บทที่ 5 อาหารมื้อแรกปราบพยศ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อากาศบนภูเขายังคงหนาวเย็น หลิวอิงอิงปลุกเด็กชายทั้งสามตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แม้เด็กๆ จะงัวเงียและอิดออด แต่ความหิวที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวานทำให้พวกเขาจำใจลุกจากเตียง หยิบตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังแล้วเดินตามหญิงสาวขึ้นเขาไปอย่างว่าง่าย
ภูเขาด้านหลังหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร หลิวอิงอิงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ สายตาคมกริบของเชฟมืออาชีพกวาดมองไปรอบๆ เพียงไม่นานเธอก็พบขุมทรัพย์ทางอาหารมากมาย
"นั่นเห็ดโคนนี่นา ดอกอวบๆ ทั้งนั้นเลย" หลิวอิงอิงชี้ไปที่โคนต้นไม้ใหญ่ที่มีเห็ดสีน้ำตาลอ่อนขึ้นเป็นหย่อมๆ
"ฟูฟู เฟิงเฟิง พวกเธอสองคนช่วยกันเก็บเห็ดพวกนี้ใส่ตะกร้า ระวังอย่าให้ดอกช้ำนะ ส่วนฟ่านฟ่าน ตามฉันมาทางนี้"
เย่ฟ่านเดินตามมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง เขามองหญิงสาวที่กำลังก้มๆ เงยๆ เด็ดใบหญ้าหน้าตาประหลาดขึ้นมาดม
"เธอจะให้พวกเรากินหญ้าหรือไง" เด็กชายอดไม่ได้ที่จะค่อนขอด
หลิวอิงอิงหันมาเขกหัวเขาเบาๆ หนึ่งที
"นี่เขาเรียกว่ากระเทียมป่ากับผักกูดต่างหาก เอาไว้ทำซุปรับรองว่าหอมฉุย รีบช่วยกันเด็ดเร็วเข้า ถ้าชักช้าวันนี้จะให้กินแต่เห็ดย่างนะ"
เมื่อได้ยินคำขู่ เย่ฟ่านก็จำต้องก้มหน้าก้มตาเด็ดผักป่าตามคำสั่ง ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง ตะกร้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยเห็ดป่า ผักกูด และกระเทียมป่า แต่หลิวอิงอิงยังไม่พอใจแค่นี้ ซุปผักอย่างเดียวไม่พอให้เด็กวัยกำลังโตอิ่มท้องได้ เธอเดินนำหน้าเด็กๆ ไปยังลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านหุบเขา
น้ำในลำธารใสแจ๋วลงไปจนเห็นก้อนกรวดที่ก้นธาร หลิวอิงอิงบอกให้เด็กๆ รออยู่บนฝั่ง ส่วนตัวเธอถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้น แล้วเดินลุยน้ำลงไปพร้อมกับกิ่งไม้ปลายแหลมที่เหลาเตรียมไว้
สายตาของหญิงสาวจดจ่ออยู่ที่ผิวน้ำ ทันใดนั้นเธอก็แทงกิ่งไม้ลงไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เมื่อยกขึ้นมาก็มีปลาตัวโตดิ้นกระแด่วๆ อยู่ตรงปลายไม้
"โห แม่หลิวเก่งจังเลย" เย่เฟิงตบมือแปะๆ กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เย่ฟูเองก็เบิกตากว้างด้วยความทึ่ง แม้แต่เย่ฟ่านที่คอยจับผิดมาตลอดยังเผลอมองด้วยความชื่นชม
