บทที่ ๑ มันก็เป็นเช่นนี้แหละ
"เฮ้อ..."
ร่างโปร่งแสงของหญิงสาวคนหนึ่งนั่งมือท้าวคางพลางถอนหายใจขึ้นอย่างเบื่อหน่าย หลังจากที่เธอกวาดตามองภาพเดิม ๆ ซ้ำ ๆ มานานนับสองเดือน เธอมีชื่อว่า ลูกจันทร์ เป็นหญิงสาวอายุ 28 ปี ไร้บิดามารดา เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตมาอย่างปากกัดตีนถีบมานานนับสิบกว่าปี จนเธออายุได้ประมาณ 22 ปี ความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้นบ้างเล็กน้อย ด้วยความที่เธอนั้นเป็นคนขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและไม่เลือกงาน ทำงานทุกอย่างที่ได้เงิน ไม่ว่าจะล้างถ้วยล้างชาม ขัดห้องน้ำ หรือแม้กระทั่งทำความสะอาดคอกวัว คอกควายและคอกหมูกับเล้าไก่ หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง แต่เธอนั่นเหมือนจะใช้ชีวิตไปแล้ววันละ 25 ชั่วโมง
หากถามว่าทำไมถึงได้กลายแบบนี้นะเหรอ ง่ายมาก! สาเหตุมาจากแบงค์พันล้วน ๆ จะว่าก็ว่าเถอะ ใครบ้างเวลาเจอเงินตกอยู่ในคูแล้วไม่ก้มลงหยิบ ยิ่งเป็นแบงค์พันด้วยแล้วไม่มีทางพลาดอ่ะ! มา ๆ เอาหูมาใกล้ ๆ เดี๋ยวลูกจันทร์คนนี้จะเล่าให้ฟัง คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้เว้ย...
ย้อนกลับไปตอนที่จะตุยเย่
ก่อนที่เธอจะกลายเป็นแบบนี้ วันนั้นก็เป็นวันปกติธรรมด๊า ธรรมดา! ที่เธอต้องเดินเท้าไปทำงานเหมือนอย่างทุกที แต่วันนี้มันพิเศษกว่านั้น ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากห้องเช่าตาซ้ายนี่กระตุกยิก ๆ ไม่ได้พักเลย แล้วชวนให้นึกถึงคำโบราณที่คนแก่ ๆ ชอบพูดกันว่า... ขวาร้ายซ้ายดี ไอ้เรามันก็เชื่อคนง่ายอะนะ! เดินไปก็ลูบตาซ้ายไปเหมือนเก็บความโชคดีไว้ให้อยู่กับตัว ปากนี่ก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกดำ ๆ แดง ๆ คนที่เห็นคงคิดว่าเธอเป็นคนบ้า คนอะไรเดินไปมือก็ลูบตาซ้าย ปากก็ยิ้มไม่หุบเหมือนคนไม่เต็มเต็ง
แต่ในใจก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา วันนี้เธอต้องเจอเรื่องที่โชคดีมาก ๆ แน่เลย ไม่งั้นเธอไม่ยิ้มหน้าบานยิ่งกว่ากระด้งเหมือนตอนนี้ ไหนจะความรู้สึกวาบวูบหวาดเสียวเหมือนนั่งรถไฟเหาะนี่อีก แต่แล้วคำโบราณว่าไว้มันก็เป็นจริง เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งเป็นสีเทา ๆ อยู่ในคูน้ำที่แห้งกรัง
ทู๊กกกกโค้นนนน! อีลูกจันทร์คนนี้เจอเงิน แบงค์พันล่ะ แบงค์พัน! โอ้ย! อกอีแป้นจะแตก อยากจะตบลูกกะตาที่ถลนออกมาจากเบ้าทั้งสองข้างกลับคืนที่เดิมจริง ๆ ถึงมันจะเป็นแค่ความคิดก็เถอะ แฮร่!! ไม่ได้การละ จะชักช้าอยู่ไยหันซ้ายหันขวามองคนแปป โอเค๊! ทางสะดวกไม่มีใครเห็นก็รีบก้มลงเก็บสิคะ
และในตอนนั้นเอง...
พ่าม พ่าม พ้ามมม!
โครม!
"อีด๊ก! ใครถีบตูดช้านนนนนน!"
เป็นไงล่ะ สภาพหน้าจุ่มดิน แต่ส่วนหัวฟาดกับหินพอดิบพอดีเหมือนจับวางซะอย่างนั้น ก็ขิตไปเลยสิรอไร ช้างเย็ด! อย่าให้รู้เชียวนะว่าใครมันถีบก้นฉันซะจนสู่ขิตแบบนี้ เจอหน้าแม่จะถีบกลับให้หน้าทิ่มเลย หึ่ม! เงินที่เจอก็ไม่ได้ใช้สักบาท เซ็งเปียดมาก
นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ลูกจันทร์คนนี้ต้องมานั่งเหงาหงอยรอคอยอะไรก็ไม่รู้ ยมทูตเอย คนรับวิญญาณเอยไม่เห็นสักกะคนที่มารอรับ จะว่าเธอเป็นผีเร่ร่อนก็ไม่ใช่ เพราะเธอยังอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหนเลย แถมยังต้องมานั่งมองคนอื่นมาเจอแบงค์พันนั่นแล้วพามันไปจากเธออย่างไม่สิทธิ์เรียกร้องอะไรได้เลย เป็นเศร้า!
“เมื่อไหร่จะมีคนมารับฉันลงนรกสักทีห้ะ! รอจนเหนื่อยแล้วเนี่ย! เบื่อโว้ยยยย!” ลูกจันทร์ลงไปนอนดีดดิ้นเกลือกกลิ้งบนพื้น ดึงทึ้งผมตัวเองไปมาเหมือนคนบ้าก็ไม่ปาน จนวิญญาณแถวนั้นต่างพากันหลีกหนีให้วุ่น
“เธอเป็นบ้าอีกแล้ว”
“พวกคุณยังไม่ชินกันอีกเหรอ เธอก็เป็นแบบนี้ออกจะบ่อย”
“เฮ้อ… จะกี่วันกี่เดือนมันก็ไม่ชินทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวลงไปนอนกลิ้ง ลงไปนอนชักดีดดิ้นเหมือนกับหนอนโดนแดดเผา แต่ละวันไม่เคยจะซ้ำกันเลย จะให้ไปชินกับอะไร…” ร่างโปร่งแสงของชายวัยกลางคนคนหนึ่งร่ายยาวออกมาอย่างคนอัดอั้นใจ
“เอาหน่า! อีกไม่นานเธอก็จะไปแล้ว”
“อ้าว! แล้วเธอรู้ได้ยังไงล่ะ จันทร์เพ็ญ”
“ก็ลางสังหรณ์ฉันมันบอกน่ะสิ! ลุงหมาน”
“บร๊ะ! ช่างเถอะ ๆ งั้นก็ปล่อยให้หนูลูกจันทร์ลงไปนอนเล่นแบบนั้นไปก่อนแล้วกัน”
“ฉันก็ว่าแบบนั้นแหละค่ะ! ลุงหมาน”
หลังพูดคุยกันจบ พวกเขาต่างก็แยกย้ายไปตามเรื่องตามราวของตนเอง ส่วนทางด้านลูกจันทร์ตอนนี้กำลังนั่งกอดอกหน้ามุ่ย ขบคิดเรื่องราวชีวิตของตัวเองที่เกิดขึ้นอย่างคนปลงตก นี่เธอก็ตายมาสักพักใหญ่แล้วนะ ทำไมนะ ทำไม... ถึงไม่มีใครมารับเธอไปสักที นี่ก็บ่นไปหลายรอบแล้วนะเออ ว่าแต่ตอนนี้ก็ตายแล้ว แล้วทีนี้จะเป็นยังไงต่อ ไปนรก ขึ้นสวรรค์ หรือได้สิทธิพิเศษไปเกิดใหม่ต่างโลก ต่างมิติไรงี้เหรอ พอคิดได้แบบนั้นนัยน์ตาวาววับทอประกายแรงกล้า จนรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาซะดื้อ ๆ
แต่ก็นะ... ช่วงนี้เธอเองก็ติดซีรี่ส์เทพเซียนซะด้วยสิ ถ้าได้ลองไปใช้ชีวิตแบบนั้นบ้างก็คงดีสุด ๆ ไปเลย คงได้แค่คิดฝันเพ้อเจ้อไปวัน ๆ ขนาดกลายเป็นวิญญาณโปร่งแสงมาตั้งนาน ยังไปไหนไม่ได้เลย จู่ ๆ ลูกจันทร์ก็ผุดลุกขึ้นแล้วตะโกนออกมาจนสุดเสียง
“ฉันอยากจะเป็นแม่นางน้อยเหมือนกับในซีรี่ส์ ใครก็ได้เอาฉันไปส่งที!”
วูบบบบ!
“อ้าวเฮ้ย! หนูลูกจันทร์หายไปแล้ว!”
“จริงด้วย หายไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกนเลยลุง” เจ้าเด็กมัดจุกพูดขึ้นหลังจากที่เฝ้ามองทุกการกระทำของพี่สาวแปลกหน้ามานาน
“ก็เออสิวะ! ข้าก็เห็นเหมือนเอ็งนั่นแหละเจ้าจุก!”
“จ้ะ! พ่อลุง” เจ้าจุกหัวเราะแห้ง ๆ พลางตอบลุงหมานที่อยู่มานานกว่าตนเอง
ด้านลูกจันทร์ที่ลงไปนอนดีดดิ้นคร่ำครวญ จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างปะทะเข้ากับร่างโปร่งแสงของเธออย่างจัง จนต้องอุทานออกมาเสียงดังลั่น
“เกิดอะไรขึ้นกับลูกจันทร์คนนี้อีกเนี่ย!!”
หญิงสาวเปิดปากพร่ำบ่นไม่หยุดปาก อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกเหมือนจะโดนอะไรบางอย่างดูดร่างวิญญาณของเธอ และมันก็จริง! เธอโดนดึงมาอยู่ในที่แปลกประหลาด รอบด้านมีแต่ภาพไม่คุ้นตาเอาซะเลย ทว่าเท้าที่เหยียบย่ำอยู่นั้นกลับรู้สึกไอเย็นเยียบของก้อนหินที่แผ่ออกมา เมื่อก้มลงมองพบว่าก้อนหินมากมายเหล่านี้กลับมีสีสันเด่นสะดุดตา ต่างมีสีหลากหลายเช่น สีแดง สีเขียว สีดำ สีฟ้า สีน้ำตาลและสีอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน ดูแล้วมันช่างละลานตาชวนตาลายโดยใช่เรื่อง แต่กระนั้นลูกจันทร์ก็พบว่ามีหินอยู่ก้อนหนึ่งที่มีลักษณะแตกต่างไปจากก้อนอื่น และมีสีขาวนวลคล้ายหยกมันแพะที่เธอเคยเห็นเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ ด้วยความที่มือไปไวกว่าสมองสั่งการ มือเรียวเล็กก็หยิบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พลางกวาดตามองไปรอบด้าน ว่ามีใครเห็นหรือเปล่าในตอนที่เธอก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา แต่ก็น่าแปลกความรู้สึกของเธอในตอนที่มองหินก้อนนั้น กลับให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยราวกับมันกำลังเรียกร้องให้เธอนำมันติดตัวไปด้วย ในเมื่อใจมันสั่งมา สมองเธอก็สั่งไปก็แล้วกัน เนอะ!
ว่าแล้วก็นำหินก้อนนั้นใส่กระเป๋ากางเกงทันที โดยไม่ต้องให้ใครมาย้ำเตือน ถึงจะเตือนก็เตือนไม่ได้หรอก เพราะที่นี่มีแค่เธออยู่คนเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า! จะว่าไปก็คนมันมากับดวงใครจะสู้เธอได้ ยกเว้นแบงค์พันนั่น ที่เหลือชนะขาดลอยแบบสับ ๆ ก่อนจะหันซ้ายหันขวาอีกรอบแล้วก้มลงหยิบหินไปอีกหนึ่งกำมือ
ทว่า...
“นั่นเจ้ากำลังทำสิ่งใด!!”