บทที่ ๒ ไม่ยอมขาดทุน
“อีเหี้ย! แม่ร่วงหมด!!”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นด้านหลัง ทำเอาร่างเพรียวระหงสะดุ้งตัวโยน จนเผลอทำหินในมือร่วงหล่นไปครึ่งหนึ่ง ก่อนจะหันไปตวัดตามองตามเสียงที่ดังขึ้นอย่างขุ่นเคือง ฮึ่ม! คนกำลังจะใส่ลงในกระเป๋าใกล้จะหมดอยู่แล้วเชียว ขัดจังหวะจริง ๆ
“ข้าถาม ว่าเจ้ากำลังคิดทำสิ่งใด! มิได้ยินหรือ?”
แล้วตาแก่นี่จะตะเบ็งเสียงเฮ็ดหยัง ไม่กลัวเจ็บคอบ้างหรือไงนะ “ก็ได้ยินอยู่นะคะ” พูดจบร่างบางก็ยักไหล่เล็กน้อย พลางมองสำรวจชายแก่ตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา
อืม... หนวดเครารกรุงรัง อีกทั้งทั้งศีรษะยังขาวโพลนไปทั่วหัว รวมไปถึงหนวดและเครายาวเฟื้อยนั่นอีกด้วย ถึงจะเป็นอย่างนั้น เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่กลับดูสูงส่งสง่างาม ต่อให้มองผ่าน ๆ ก็รู้ได้ในทันที ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหน้าตา บอกได้คำเดียวเลยว่า... “แก่!!” แก่ จริง ๆ นะ ไม่ใช่ แก่ เล่น ๆ ดูแล้วอายุอานามคงไม่น้อยกว่าพันปี กระดงกระดูกคงเริ่มผุพังบ้างแหละ อายุปูนนี้แล้ว ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ
“หากได้ยินแล้ว ไยถึงไม่ตอบข้า!” ฮึ่ม!! โดยเฉพาะคำว่า แก่ แค่นางคิดในใจเบา ๆ ก็เจ็บ แถมยังย้ำไปตั้งหลายรอบ
“ขี้เกียจอ่ะ!”
“เพ้ย! สตรีหน้าตายนางนี้ ไยถึงพูดจาไม่เข้าหูเช่นนี้”
“อ้าว! ถ้าไม่เข้าหู แล้วมันจะได้ยินเหรอคะ” แก่แล้ว สมองยังจะไม่ดีอีก น่าสงสารดีแท้ จิ๊จิ๊จิ๊!
“ช่างเอ่ยวาจา ชวนให้ผู้อื่นทุบตีเสียจริง”
“ถ้างั้น ฉันก็ชิงทุบตีคนอื่นก่อนก็จบเรื่องแล้ว มันจะไปยากอะไร!!”
"จะ... เจ้า เจ้า!"
“ฉัน ทำไมเหรอคะ” ลูกจันทร์ลอยหน้าลอยตาถาม พลางเบะปากใส่ชายชราอย่างไม่หวั่นเกรง
“เฮ้อ... ช่างมันเถอะ” ยิ่งต่อปากต่อคำกับนาง ข้าก็ยิ่งเหมือนคนบ้าเข้าไปทุกที อยู่มานานนับพันปียังไม่เคยเจอผู้ใดเหมือนนางเลยสักคน เกรงว่าครั้งคงเป็นคราวเคราะห์ของเขาเสียแล้ว
“ว่าแต่... ที่นี่ที่ไหนเหรอคะ” ลูกจันทร์ไม่ลืมที่จะเอ่ยถามความข้องใจ
“ที่นี่คือช่องว่างมิติของข้าเอง” เขากล่าวพลางลูบเคราขึ้นลงอย่างเบามือ
เอ๊ะ! ช่องว่างมิติ ทำไมรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เพียงพริบตาลูกจันทร์ถึงกับตาเบิกกว้างเป็นประกายวาววับ เมื่อนึกถึงสิ่งนั้นที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง “อย่าบอกนะว่า...”