หลิวอิงอิงจับปลาได้ถึงสามตัวอ้วนๆ เธอจัดการทำความสะอาด ควักไส้ และขอดเกล็ดปลาที่ริมลำธารจนเสร็จสรรพ จากนั้นจึงพากองทัพลิงน้อยเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ป้าหวังกำลังนั่งแทะแป้งย่างแห้งๆ อยู่ที่แคร่หน้าครัว
หล่อนมองตะกร้าที่เต็มไปด้วยของป่าและปลาตัวโตในมือหลิวอิงอิงด้วยความตกตะลึง ปากที่กำลังเคี้ยวแป้งถึงกับหยุดชะงัก
หลิวอิงอิงทำเมินป้าหวัง เธอเดินตรงเข้าครัว ก่อไฟในเตาอย่างคล่องแคล่ว แม้ตู้กับข้าวจะถูกล็อค แต่โชคดีที่เครื่องปรุงพื้นฐานอย่างเกลือยังวางอยู่ข้างเตา เธอใช้กระเทียมป่าและผักกูดมายัดไส้ปลาเพื่อดับคาว จากนั้นนำไปย่างบนเตาถ่านไฟอ่อนๆ
ระหว่างรอปลาย่าง หลิวอิงอิงก็ตั้งหม้อน้ำ เติมเกลือลงไปเล็กน้อย ใส่เห็ดโคนและผักป่าลงไปต้มจนเดือด กลิ่นหอมหวานของน้ำซุปเห็ดป่าผสมผสานกับกลิ่นหอมหวนของปลาย่างโชยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณบ้าน
เด็กชายทั้งสามนั่งล้อมวงอยู่หน้าเตา กลืนน้ำลายดังเอื้อกๆ สายตาจดจ่ออยู่ที่ตัวปลาที่กำลังส่งเสียงฉ่าๆ น้ำมันปลาหยดลงบนถ่านไฟแดงวาบ
"สุกแล้ว" หลิวอิงอิงประกาศพร้อมกับยกปลาย่างใส่จานไม้ แล้วตักซุปเห็ดร้อนๆ แจกจ่ายให้เด็กๆ คนละชาม "กินระวังก้างด้วยล่ะ"
เย่เฟิงใช้มือหยิบเนื้อปลาขาวจั๊วะเข้าปากทันที ความหวานของเนื้อปลาสดๆ เข้ากันได้ดีกับความเค็มปะแล่มของเกลือและความหอมของกระเทียมป่า "อร่อย อร่อยที่สุดในโลกเลย"
เย่ฟูคีบเห็ดโคนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ พยักหน้าเห็นด้วยอย่างเอาเป็นเอาตาย ซุปเห็ดนี่หวานลื่นคอ ไม่มีความขมของผักป่าเลยสักนิด
แม้แต่เย่ฟ่านที่ปากแข็งก็ยังก้มหน้าก้มตากินปลาย่างจนเกลี้ยงจาน ก่อนจะยกชามซุปขึ้นซดจนหยดสุดท้าย รสชาติอาหารมื้อนี้ลบล้างอคติในใจของเขาไปจนหมดสิ้น หญิงคนนี้ทำอาหารอร่อยกว่าแม่ครัวในโรงอาหารของกองทัพเสียอีก
ป้าหวังที่นั่งอยู่ข้างนอกได้แต่มองภาพนั้นด้วยความอิจฉา ท้องของหล่อนร้องโครกครากเมื่อได้กลิ่นหอม แป้งย่างในมือกลายเป็นของไร้รสชาติไปในพริบตา หล่อนไม่คิดเลยว่าสะใภ้บ้านนอกคนนี้จะมีฝีมือปลายจวักร้ายกาจถึงเพียงนี้ แถมยังรู้จักหาของป่ามาทำกินเองโดยไม่ง้อเสบียงที่หล่อนยึดไว้
"กินอิ่มแล้วก็ไปล้างชามให้เรียบร้อย" หลิวอิงอิงออกคำสั่งหลังมื้ออาหารจบลง
"ช่วงบ่ายเราจะไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านกัน เผื่อมีช่องทางหารายได้เสริม บ้านเราจะพึ่งแต่เงินของแม่สามีไม่ได้หรอกนะ"
เด็กทั้งสามรับคำเสียงใส ไม่มีใครอิดออดเลยสักคน เย่ฟ่านรีบคว้าจานชามไปล้างที่บ่อน้ำ เย่ฟูช่วยเก็บกวาดเศษกระดูกปลา ส่วนเย่เฟิงก็วิ่งไปหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดโต๊ะ
