ตอนที่ 9 แขกยามวิกาล
เสียงลมหนาวพัดอื้ออึงอยู่ภายนอก ทว่าภายในห้องหนังสือของเรือนหลักกลับร้อนระอุไปด้วยไฟแห่งโทสะ ถ้วยชาเคลือบศิลาดินเผาราคาแพงถูกปัดกวาดลงมากระแทกพื้นจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย น้ำชาที่ยังร้อนกรุ่นสาดกระเซ็นไปโดนชายกระโปรงของหลิวซินหลานจนนางต้องรีบชักเท้าหนี
หลินเจิ้นหนานยืนหอบหายใจแรง ใบหน้าคมคายแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ สายตาที่เคยมองอนุภรรยาคนโปรดด้วยความรักใคร่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดและผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
"ตอบข้ามาหลิวซินหลาน... ทองคำห้าหมื่นตำลึงกับร้านค้าห้าแห่งบนถนนสายหลักหายไปไหนหมด"
เสียงตวาดก้องของแม่ทัพหนุ่มทำให้บ่าวไพร่ที่อยู่หน้าห้องพากันก้มหน้าตัวสั่น หลิวซินหลานทรุดลงคุกเข่ากับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง นางไม่เคยเห็นหลินเจิ้นหนานโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้มาก่อน
"ท่านแม่ทัพ... ท่านต้องฟังข้านะเจ้าคะ" หลิวซินหลานละล่ำละลัก เสียงสะอื้นของนางไม่ดึงดูดความสงสารเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
"เงินพวกนั้น ข้านำมาใช้จ่ายหมุนเวียนในจวนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรูหรา ค่าซ่อมแซมเรือน ค่าจัดงานเลี้ยงรับรองขุนนางใหญ่เพื่อปูทางให้หน้าที่การงานของท่าน ข้าทำไปเพื่อตระกูลหลินทั้งสิ้นนะเจ้าคะ"
หลินเจิ้นหนานแค่นเสียงหยัน เขาก้าวเข้าไปบีบปลายคางของสตรีตรงหน้า บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นมองเครื่องประดับหรูหราบนศีรษะและลำคอของนาง
"เพื่อจวนของข้า หรือเพื่อความสุขสบายของเจ้ากันแน่ ปิ่นหยกสลัก กำไลทองคำ ผ้าไหมพรรณดีที่เจ้าและลูกของเจ้าสวมใส่ ล้วนเป็นเงินจากสินเดิมของเหมยฮวาทั้งสิ้น ข้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น กลับต้องมาใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินของสตรีที่ข้าทอดทิ้ง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด"
หลินเจิ้นหนานสะบัดมือออกอย่างแรงจนร่างของอนุหลิวล้มพับลงไปกองกับพื้น เขาหมุนตัวเดินไปทรุดนั่งลงบนเก้าอี้กะบังลมด้วยความเหนื่อยล้า ความจริงที่กระแทกหน้าทำให้เขากระจ่างแจ้งว่า หากปราศจากสินเดิมของมู่หรงเหมยฮวา จวนแม่ทัพที่ดูโอ่อ่าแห่งนี้ก็เป็นเพียงเปลือกกลวงๆ ที่รอวันล้มละลาย
เงินเดือนแม่ทัพของเขานั้นมีจำกัด การใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล้วนพึ่งพาทรัพย์สินของตระกูลมู่หรงอย่างลับๆ ทั้งสิ้น
"ท่านแม่ทัพ... แล้วเรื่องหนังสือหย่าล่ะเจ้าคะ" หลิวซินหลานรวบรวมความกล้าถามเสียงแผ่ว นางยังคงหวังลึกๆ ว่าเขาจะหาทางกำจัดสองแม่ลูกนั่นออกไปได้
"หย่าหรือ" หลินเจิ้นหนานหลับตาลงอย่างปวดร้าว "ข้าจะหย่านางได้อย่างไร ในเมื่อข้าไม่มีทองคำห้าหมื่นตำลึงไปคืนให้นาง หากข้าเขียนหนังสือหย่า พรุ่งนี้นางย่อมนำบัญชีสินเดิมไปฟ้องศาลต้าหลี่ ราชบัณฑิตทั้งราชสำนักจะรุมประณามข้า ฮ่องเต้อาจจะปลดข้าออกจากตำแหน่งเพราะข้อหายักยอกทรัพย์ภรรยาเอก... ข้าติดกับดักของนังเด็กห้าขวบนั่นเข้าเต็มเปาแล้ว"
คำตอบของหลินเจิ้นหนานทำให้หลิวซินหลานหน้าซีดราวกับกระดาษ ความฝันที่จะได้สวมมงกุฎฮูหยินใหญ่พังทลายลงตรงหน้า นางเพิ่งตระหนักได้ว่า การกลับมาของมู่หรงเหมยฮวาและเด็กหญิงตัวซวยผู้นั้น ไม่ใช่การกลับมาขอความเมตตา แต่เป็นการกลับมาจับคอหอยของพวกเขาทุกคนในจวนแม่ทัพให้อยู่หมัด
ยามจื่อ (23.00 - 00.59 น.) คืนที่ดึกสงัดและเงียบงัน
เรือนเหมันต์ถูกปกคลุมด้วยความมืดและลมหนาว ภายในห้องนอนที่ได้รับการทำความสะอาดอย่างดี มู่หรงเหมยฮวานอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเตาที่อบอุ่น ลมหายใจของนางเข้าออกสม่ำเสมอ ร่องรอยความเหนื่อยล้าและโรคภัยบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไปจากการได้รับการเยียวยาด้วยน้ำพุวิญญาณอย่างต่อเนื่อง
ทว่าบนเบาะรองนั่งมุมห้อง เด็กหญิงวัยห้าขวบกลับยังไม่เข้าสู่นิทรา เสวี่ยหลันในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวนั่งขัดสมาธิแผ่นหลังตั้งตรง ดวงตาหลับสนิท สองมือน้อยๆ ประสานกันวางไว้บนตัก โดยมี 'ป้ายหยกสีดำสนิท' วางอยู่ตรงกลางฝ่ามือ
กระแสปราณสีม่วงเข้มข้นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ค่อยๆ ไหลซึมออกจากป้ายหยกอสูรบรรพกาล ลอยเข้าสู่จุดตันเถียนของมหาเทพตัวน้อย เสวี่ยหลันใช้เคล็ดวิชาโคจรพลังระดับเทพ ปรับเปลี่ยนไอปีศาจที่ดุดันให้กลายเป็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อขยายเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์ที่คับแคบนี้
หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมารับไอปีศาจโดยตรงเช่นนี้ ร่างกายคงระเบิดแหลกเหลวไปนานแล้ว ทว่าสำหรับผู้ที่เคยครอบครองพลังสามภพ การดูดซับของพรรค์นี้ก็ไม่ต่างจากการดื่มน้ำชาแก้วหนึ่ง
ท่ามกลางความเงียบงันนั้นเอง เปลือกตาของเสวี่ยหลันพลันขยับเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงการสั่นไหวของมวลอากาศที่ริมหน้าต่าง แม้จะแผ่วเบาจนแทบไร้ร่องรอย แต่ไม่อาจเล็ดลอดประสาทสัมผัสของมหาเทพไปได้
เด็กหญิงไม่ได้ลืมตา แต่มุมปากเล็กๆ กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา
"ปีนจวนผู้อื่นยามวิกาล หรือพี่ชายคิดจะเบี้ยวหนี้พันตำลึงทองของข้าเจ้าคะ"
เสียงเจื้อยแจ้วที่ดังขึ้นท่ามกลางความมืด ทำให้ร่างเงาสีดำที่เพิ่งเร้นกายเข้ามาทางหน้าต่างถึงกับชะงักงัน
เซียวมู่เฉินในชุดพรางกายสีดำสนิทก้าวเดินออกมาจากมุมมืด แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระทบใบหน้าหล่อเหลาที่ดูสมบูรณ์แบบของเด็กหนุ่มวัยสิบขวบ อักขระสีเลือดบนหน้าผากของเขาหายไปแล้ว เหลือเพียงดวงตาสีรัตติกาลที่ลึกล้ำและเย็นชา
เขามองเด็กหญิงตัวกลมป่องที่นั่งขัดสมาธิอยู่มุมห้องด้วยแววตาประหลาดใจ ปราณวายุที่เขาใช้พรางตัวนั้นแนบเนียนถึงขั้นที่ยอดฝีมือในเมืองหลวงยังไม่อาจสัมผัสได้ ทว่าเด็กห้าขวบผู้นี้กลับรู้ตัวตั้งแต่เขายังไม่ทันได้แตะพื้นห้องเสียด้วยซ้ำ
"ข้าเพียงมาดูว่าเจ้าเด็กหน้าเลือดตายไปแล้วหรือยัง" เซียวมู่เฉินตอบเสียงเรียบ เขากอดอกพิงกรอบหน้าต่าง สายตาจับจ้องไปที่ป้ายหยกดำในมือของนาง
เมื่อเห็นกระแสไอปีศาจถูกเด็กน้อยดูดซับเข้าไปอย่างต่อเนื่องโดยที่นางไม่แสดงอาการเจ็บปวดหรือคลุ้มคลั่ง คิ้วกระบี่ของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่น
"เจ้ากำลังทำสิ่งใด รู้หรือไม่ว่าหยกชิ้นนั้นมีไออสูรบรรพกาลสถิตอยู่ มนุษย์ธรรมดาที่จิตใจไม่แข็งแกร่งพอ หากดูดซับมันเข้าไป ลมปราณจะแตกซ่านและตกสู่มรรคาของมารร้าย"
เซียวมู่เฉินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาขยับตัวเตรียมจะเข้าไปดึงหยกคืนมา เพราะเกรงว่าเด็กประหลาดผู้นี้จะธาตุไฟแตกซ่านตายไปเสียก่อนที่เขาจะได้ใช้หนี้
เสวี่ยหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสีนิลทอประกายวาววับในความมืด นางแบมือออกให้เขาดู ป้ายหยกดำที่เคยปลดปล่อยไอปีศาจอันบ้าคลั่ง บัดนี้กลับสงบนิ่งและแผ่เพียงความอบอุ่นจางๆ ราวกับลูกสุนัขที่ถูกปราบพยศจนเชื่อง
"พี่ชายไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะ ไออสูรแค่นี้ทำอันใดข้าไม่ได้หรอก มันรสชาติเหมือนน้ำแกงกระดูกหมูที่จืดชืดไปนิดด้วยซ้ำ" เด็กหญิงตอบหน้าตาเฉย พลางโยนป้ายหยกเล่นในมือราวกับเป็นเพียงก้อนกรวดริมทาง
เซียวมู่เฉินยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขาไม่อาจมองทะลุตัวตนของเด็กหญิงผู้นี้ได้เลย นางช่วยชีวิตเขาด้วยน้ำทิพย์ปริศนา กล้าต่อรองเงินหนึ่งพันตำลึงทองโดยไม่เกรงกลัวรังสีฆ่าฟันของเขา ซ้ำยังสามารถสยบไออสูรที่แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นสูงยังต้องหวาดหวั่นได้
นางเป็นใครกันแน่... หรือว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าที่จำแลงกายมาในร่างเด็ก
"เจ้าไม่ใช่เด็กธรรมดา" รัชทายาทปีศาจสรุปเสียงเรียบ เขาไม่ได้ถามต่อว่านางเป็นใคร เพราะเขารู้ดีว่าทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตนเอง โดยเฉพาะในโลกของผู้ฝึกตน
เสวี่ยหลันยักไหล่ เก็บป้ายหยกเข้าย่ามอย่างหวงแหน "ข้าก็เป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยที่ยากจนและต้องการเงินมาเลี้ยงดูท่านแม่เท่านั้นแหละเจ้าค่ะ ว่าแต่พี่ชายมาที่นี่ ดึกดื่นป่านนี้ คงไม่ได้มาแค่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบข้ากระมัง มีของมีค่ามาจำนำเพิ่มหรือเจ้าคะ"
คำพูดที่วกกลับมาเรื่องเงินทำให้เซียวมู่เฉินมุมปากกระตุกเล็กน้อย เขาส่ายหน้าเบาๆ ความรู้สึกอึดอัดที่มีต่อเด็กประหลาดผู้นี้คลายลงกลายเป็นความน่าสนใจอย่างประหลาด
"ข้ามาเพื่อบอกลาก่อนชั่วคราว" เด็กหนุ่มกล่าวเสียงแผ่วลงเล็กน้อย "คืนนี้ข้าและองครักษ์จะเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปสะสางเรื่องราวบางอย่าง การอยู่ในเมืองหลวงต่อไปอาจจะนำอันตรายมาสู่ผู้คนที่อยู่ใกล้ชิดข้า รวมถึงเจ้าด้วย"
เสวี่ยหลันเลิกคิ้ว นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความแค้นและภาระอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กหนุ่ม ดูท่าว่าปมปัญหาของเขาคงจะพัวพันไปถึงการแย่งชิงบัลลังก์ในดินแดนปีศาจเป็นแน่
"หนีหนี้หรือเจ้าคะ" เด็กหญิงเอียงคอถามตาแป๋ว
เซียวมู่เฉินถึงกับหลุดถอนหายใจยาว เขาก้าวเข้าไปใกล้เสวี่ยหลันหนึ่งก้าว ก้มหน้าลงมองสบตากับดวงตาสีนิลที่ไร้ความหวาดกลัวนั้น
"ข้า เซียวมู่เฉิน ไม่เคยตระบัดสัตย์" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและแฝงไปด้วยอำนาจของราชวงศ์ "รักษาหยกนั่นไว้ให้ดี มันจะเป็นสัญลักษณ์คุ้มครองเจ้าจากภัยอันตรายในเงามืด หากข้าจัดการธุระเสร็จสิ้น ข้าจะกลับมาหาเจ้า พร้อมกับดอกเบี้ยที่เจ้าต้องการ"
เสวี่ยหลันมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แม้เขาจะอายุน้อย แต่กลิ่นอายความเป็นผู้นำและความเด็ดขาดนั้นกลับชัดเจน มหาเทพตัวน้อยลอบพยักหน้าในใจ ถือว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งใช้ได้ ไม่เสียทีที่นางอุตส่าห์แบ่งน้ำพุวิญญาณให้
"ตกลงเจ้าค่ะ ข้าจะเก็บรักษาหยกนี้ไว้อย่างดี จนกว่าท่านจะเอาทองคำมาไถ่มันคืน" เสวี่ยหลันยิ้มกว้างจนแก้มปริ "เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ พี่ชายลูกหนี้"
เซียวมู่เฉินมองรอยยิ้มนั้น มุมปากของเขาที่มักจะเหยียดตรงเสมอคล้ายจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่มองแทบไม่เห็น ก่อนที่ร่างของเขาจะสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำและกลืนหายไปกับสายลมหนาวนอกหน้าต่างอย่างไร้ร่องรอย
เรือนเหมันต์กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
เสวี่ยหลันเดินไปปิดหน้าต่างเพื่อกันลมหนาว นางทอดสายตามองออกไปยังลานกว้างที่มืดมิดของจวนแม่ทัพ พรุ่งนี้เช้าสงครามประสาทกับท่านพ่อและอนุหลิวคงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ นางจะต้องหาทางจัดการเรื่องสินเดิมให้เด็ดขาด และเตรียมตัวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝนลมปราณอย่างจริงจังเสียที
โลกมนุษย์แห่งนี้ ดูท่าจะสนุกกว่าที่มหาเทพอย่างนางคิดไว้มากนัก
