ตอนที่ 8 บัญชีสินเดิม
เรือนเหมันต์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกสุดของจวนแม่ทัพ เคยเป็นสถานที่ที่งดงามและสงบเงียบที่สุด ทว่าหลังจากที่มู่หรงเหมยฮวาถูกขับไล่ไปอยู่ท้ายเขา เรือนแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างจนทรุดโทรม บานหน้าต่างกระดาษขาดวิ่น วัชพืชขื้นรกชันไปทั่วลานหิน สระบัวที่เคยงดงามบัดนี้แห้งขอดเหลือเพียงโคลนตม
เหมยฮวาผลักบานประตูไม้ที่ฝืดเคืองเข้าไป ฝุ่นควันลอยคลุ้งจนนางต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกให้ลูกสาว ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตหลั่งไหลเข้ามาจนขอบตาของนางร้อนผ่าว
เสวี่ยหลันกวาดสายตามองสภาพเรือนด้วยแววตาเรียบเฉย นางไม่ได้พูดสิ่งใด เพียงแค่ปล่อยมือนารดาแล้วเดินเตาะแตะเข้าไปกลางห้องโถงหลัก มหาเทพตัวน้อยลอบขยับนิ้วชี้เบาๆ ใต้แขนเสื้อยาว
‘เคล็ดวายุเหมันต์... ปัดเป่า’
กระแสลมเย็นยะเยือกที่แฝงไปด้วยปราณบริสุทธิ์ก่อตัวขึ้นเงียบๆ พัดวนรอบห้องโถงเพียงชั่วอึดใจ หอบเอาฝุ่นผง หยากไย่ และกลิ่นอับชื้นออกไปทางหน้าต่างจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงอากาศที่บริสุทธิ์และสดชื่นราวกับยอดเขาสูง
เมื่อเหมยฮวาเดินตามเข้ามา นางก็ต้องแปลกใจที่เรือนไม่ได้สกปรกอย่างที่คิด นางจึงลงมือปูที่นอนและนำเตาผิงทองเหลืองที่เพิ่งซื้อมาใหม่ใส่ถ่านไร้ควันจุดจนสว่างไสว ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว
"เสวี่ยเอ๋อร์ มาผิงไฟก่อนเถิดลูก" เหมยฮวาเรียกบุตรสาวพลางจัดแจงชงชาอุ่นๆ ที่ซื้อมาจากหอยาหมื่นโอสถ
เสวี่ยหลันเดินมานั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง ใบหน้ากลมป่องดูจริงจังเกินวัย "ท่านแม่เจ้าคะ รายการสินเดิมที่ตระกูลมู่หรงมอบให้ท่านตอนแต่งงาน ท่านแม่ยังเก็บเอกสารตัวจริงไว้หรือไม่"
เหมยฮวาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "เก็บไว้สิลูก ตอนที่แม่ถูกไล่ออกจากจวน แม่แอบเย็บซ่อนมันไว้ในซับในของเสื้อตัวเก่า เอกสารนั้นมีตราประทับของศาลต้าหลี่และจวนเสนาบดีมู่หรงกำกับไว้อย่างถูกต้อง ไม่มีผู้ใดปลอมแปลงหรือทำลายล้างผลทางกฎหมายได้"
"ดีมากเจ้าค่ะ" มุมปากของเด็กหญิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ "เช่นนั้นคืนนี้ ท่านแม่เตรียมนำมันออกมาวางไว้บนโต๊ะได้เลยเจ้าค่ะ เพราะแขกคนสำคัญกำลังจะมาเยือนเราแล้ว"
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) อากาศภายนอกจวนหนาวเหน็บจนน้ำในสระเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทว่าภายในห้องหนังสือของเรือนหลักกลับคุกรุ่นไปด้วยไฟแห่งโทสะ
แม่ทัพหลินเจิ้นหนาน ชายฉกรรจ์วัยสามสิบเศษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายและรูปร่างสูงใหญ่สมชายชาตรี เพิ่งกลับมาจากการฝึกทหารที่ค่ายนอกเมือง เขายังไม่ทันได้ผลัดเปลี่ยนชุดเกราะ หลิวซินหลานก็ถลาเข้ามากอดเอวเขาร่ำไห้ปานจะขาดใจ
"ท่านแม่ทัพ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะเจ้าคะ" หลิวซินหลานสะอื้นไห้ น้ำตาเทียมไหลอาบแก้มที่แต่งแต้มไว้อย่างงดงาม "พี่หญิงมู่หรงกลับมาแล้ว นางไม่เพียงแต่พังประตูใหญ่เข้ามา แต่ยังให้บุตรสาวด่าทอข้าเสียๆ หายๆ ซ้ำยังใช้มนต์ดำอันใดก็ไม่รู้ ทำให้บ่าวชายของเราล้มลงไปคุกเข่าจนกระดูกเข่าแตกไปสองคน... ฮึก... ข้าหวาดกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ"
หลินเจิ้นหนานขมวดคิ้วแน่น เขาลูบแผ่นหลังบอบบางของอนุภรรยาคนโปรดเพื่อปลอบประโลม ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาในอก "เหมยฮวากลับมางั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร นางกับเด็กตัวซวยนั่นน่าจะอดตายอยู่ที่ท้ายเขาไปแล้วมิใช่หรือ"
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ" หลิวซินหลานเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาน่าสงสาร "แต่พวกนางกลับมาด้วยรถม้าหรูหรา แต่งกายด้วยผ้าไหมและเสื้อคลุมขนสัตว์ราคาแพงลิบลิ่ว ข้าเกรงว่า... นางอาจจะไปลักขโมยผู้ใดมา หรือไม่ก็... ไปคบชู้สู่ชายเพื่อแลกเงินทองมาหยามเกียรติตระกูลหลินของเรานะเจ้าคะ"
คำว่า 'คบชู้' และ 'หยามเกียรติ' ราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง หลินเจิ้นหนานเป็นแม่ทัพที่รักหน้าตายิ่งกว่าสิ่งใด หากภรรยาเอกที่ถูกทอดทิ้งไปทำเรื่องบัดสี ย่อมส่งผลถึงชื่อเสียงของเขาในราชสำนัก
"นางกล้าดีอย่างไร" หลินเจิ้นหนานตวาดเสียงกร้าว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "ข้าอุตส่าห์ไว้ชีวิต ไม่ส่งเด็กตัวซวยนั่นไปทิ้งป่า นางยังกล้ากลับมาก่อเรื่องในจวนข้าอีก คืนนี้ข้าจะจัดการไล่นางออกไปให้พ้นหูพ้นตาเสียที"
หลินเจิ้นหนานสะบัดชายเสื้อคลุม ก้าวอาดๆ ออกจากห้องหนังสือมุ่งหน้าไปยังเรือนเหมันต์โดยมีหลิวซินหลานและขบวนสาวใช้เดินตามหลังไปติดๆ แววตาของอนุหลิวเต็มไปด้วยความสะใจ นางรอคอยวันที่มู่หรงเหมยฮวาจะถูกเตะออกจากจวนอย่างเป็นทางการมานานแล้ว
เมื่อมาถึงหน้าเรือนเหมันต์ หลินเจิ้นหนานเห็นแสงไฟสว่างไสวลอดผ่านบานหน้าต่าง เขาไม่ได้สั่งให้บ่าวรับใช้เข้าไปรายงานตัว แต่กลับใช้เท้าถีบบานประตูห้องโถงจนเปิดอ้าออก เสียงไม้กระแทกผนังดังสนั่น
ลมหนาวพัดกรรโชกเข้าไปในห้อง ทว่าภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับทำให้แม่ทัพหนุ่มถึงกับชะงักฝีเท้า
มู่หรงเหมยฮวากำลังนั่งปักผ้าอยู่ข้างเตาผิง นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงสดที่ขับเน้นผิวพรรณให้ดูขาวผ่อง เค้าโครงใบหน้าที่เคยซูบผอมบัดนี้กลับมาอิ่มเอิบงดงามยิ่งกว่าสตรีใดในจวน แม้แต่หลิวซินหลานที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ยังหมองลงไปถนัดตา
ส่วนบนเบาะรองนั่งฝั่งตรงข้าม เด็กหญิงตัวกลมป่องในชุดเสื้อคลุมขนมิงค์สีขาวกำลังนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างามเกินวัย ดวงตาสีนิลคู่โตปรายมองมาที่เขาราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่พังประตูเข้ามา
ความงดงามที่ไม่ได้เห็นมานานทำให้หลินเจิ้นหนานเผลอมองภรรยาเอกอย่างลืมตัว ทว่าทิฐิและคำยุยงของอนุภรรยาทำให้เขารีบดึงสติตัวเองกลับมา ใบหน้าคมคายแปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึง
"มู่หรงเหมยฮวา เจ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ จึงกล้าบุกรุกกลับเข้ามาในจวนของข้า แถมยังทำร้ายคนของเรือนหลังอีก" หลินเจิ้นหนานเอ่ยเสียงเย็นชา สายตากวาดมองข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงในห้อง "และเสื้อผ้าของใช้พวกนี้ เจ้าไปเอาเงินจากที่ใดมาซื้อ หากไปทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงตระกูลหลิน ข้าจะไม่ละเว้นเจ้าแน่"
เหมยฮวาวางสะดึงปักผ้าลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น นางเงยหน้ามองสามีที่ครั้งหนึ่งนางเคยรักสุดหัวใจ บัดนี้นางกลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่าและสมเพช
"ท่านแม่ทัพกล่าวหาข้าด้วยถ้อยคำรุนแรงนัก ข้าเป็นฮูหยินเอกที่ถูกต้องตามกฎหมาย การกลับเข้ามาในเรือนของตนเองถือเป็นการบุกรุกหรือ" เหมยฮวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ส่วนเงินทองเหล่านี้ ข้าจะได้มาอย่างไร ย่อมเป็นเรื่องของข้า หาได้ไปปล้นชิงผู้ใดมาไม่"
"เจ้าชักจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว" หลินเจิ้นหนานตบโต๊ะเสียงดัง "ในเมื่อเจ้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา ข้าก็จะไม่อดทนกับเจ้าและเด็กกาลกิณีนี่อีกต่อไป พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเขียนหนังสือหย่าขาดจากเจ้า นำป้ายชื่อของเจ้าออกจากศาลบรรพชน และไสหัวพวกเจ้าออกไปจากจวนแม่ทัพเสีย"
หลิวซินหลานที่ยืนอยู่ด้านหลังลอบยิ้มกริ่ม ความฝันที่จะได้ขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่ใกล้จะเป็นจริงแล้ว
ทว่าแทนที่เหมยฮวาจะร้องไห้ฟูมฟายอ้อนวอนเหมือนในอดีต นางกลับนั่งนิ่งสงบ ในขณะที่เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยห้าขวบกลับดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"หนังสือหย่าหรือเจ้าคะ ช่างเป็นความคิดที่ประเสริฐยิ่งนัก"
เสวี่ยหลันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างอ้อยอิ่ง เด็กหญิงลุกขึ้นยืน แม้ความสูงจะอยู่เพียงแค่ระดับเอวของบิดา แต่รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ นั้นกลับทำให้หลินเจิ้นหนานรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด
มหาเทพตัวน้อยเดินไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางเตรียมไว้บนโต๊ะข้างเตาผิง คลี่มันออกช้าๆ ให้เห็นตราประทับสีแดงสดของศาลต้าหลี่
"หากท่านพ่อต้องการหย่ากับท่านแม่ เสวี่ยเอ๋อร์ก็เห็นดีเห็นงามด้วยเจ้าค่ะ แต่อย่าลืมนะเจ้าคะ ว่าตามกฎหมายของแคว้นฉู่ หากสามีเป็นฝ่ายขอหย่าภรรยาเอกโดยที่ภรรยามิได้ทำผิดจารีตเจ็ดประการ สามีจะต้องคืน 'สินเดิม' ทั้งหมดให้แก่ภรรยาอย่างครบถ้วนทุกตำลึง"
หลินเจิ้นหนานขมวดคิ้ว "สินเดิมอันใด ข้าไม่เคยแตะต้องของๆ แม่เจ้า"
เสวี่ยหลันหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย้ยหยันจนคนฟังหน้าชา "ท่านพ่ออาจจะไม่ได้แตะต้อง แต่สตรีหน้าหนาที่ยืนซบหลังท่านอยู่นั่น แตะต้องไปจนเกือบหมดแล้วกระมังเจ้าคะ"
เด็กหญิงชูกระดาษรายการสินเดิมขึ้นสูง "สินเดิมของตระกูลมู่หรงประกอบด้วย ทองคำแท่งจำนวนห้าหมื่นตำลึง เครื่องประดับหยกและไข่มุกสามหีบใหญ่ ร้านค้าบนถนนสายหลักจำนวนห้าแห่ง และที่ดินนาดีอีกหนึ่งพันหมู่ นี่ยังไม่รวมถึงปิ่นหยกสลักลายหงส์คู่ที่ปักอยู่บนหัวของอนุหลิวในตอนนี้ด้วยนะเจ้าคะ"
สายตาของหลินเจิ้นหนานตวัดไปมองที่ศีรษะของหลิวซินหลานทันที อนุหลิวสะดุ้งเฮือก รีบยกมือขึ้นปิดปิ่นหยกบนผมของตนด้วยความลุกลี้ลุกลาน
"ขะ... ข้าเปล่านะเจ้าคะ ท่านแม่ทัพ พี่หญิงมู่หรงเป็นคนมอบให้ข้าเองตอนที่นางย้ายออกไป" หลิวซินหลานแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก
"โกหกหน้าตาย" เสวี่ยหลันสวนกลับทันควัน "ท่านแม่ข้าถูกพวกเจ้ากลั่นแกล้งจนต้องอุ้มข้าหนีตายไปอยู่ท้ายเขาตอนกลางดึก จะมีเวลาที่ไหนไปหยิบยื่นของล้ำค่าให้เจ้า"
เด็กหญิงหันกลับมาประจันหน้ากับผู้เป็นบิดา แววตาสีนิลทอประกายเย็นเยียบดุจคมดาบ
"ท่านพ่อเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ควรรู้ดีว่าการยักยอกสินเดิมของภรรยาเอกมีโทษทางอาญา หากท่านต้องการเขียนหนังสือหย่าในวันพรุ่งนี้ ก็โปรดเตรียมทรัพย์สินทั้งหมดตามรายการนี้มาคืนให้ท่านแม่ด้วย หากขาดไปแม้แต่แดงเดียว... เสวี่ยเอ๋อร์คงต้องรบกวนท่านตาให้ไปตีกลองร้องทุกข์ที่หน้าศาลต้าหลี่ เพื่อให้ราชบัณฑิตทั่วเมืองหลวงได้ล่วงรู้ว่า แม่ทัพหลินผู้เกรียงไกร เลี้ยงดูอนุภรรยาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อจากสินเดิมของภรรยาเอก"
คำพูดของเด็กห้าขวบราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางห้องโถง หลินเจิ้นหนานยืนนิ่งงัน ใบหน้าคมคายซีดเผือดสลับกับแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด
เขาไม่เคยรู้เลยว่าหลิวซินหลานแอบเอาสินเดิมของเหมยฮวาไปใช้จ่ายจนหมดสิ้น เพราะเงินเดือนแม่ทัพของเขานั้นไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหรูหราของเรือนหลังมานานแล้ว
หากต้องคืนทองคำห้าหมื่นตำลึงและร้านค้าทั้งหมด จวนแม่ทัพแห่งนี้คงล้มละลายเป็นแน่
"เจ้า... นังเด็กกำเริบ" หลินเจิ้นหนานชี้หน้าลูกสาว มือของเขาสั่นเทาด้วยความเจ็บใจที่ถูกเด็กกะโปโลต้อนจนมุม
"เสวี่ยเอ๋อร์เพียงแค่พูดตามกฎหมายเจ้าค่ะ" เสวี่ยหลันพับกระดาษเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างใจเย็น "ท่านพ่อจะหย่าหรือไม่ ก็พิจารณาดูให้ดีเถิดเจ้าค่ะ แต่ระหว่างนี้ เรือนเหมันต์คือพื้นที่ของฮูหยินใหญ่ หากไม่มีธุระอันใด ก็รบกวนพาสุนัขรับใช้และบ่าวอุ่นเตียงของท่านออกไปจากเรือนของพวกข้าด้วย ท่านแม่ของข้าต้องการพักผ่อนแล้ว"
มหาเทพในร่างเด็กหญิงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ลมปราณไร้รูปสายหนึ่งพัดกระแทกเข้าที่หน้าอกของหลินเจิ้นหนานและหลิวซินหลานจนพวกเขาก้าวถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว
ประตูไม้ของห้องโถงถูกสายลมปริศนาดึงปิดกระแทกใส่หน้าพวกเขาทันที พร้อมกับเสียงลงดาลประตูดังลั่นจากด้านใน ทิ้งให้แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่และอนุภรรยาคนโปรดยืนอ้าปากค้างอยู่กลางลมหนาวหน้าเรือนเหมันต์อย่างไร้เกียรติและไร้ทางสู้