“เป็นอย่างที่เจ้าคิด หึหึหึ” เป็นอย่างไรเล่า ข้าคนนี้มีได้มาเล่น ๆ หรอกหนา
“สุดยอดกระเทียมดองไปเลย ไม่น่าเชื่อว่ามิติสวรรค์จะมีอยู่จริง ๆ ไม่ใช่มีแค่ในนิยายที่ฉันเคยอ่าน” โอ้ย! อยากมีกับเขาบ้าง พอจะมีโชคลาภวาสนากับเขาบ้างไหมนะ แล้วหันไปมองชายชราอย่างมีความหวัง
“อย่าได้มองข้าเช่นนั้นเชียว”
“ทำไมล่ะคะ” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น
จะให้นางรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าข้าเป็นขี้ใจอ่อนชอบสงสารผู้อื่น ไม่งั้น... “ไม่มีอันใด ว่าแต่เจ้าเถอะ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“เอ๋!! ตาแก่อย่างท่านไม่ได้พาฉันมาเหรอ”
“ข้าจะพาเจ้ามาเพื่ออันใดกัน?”
“ก็จริงอย่างที่ท่านพูดมา แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไงกัน?” เธอหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนนึกบางสิ่งออก “จริงด้วย ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างกระชากฉันมาอย่างแรง มารู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่นี่แล้ว”
“เช่นนั้นหรือ?”
“ใช่!”
แม้จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่มีเหตุผลอันใดมาหักล้างได้ ยิ่งหน้าตาออกจะดูโง่งมของสตรีนางนี้แล้ว ยิ่งไม่มีทางที่นางจะเฉลียวฉลาดปานนั้น เกรงว่านี่คงเป็นลิขิตของสวรรค์จึงได้ส่งนางมายังที่แห่งนี้ แล้วเพราะอะไรเล่าถึงได้ส่งนางมา คิดหาคำตอบเกี่ยวกับสตรีตรงหน้าอยู่นานสองนาน ก็ไม่ได้คำตอบใดกลับมาเลย
“เช่นนั้นก็มาเถิด ข้าจะส่งเจ้าไปเกิดใหม่”
“ท่านพูดจริงเหรอคะ ที่บอกว่าจะส่งไปเกิดใหม่” ลูกจันทร์รู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรเล่า ก็เธอกลายเป็นผีเร่ร่อนมาตั้งนาน รอแล้วรออีกก็ไม่เห็นจะมีใครโผล่ออกมารับดวงวิญญาณเธอสักกะที ด้วยความตื่นเต้นจนเกินไปทำให้เธอเผลอกำหินสีขาวนวลแน่น จนพลั้งมือบีบมันจนแหลกละเอียด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ฝ่ามือโดนเศษหินบาดโดยไม่ทันตั้งตัว และสิ่งหนึ่งที่ลูกจันทร์ได้พลาดไปก็คือ เศษหินสีขาวนวลเหล่านั้นได้ผสานเข้ากับเลือดที่ไหลซึมออกมา เพียงครู่เดียวทั้งเลือดทั้งหินต่างซึมหายย้อนไหลกลับเข้าไปในบาดแผลเหมือนเดิม อีกทั้งบาดแผลเล็ก ๆ เหล่านั้นกลับเลือนหายราวกับว่าก่อนหน้านี้มิเคยมีมาก่อน
“คนอย่างข้า พูดแล้วมิกลืนคำพูดตนเองอย่างแน่นอน” น้ำเสียงติดแหบเอ่ยขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ เทพชะตาผู้นี้หาใช่คนกลับกลอกเสียหน่อย
“ให้มันจริงเถอะค่ะ” ลูกจันทร์หรี่ตามองอย่างจับผิด
“เช่นนั้นก็ไปเลยดีหรือไม่?”
“ก็ดีค่ะ แต่ว่านะ...” จะไปเกิดใหม่ทั้งที เธอไม่ยอมขาดทุนหรอกนะ ในนิยายก็มีให้เห็นถมเถไปก่อนไปเกิดใหม่ คนเรามันก็ต้องได้รับพรกันบ้างไม่ใช่เหรอ ก่อนที่ลูกจันทร์จะจ้องมองอีกฝ่ายนัยน์ตาวาววับ พลางฉีกยิ้มกว้าง จนชายชรารู้สึกสยองพองขน
“อะไร?” ไยท่าทางนางถึงดูมิน่าไว้ใจเลย นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง ไหนจะรอยยิ้มชวนหวาดหวั่นนั่นอีก นี่ข้าไปทำเวรทำกรรมอันใดกับนางเช่นนั้นหรือ? ถึงได้มาเจอสถานการณ์แบบนี้
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ฮิฮิฮิ เพียงแต่ว่า...”
“ว่าอันใด! จะพูดก็พูดมา จะลีลาสำบัดสำนวนให้ผู้ใดดูกัน”
“แหม่! ท่านก็ ไหน ไหนก็ไหน ไหนแล้ว ให้พรฉันสัก 2-3 ข้อก็ยังดี เหมือนในนิยายที่ชอบทะลุมิติไปเกิดใหม่ในร่างคนอื่น หรือไม่ก็เกิดใหม่เป็นเด็กทารกนั่นไง”
“เจ้าฝันอยู่หรือไง? ข้าไม่มีอะไรให้ทั้งนั้นแหละ”
“มันต้องมีสิ ไม่มีไม่ได้!!” หึ! จะให้เธอไปเกิดใหม่โดยไม่ให้อะไรติดตัวไปเลย ไม่ยอมหรอกนะ ดั่งคำที่ว่า... ‘ถึงจะไม่ได้กำไร แต่ก็ไม่ยอมขาดทุน’ พลางจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้
“ไม่มี” ใบหน้าชายชราเริ่มปรากฏความยุ่งยากใจ
ทว่าคนอย่างลูกจันทร์นะเหรอจะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ไม่มีทางเสียหรอก “ไม่มีจริงเหรอคะ ท่านเทพผู้หล่อเหลาจนเทียบกับใครไม่ได้เลย เอ้ย! ไม่มีผู้ใดเทียบ”
“แน่นอน ข้าผู้นี้ทั้งงดงามและสูงส่ง”
แหวะ! ไม่ค่อยจะบ้ายอ หลงตัวเองสักเท่าไหร่เลยจริงจริ๊งงง! “ใช่ ๆ ท่านดีที่สุดแล้ว”
“แหม่ พูดเช่นนี้ค่อยน่าฟังขึ้นมาหน่อย เช่นนั้นก็รับพรของข้าไปใช้ให้ดี ๆ เสียล่ะ พร้อมหรือไม่?”
“ยิ่งกว่าพร้อมอีกค่ะ”
“พรของเจ้านั้น จะเป็นมิติสวรรค์ หากอยากได้สิ่งใดก็งมหาด้านในเอาเองเถอะ”
“เท่านี้เหรอคะ” อะไรมันจะสั้นและห้วนได้ขนาดนี้
“จะเอาหรือไม่เอาล่ะ!”
“เอาค่ะ ๆ” ไม่สิทธิ์โต้แย้งเลยจริง ๆ อนาถตัวเองสุด ๆ
“งั้นก็ทำตามนี้ ประเดี๋ยวข้าจะทำให้ดูก่อน ให้ดี ๆ เล่า ห้ามผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว เริ่ม...”
‘โยกย้าย โยกย้าย โยกย้ายส่ายสะโพก โยกย้าย ส่ายก้นไปมา’
“เห็นหรือไม่? เพียงแค่นี้เอง มันจะไปยากอะไร” ก่อนจะจัดชุดตนเองให้เรียบร้อย แล้วมองไปที่หญิงสาวอย่างเจ้าเล่ห์
ลูกจันทร์ถึงกับปฏิเสธออกมาทันควัน โดยไม่ต้องรอไตร่ตรองให้มากความ
“ไม่!! ต่อให้ตายอีกรอบ ฉันก็ไม่ยอมทำท่าทางน่าเกลียดแบบนั้นแน่ ๆ ไหนจะท่าเต้นนั้นอีก ฝันไปเถอะ! ตาแก่!!”
“เช่นนั้นก็ยกเลิกพรนั้นเสีย” เอาสิ! หากไม่ทำก็ไม่ต้องเอา หึหึหึ
ลูกจันทร์ถึงกับกัดฟันกรอด สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดเริ่มปูดโปนขึ้นมาตามข้อมือเนียนสวย และสุดท้าย...
“ก็ได้!!”
“เช่นนั้นก็ไปเถอะ”
ฮ่าฮ่าฮ่า
เสียงหัวเราะก้องกังวานดังตามไล่หลังเธอมา ก่อนสติจะดับวูบไป โดยที่ไม่สามารถทำอะไรชายชราคนนั้นได้เลย
มันน่าคับแค้นใจนักเชียว!