บทที 1.2
“เช่นนั้นข้าขอลา”
หลังจากเดินวนดูรอบบ้านหลายรอบ เสี่ยวฉีก็กลับเข้ามาพร้อมกับสัญญาเช่าหนึ่งปี ด้านหลังเขายังมีเงาร่างเลือนรางของภูตที่ยังไม่บรรลุมรรคผล รวมไปถึงเหล่าวิญญาณที่ล้วนได้กลิ่นอายความดีงามที่เปล่งประกายออกมารอบตัวหลี่เหยาหนิง
เสี่ยวสุ่ยตวาดไล่ออกไปคราหนึ่ง หลี่เหยาหนิงก็ได้แต่ส่ายหน้า หญิงสาวเดินออกไปที่หน้าประตูใหญ่ ก่อนถอนหายใจออกมา
“หากมารวมกลุ่มกันมากมายเช่นนี้อาจเกิดปัญหา” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าจะอยู่ที่นี่ระยะหนึ่ง ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายไม่ว่ากับมนุษย์ ภูต หรือเหล่าวิญญาณ นับจากพรุ่งนี้อนุญาตให้สลับผลัดเปลี่ยนกันมา เมื่อมาแล้วก็อย่ารั้งอยู่นานจนน่าสงสัยเข้าใจหรือไม่”
เสี่ยวสุ่ยถอนหายใจ ก่อนมองหน้าเสี่ยวฉีด้วยความหนักใจ นายหญิงของนางมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ใจดีจนเกินไป หากเหล่าภูตและวิญญาณมาชุมนุมกันมากมาย แน่นอนว่าย่อมเกิดปัญหา
และปัญหาใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเหล่าปีศาจที่อาจเข้ามาก่อความยุ่งยาก แม้พวกเขาไม่กล้าทำอันตรายนายหญิง แต่ถึงอย่างนั้นแค่มีภูต วิญญาณและเหล่าปีศาจมารวมกลุ่มกันมากขึ้น มนุษย์ย่อมสังเกตเห็นได้ไม่ช้าก็เร็ว
เหล่าภูตน้อยใหญ่อาสามาช่วยทำความสะอาด ทำให้เพียงพริบตาเดียวบ้านหนังเล็กก็น่าอยู่ขึ้นมาก หลี่เหยาหนิงมองไปรอบห้องด้วยสายตาพึงพอใจ
“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยเดินเข้ามาพร้อมกับแพรพรรณงดงามถึงห้าพับ หลี่เหยาหนิงเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถาม “ภูตบุปผาแวะมาเจ้าค่ะ พวกนางบอกว่าเป็นของขวัญให้ท่าน”
“งดงามเหลือเกิน งดงามเกินไป” หญิงสาวมุ่นคิ้วน้อยๆ
“ข้าน้อยบอกพวกนางแล้วเจ้าค่ะ แต่พวกนางบอกว่าท่านอยู่ที่นี่ต้องใช้เงิน มนุษย์เหล่านั้นช่างสงสัย ข้าเองก็เห็นด้วยดังนั้นจึงรับเอาไว้”
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นนำไปขายที่ร้านแพรพรรณ อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องทำตัวให้เป็นปกติ ข้าอาจ…” นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนมองแพรพรรณจากภูตบุปผา “เช่นนั้นปักผ้าเป็นอย่างไร เรื่องนี้ข้าค่อนข้างถนัด”
“นายหญิง” เสี่ยวฉีเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าผัก
“คราวนี้ได้อะไรมาอีกเล่า” หลี่เหยาหนิงหัวเราะออกมาเสียงเบา
นางชินเสียแล้วจึงไม่ได้ทักท้วงอะไร อย่างน้อยเหล่าภูตตัวน้อยๆ ที่ชอบหาของมากำนัลก็ยังรู้จักความพอดี พวกเขาสรรหาของที่นางจำเป็นต้องใช้จริงๆ ทั้งยังให้มาอย่างละน้อย เพียงเพื่อให้ได้ ‘บังเอิญ’ ผ่านมา
ในยามที่เดินทางเพียงลำพัง นางไม่เพียงได้รับการคุ้มครองเท่านั้น แต่หลี่เหยาหนิงยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากเหล่าวิญญาณ ที่สำคัญไปกว่านั้นบางครั้งนางถึงกับได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าที่
ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าหญิงสาวคือ มนุษย์ ภูตผีวิญญาณ ปีศาจ หรือแม้กระทั่งเทพเซียน
ที่นางตระหนักคือนับพันปีมานี้ แม้นางมีความรู้สึกเจ็บปวด รัก โลภ โกรธ หลง ดังเช่นมนุษย์ แต่นางกลับไม่มีวันแก่ ไม่ตาย และไม่อาจดับสูญ
‘ในเมื่อคนผู้นั้นให้รอ ท่านก็รอต่อไปเถิด’
นั่นคือประโยคที่เฮย-ไป๋อู๋ฉาง บอก หลังจากท่านเจ้าที่ทนคำรบเร้าของนางไม่ไหว จนร้อนไปถึงยมทูตทั้งสองต้องมาพบนาง
‘ข้าเป็นใครหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงไม่อาจตาย ไม่อาจดับสูญ’
นางถามเพราะครั้งหนึ่งนางเคยลองพยายามแล้ว ตอนที่นางหมดอาลัยตายอยาก เพราะรู้สึกเหมือนนางคือปีศาจที่ไม่เหมือนผู้ใด
‘ท่านจะได้คำตอบเมื่อคนผู้นั้นมาถึง’
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้นางก็ยังไม่ได้คำตอบใด อีกทั้งไม่ว่าจะทำเช่นไรยมทูตทั้งสองก็ไม่มาปรากฏตัวให้นางเห็นอีกเลย
ความครึกครื้นของเมืองซ่างจิน ต่างจากเมืองก่อนที่หลี่เหยาหนิงไปเยือน นางกวาดสายตามองผู้คนมากมายที่เดินจับจ่ายของสดในตลาด เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ค้า รวมไปถึงเสียงตะโกนขายสินค้า ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นมาก
“นายหญิง” เสี่ยวสุ่ยเดินกลับมาหลังจากนำผ้าแพรพรรณผืนหนึ่งเข้าไปขายในร้านซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ใบหน้าบึ้งตึงบ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจบางอย่าง