

“เริ่มจากโอสถสยบหมื่นพิษก็แล้วกัน” หลี่ไป๋ถิงพึมพำ แล้วเริ่มจัดเรียงสมุนไพรตามสูตร นางหลับตาตั้งจิตให้สงบ พลังปราณในกายไหลเข้าสู่ฝ่ามือ ก่อนจะผลักเข้าสู่เตาหลอมพร้อมจุดพลังเพลิงภายใน สมุนไพรเริ่มแปรสภาพ สีสันกลายเป็นของเหลวเรืองแสงที่ค่อย ๆ เคลื่อนวนตามแรงปราณในเตา

เหงื่อเริ่มผุดบนหน้าผาก แม้จะเป็นเพียงโอสถระดับหนึ่ง แต่วิธีควบคุมปราณให้สมดุลระหว่างธาตุยังคงท้าทายอยู่มาก เสียง "ปัง!" ดังเบา ๆ ขณะเปลวไฟในเตาเริ่มแปรเปลี่ยนสีเป็นเม็ดยาสีเขียวเข้มแวววาวกลิ้งออกมาในถาดหลอม

“สำเร็จ!” นางถอนหายใจอย่างโล่งอก นี่คือเม็ดยา โอสถสยบหมื่นพิษ ที่สามารถต้านพิษได้เกือบทุกชนิด แม้ว่ามันจะเป็นเพียงระดับหนึ่ง แต่มีค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

ไม่รอช้า นางเดินไปเลือกสมุนไพรอีกชุดหนึ่ง คราวนี้เพื่อหลอม โอสถชำระล้างไขกระดูก เม็ดยาที่จะช่วยชำระล้างของเสียในร่างกาย ทำให้เส้นชีพจรและพลังปราณไหลเวียนได้ดีขึ้น เป็นพื้นฐานของผู้ฝึกวรยุทธ์ทุกคน

แม้จะเหนื่อย แต่ดวงตาของหลี่ไป๋ถิงกลับเปล่งประกายขึ้นทุกครั้งที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ นางหลอมโอสถต่อเนื่องอย่างไม่หยุดมือ

– โอสถฟื้นฟู สำหรับฟื้นพลังปราณหลังต่อสู้

– โอสถระเบิดพลัง ใช้ชั่วคราวเพื่อเสริมพลังกายและปราณ

– โอสถกระจายโลหิต แก้ช้ำภายในเร่งฟื้นฟูบาดแผล

– โอสถเสริมรากฐาน สำหรับเสริมพื้นฐานการบ่มเพาะอย่างมั่นคง

เวลาภายในมิติสวรรค์ดูเหมือนว่าจะเดินช้ากว่าโลกภายนอก ทำให้หลี่ไป๋ถิงสามารถฝึกฝนได้หลายชั่วยามโดยไม่รู้สึกเหนื่อย ร่างกายของนางเริ่มรู้สึกถึงพลังปราณที่ไหลเวียนมั่นคงขึ้น เส้นชีพจรเบิกกว้างอย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อโอสถจำนวนหนึ่งถูกจัดเรียงในหีบเล็กข้างเตาหลอมแล้ว หลี่ไป๋ถิงก็ลุกขึ้นเดินไปยืนกลางลานฝึกวรยุทธ์ ดวงตาของนางแน่วแน่ พลางเอื้อมมือไปหยิบตำรา กระบวนหมัดกระแสพฤกษา ที่ลอยอยู่เหนืออากาศ วรยุทธ์ที่ประสานพลังธรรมชาติเข้ากับท่าร่างนุ่มนวลราวสายลม แต่มีกำลังซ่อนอยู่ในความอ่อนโยน

“เอาล่ะ! เริ่มฝึกได้”

นางตั้งท่าเหวี่ยงแขนช้า ๆ ฝ่ามือแหวกอากาศอย่างสงบ สอดคล้องกับลมหายใจ ท่วงท่าอ่อนช้อยแฝงไว้ด้วยพลัง และจากหนึ่งกระบวน ก็กลายเป็นสิบ จากสิบกลายเป็นร้อย อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยต่อการฝึกฝน ครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางตั้งใจฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ จนในที่สุดสายลมในมิติสวรรค์เริ่มไหวสะท้าน

ภายใต้ต้นท้อสวรรค์ กลีบดอกไม้โปรยปรายราวกับต้องการเป็นสักขีพยานในการเริ่มต้นใหม่ของหลี่ไป๋ถิง และใช่ นางฝึกมันได้สำเร็จจริง ๆ ทำเอาร่างบางฉีกยิ้มกว้างเหมือนคนบ้าอยู่นานสองนาน

“ในที่สุด ข้าก็ฝึกมันจนสำเร็จ”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel