บท
ตั้งค่า

บทที่ ๔ เจี่ยเจียคนนี้สู่ขิตแล้วเจ้าค่ะ

ลูกจันทร์ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็ตกยามบ่าย เธอจำได้ชัดเจนเลยว่าตาแก่ได้ส่งเธอมาเกิดใหม่ แต่วิธีการนั้นช่างหยาบคายไม่อ่อนโยนต่อหัวเหม่งของเธอเลยสักนิด

“ดีดมาได้ มันเจ็บนะเออ... นั่นมือหรือตีน! หนักเป็นบ้า” ร่างบางยู่ปากบ่นพึมพำอยู่ไม่นาน นัยน์ตาดอกท้อคู่งามปรายตามองไปทั่วร่องเขาที่ร่างนี้ตกลงมาก่อนหน้า อืม มีแต่ป่า และก็ป่า! ดีนะที่ฟื้นมาแล้วไม่เจอเข้ากับสัตว์หรือตัวอันตรายเข้า

“ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ต้องมาเกิดใหม่ในร่างของ ‘หลี่ไป๋ถิง’ สินะ” ร่างบางยักไหลอย่างคนปลงตกยอมรับในโชคชะตาครั้งนี้โดยมิอาจหลีกเลี่ยง แต่ก็ดีเพราะอย่างน้อยเธอก็ได้เกิดใหม่ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ไหนจะมิติสวรรค์ที่ได้มาจากตาแก่นั่นอีก ส่วนพวกหินหลากสีสันเหล่านั้นเธอเองก็ยังไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไรได้ ไว้เดี๋ยวพอถึงเวลาคงจะรู้เองแหละเนอะ คิดมากไปทำไมให้ปวดหัวตัวเอง

“แฮ่ม! อันตัวข้านั้น งดงามปานปุบผา โชคชะตาก็มิอาจจะซ่อนเร้น โอ้สวรรค์ท่านก็ยังเล่นตลกกับข้า ไยถึงปล่อยให้ข้ามาใช้ชีวิตแสนรันทดเช่นนี้กัน เฮ้อ…” ถึงไม่อยากจะยอมรับ แต่นั่นแหละมันเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้วในตอนนี้

“อย่างน้อย ก็ยังดีกว่ากลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเหมือนก่อนหน้านี้ จากความทรงจำของร่างนี้แล้ว เกรงว่าคงต้องไปหาเสบียงติดไม้ติดมือกลับบ้านสักหน่อย มีหวังกลับบ้านไปในสภาะแบบนี้คงได้กินน้ำเปล่าประทังชีวิตแน่นอน ไหนจะมีน้องชายอีกตั้ง 2 คนที่ต้องดูแลเลี้ยงดู ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”

ไม่รอช้าหลี่ไป๋ถิงก็หาลู่ทางวางกับดัก และเดินหาผักป่า ผลไม้ป่า ดวงตากลมโตสดใสสอดส่องไปทางขวาที ซ้ายทีอย่างกระตือรือร้น ในใจก็ได้แต่ภาวนาวิงวอนต่อสวรรค์ให้ตัวเองนั้นมีโชคลาภ แต่เหมือนว่านางจะลืมไปหรือเปล่าว่าตนเองนั้นมีมิติสวรรค์อยู่กับตัว โดยไม่ต้องภาวนาอ้อนวอนขอผู้ใด ร่างบางยังคงไม่ย่อท้อตั้งอกตั้งใจหาอาหาร แต่แล้วเหมือนสวรรค์จะเข้าข้างนางอยู่บ้าง เมื่อห่างตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่แสนจะคุ้นตานาง ดวงตากลมโตเบิกโพลงฉายแววตื่นเต้นด้วยความยินดี ฝ่ามือเล็กหยาบกร้านยื่นไปสัมผัสต้นหัวมันตรงหน้าด้วยมือสั่นเทา

“เอ๊ะ! นั่นมันมิใช่ว่าเป็นต้นหัวมันหวานหรอกหรือ? สวรรค์ในที่สุดข้าและน้อง ๆ ก็ไม่อดตายแล้ว” หลี่ไป๋ถิงอุทานออกมา น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ

ร่างบางหันไปหากิ่งไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เพื่อนำมันมาเป็นตัวช่วยในการขุด หลี่ไป๋ถิงนั่งยองยองสองมือกำไม้ขนาดพอดีมือเอาไว้แน่น ก่อนจะลงมือขุดหัวมันหวานอย่างขมักเขม้น ผ่านไปสองเค่อนางก็ได้หัวมันหวานมาเกือบสิบหัว แต่ละหัวนั้นมีขนาดใหญ่ทำเอาร่างบางยิ้มแฉ่งด้วยความพอใจ ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ สายลมพัดพาหอบเอากลิ่นดอกไม้หอมอบอวลฟุ้งกระจายไปทั่ว ร่างบางเอนพิงต้นไม้ใหญ่พลางมองภาพบรรยากาศเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ ถึงแม้จะเป็นป่าแต่ภาพตรงหน้ากลับมีทุ่งหญ้าและทุ่งดอกไม้ซ่อนอยู่กลางป่า ช่างเป็นทิวทัศน์ที่หาได้ยากยิ่ง

สภาพแวดล้อมเหล่านี้บ่งบอกได้ดีเลยว่า ผืนป่านั้นล้วนอุดมสมบูรณ์ และแน่นอนว่าผืนป่านี้มีทั้งอันตรายรวมไปถึงทรัพย์สมบัติของป่าซ่อนอยู่ หากใช้ชีวิตให้ดีทั่วทั้งผืนป่าแห่งนี้ล้วนมีแต่อาหารที่อุดมสมบูรณ์ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย แต่นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดชาวบ้านเหล่านั้นถึงได้ใช้ชีวิตคล้ายคนไม่มีจะกิน ทั้งที่ในป่าก็มีอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นผลไม้ป่า ผักป่าและรวมไปถึงสัตว์ป่าทั้งหลาย แม้จะเข้าใจได้ว่าการล่าสัตว์อาจจะไม่ได้ง่ายดายนัก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องยากจนเกินไป

แม้แต่ในลำธารก็ยังมีพวกกุ้ง หอย ปู ปลาให้จับมากินเป็นอาหาร หรือว่าคนที่นี่เขาจะกินกุ้งกินหอยไม่เป็น หากเป็นไปตามที่คิดแบบนี้ก็น่าเสียดาย เพราะพวกมันล้วนแต่เป็นของอร่อยทั้งนั้น

ขณะที่นั่งพักให้หายเหนื่อย นางก็นั่งขบคิดทบทวนวางแผนการใช้ชีวิตต่อจากนี้ ว่าทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น อันดับแรกคงเป็นเรื่องเงิน รองลงมาก็คือเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว ให้ตายอย่างไรนางก็ไม่ยอมอดมื้อกินมื้อแน่นอน ให้กินข้าววันละหนึ่งมื้อนี่ไม่เท่ากับทรมานนางให้ตายหรอกหรือ มิหนำซ้ำข้าวหนึ่งมื้อจะเรียกว่าข้าวก็ไม่ใช่ ต้องเรียกว่าวิญญาณข้าวต้มเสียมากกว่า

แต่ก็เอาเถอะในเมื่อสวรรค์ส่งนางมาแล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยให้น้องชายทั้งสองคนต้องอดตายหรือปล่อยให้หิวโซอีกต่อไปแล้ว จากความทรงจำของหลี่ไป๋ถิงคนเก่าบ่งบอกได้ว่าน้องชายของนางทั้งสองคนนั้น เป็นคนที่มีความอดทนและขยันขันแข็ง แม้จะรู้สึกหิวโหยมากแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยปริปากพูดออกมา หากเป็นเด็กยุคก่อนที่นางจากมาเกรงว่าคงทำอะไรไม่เป็นและไม่มีความอดทนขนาดนี้ ในขณะที่เด็กยุคนี้ต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย แตกต่างจากเด็กยุคก่อนที่มีพ่อแม่เลี้ยงดูยิ่งกว่าไข่ในหินทำงานแทบจะไม่เป็น ต่อให้ทำงานหนักแต่ก็ยังมีข้าวสามมื้อให้กิน ผิดกับเด็กที่นี่ต่อให้ทำงานหนักแทบตาย ต่อให้ขยันสักแค่ไหน หากว่าครอบครัวลำเอียงหรืออาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่ไม่รักใคร่ ก็เหมือนใช้ชีวิตอยู่ในนรกดี ๆ นี่เอง บางครอบครัวรักลูกชายมากกว่าลูกสาว บ้างก็รักลูกชายคนโตมากกว่าลูกคนอื่น ๆ บางครั้งก็รักลูกสาวมากกว่าลูกชาย

อาหารการกินก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวของหลี่ไป๋ถิงเอง ตอนที่ยังมีบิดามารดาอยู่เด็กทั้งสามคนไม่เคยต้องอดอยาก มีเนื้อให้กินอยู่บ่อยครั้ง เพราะบิดาเป็นคนเข้าป่าไปล่าสัตว์ด้วยตนเอง ทว่า หลังจากที่บิดาและมารดาหายตัวไป ป้าสะใภ้อย่างหรูอัน ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเด็กทั้งสาม ช่วงแรกนางยังคงรักษาภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่มีเมตตา แต่พอนานเข้าธาตุแท้ของนางก็เริ่มออกมา เริ่มไล่ให้สามพี่น้องไปทำงานที่แปลงนา หาฟืน ทำกับข้าวและดูแลทำความสะอาดบ้านและงานอื่น ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องการหาบน้ำจากริมลำธารขนมาใส่โอ่งที่บ้าน หากวันไหนใครคนหนึ่งทำงานไม่เสร็จอย่างที่นางต้องการ หรูอันก็จะลงโทษพวกนางด้วยการอดอาหาร

ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่ลุงใหญ่กับญาติผู้พี่ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ทั้งสองล้วนดีกับพวกนางสามคนพี่น้องเป็นอย่างมาก มักจะแอบนำอาหารบางส่วนมาให้พวกนางได้กินพอประทังชีวิต สำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับพวกนางสามพี่น้องแล้ว ลุงใหญ่กับญาติผู้พี่เปรียบเสมือนแสงสว่างในความมืดมิดของพวกเขา

“ไว้อนาคตข้างหน้า หากข้าตั้งตัวตั้งหลักได้แล้วและมั่งมีขึ้นมา หลี่ไป๋ถิงผู้นี้จะไม่ลืมบุญคุณของลุงใหญ่และญาติผู้พี่อย่างแน่นอน” ร่างบางระหงให้คำมั่นสัญญากับตัวเองอย่างหนักแน่น อีกไม่นานมันจะต้องเป็นจริง เมื่อตั้งมั่นแล้วย่อมต้องทำให้ประสบผลสำเร็จ แต่... เอ๊ะ! เหมือนจะลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ช่างมันเถอะ! ถึงเวลาประเดี๋ยวก็นึกออกเอง คิดมากไปใช่ว่าจะคิดออกเสียเดี๋ยวนั้น

หลี่ไป๋ถิงส่ายหัวไปมา สลัดความคิดต่าง ๆ ทิ้ง ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปอีกด้านที่นางได้วางกับดักล่าสัตว์เอาไว้ เด็กสาวเดินไปตามทางอย่างร่าเริง พลางกระโดดโลดเต้นไปมา เพียงครู่เดียวก็มาถึงจุดหมายแรก ปรากฎว่าบ่วงเถาวัลย์ที่นางทำไว้ดักกระต่ายตัวอวบอ้วนได้หนึ่งตัว ใครจะไปคาดคิดว่ากับดักที่นางเคยดูสารคดีจากโลกก่อนมันจะได้ผลขนาดนี้ ดวงตากลมโตฉายแววประหลาดใจเป็นอย่างมาก หากกับดักแรกเห็นผลขนาดนี้ แสดงว่าที่เหลือส่วนอื่น ๆ ก็มีหวังเช่นกันสินะ สมแล้วที่ป่าแห่งนี้เขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์

“ชักอยากจะรู้เสียแล้วสิ ว่าหลังจากนี้จะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไป” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อเดินไปถึงกับดักอันต่อไป กลับพบว่ามีทั้งไก่ป่าและกระต่ายมาติดอีกจำนวนหลายตัว ทำเอานางฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เพียงเท่านี้ก็ไม่อดตายแล้ว เพราะฉะนั้นกลับบ้านได้

หลี่ไป๋ถิงค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากผืนป่าอันเงียบสงบ ก่อนจะเริ่มการเดินทางกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและเรื่องราวความทรงจำของร่างเก่า

“ข้าใกล้จะได้เจอกับน้องชายทั้งสองคนแล้ว ดีใจชะมัดเลย หุหุหุ”

เข้าสู่ยามเว่ย (13.00 – 14.59 น.)

เมื่อนางกลับมาถึงบ้านได้เห็นใบหน้าของน้องชายทั้งสองอย่างชัดเจน ทำเอาขอบตาแดงระเรื่อ น้ำตาพร้อมที่จะทะลักออกมาตลอดเวลา ลมหายใจติดขัดและหนักหน่วง หัวใจกระตุกอย่างรุนแรงสองเข่าอ่อนยวบ ร่างบางค่อย ๆ ปล่อยกายทรุดลงกับพื้น ก่อนอุทานออกมาเสียงไม่ดังนัก

“ไอหยา! ไยข้าถึงได้มีน้องชายหล่อเหลาขนาดนี้ สวรรค์เจี่ยเจียคนนี่สู่ขิตแล้วเจ้าค่ะ เฮือก!”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel