ตอนที่ 10 พยัคฆ์เนตรเหมันต์
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนแม่ทัพตระกูลหลิน บรรยากาศเงียบสงัดจนผิดปกติ
เรือนหลักที่เคยคึกคักไปด้วยเสียงประจบสอพลอของเหล่าสาวใช้และบ่าวไพร่ บัดนี้กลับตกอยู่ในความอึมครึม แม่ทัพหลินเจิ้นหนานอ้างว่ามีราชการด่วนที่ค่ายทหารจึงรีบออกจากจวนไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ส่วนอนุหลิวก็เก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะส่งคนมาป้วนเปี้ยนใกล้เรือนเหมันต์
มู่หรงเหมยฮวาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาการเจ็บหน้าอกที่เรื้อรังมานานหายเป็นปลิดทิ้ง นางลุกขึ้นจัดการงานบ้านและเตรียมอาหารเช้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้จะยังกังวลเรื่องท่าทีของสามี แต่นางก็เชื่อมั่นในตัวบุตรสาวตัวน้อยที่แสดงความเด็ดขาดออกมาเมื่อคืน
เสวี่ยหลันนั่งรับประทานอาหารเช้าอย่างเรียบร้อย เมื่อเห็นมารดากำลังวุ่นวายกับการคัดแยกเส้นด้ายเพื่อปักผ้า นางจึงเอ่ยขออนุญาตออกไปเดินเล่นที่สวนหลังจวน เหมยฮวาอนุญาตโดยกำชับให้สวมเสื้อคลุมให้อบอุ่น
สวนหลังจวนแม่ทัพมีอาณาเขตกว้างขวางและเชื่อมต่อกับตีนเขาซานหลิงซึ่งเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลังเมืองหลวง เมื่อเดินพ้นสายตาของเหล่าบ่าวไพร่ ร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยห้าขวบก็พลิ้วไหวหายไปในพุ่มไม้ราวกับเงา
เสวี่ยหลันใช้ก้าวพริบตา ซึ่งเป็นวิชาตัวเบาขั้นพื้นฐานที่สุดในความทรงจำของมหาเทพ แม้ร่างกายนี้จะยังไม่มีลมปราณมากนัก แต่การพึ่งพาพลังจิตผสมผสานกับการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ ก็เพียงพอให้นางลัดเลาะขึ้นเขาไปได้อย่างไร้ร่องรอย
อากาศบนเขายังคงหนาวเย็น เกล็ดหิมะบางๆ เกาะตามกิ่งไม้แห้ง เสวี่ยหลันเปิดใช้งานตาริเนตรสวรรค์อีกครั้ง ดวงตาสีนิลทอประกายสีเงินจางๆ กวาดมองหาไอวิญญาณของสมุนไพร นางต้องการรวบรวมพืชปราณเพื่อนำไปสกัดเป็นยาลูกกลอนพื้นฐานสำหรับการเบิกเส้นลมปราณของตนเองอย่างจริงจัง
นางเก็บหญ้าเกล็ดหิมะและเห็ดจันทรามาได้สองสามดอก ทว่าในขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปเด็ดผลวิญญาณสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้โขดหิน จมูกของนางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาตามลม
เสวี่ยหลันชะงักมือ นางหรี่ตามองไปยังทิศทางของกลิ่น ไอวิญญาณที่ลอยวนอยู่บริเวณนั้นมีความผันผวนอย่างรุนแรง มันเป็นไอวิญญาณของสัตว์อสูรที่ทรงพลัง แต่กลับแฝงไปด้วยความอ่อนล้าและใกล้ดับสูญ
เด็กหญิงก้าวเดินอย่างแผ่วเบาตรงไปยังดงไม้หนาทึบ เมื่อแวกกิ่งไม้ที่มีหนามแหลมออก ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้คิ้วเรียวเล็กของนางเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ
บนพื้นหิมะที่เปื้อนไปด้วยรอยเลือดสีคล้ำ มีร่างของสัตว์ตัวหนึ่งนอนฟุบอยู่ หายใจรวยริน รูปร่างของมันดูอ้วนกลม ขนสั้นสีส้มสลับขาว มีลวดลายจางๆ บนแผ่นหลัง ใบหน้ากลมแป้นและใบหูที่ตกลงมาเล็กน้อย ทำให้มันดูไม่ต่างจากแมวส้มตัวอ้วนที่เลี้ยงไว้ตามบ้านเรือนทั่วไป
หากเป็นมนุษย์ธรรมดามาพบเข้า คงคิดว่าเป็นเพียงแมวบ้านที่โชคร้ายถูกสัตว์ใหญ่ทำร้าย ทว่าตาริเนตรสวรรค์ของมหาเทพไม่เคยถูกหลอกลวงด้วยภาพลวงตาอันตื้นเขิน
เสวี่ยหลันจ้องมองลึกลงไป ทะลุเปลือกนอกที่เป็นขนสีส้ม ภายในร่างกลมป้อมนั้น นางเห็นแก่นอสูรสีฟ้าครามที่กำลังแตกร้าว รัศมีพลังที่แท้จริงของมันคือรูปลักษณ์ของพยัคฆ์ตัวมหึมาที่มีขนสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ดวงตาสองข้างส่องประกายสีฟ้าเยือกเย็นราวกับอัญมณี มันคือสัตว์อสูรธาตุน้ำแข็งระดับตำนานที่หายากยิ่ง
'พยัคฆ์เนตรเหมันต์'
สัตว์อสูรสายเลือดบรรพกาลที่มีนิสัยหยิ่งทะนงและดุร้าย มักอาศัยอยู่ในดินแดนทางเหนือที่หนาวเหน็บที่สุด การที่มันมาปรากฏตัวในป่าหลังเมืองหลวงของมนุษย์ ซ้ำยังบาดเจ็บสาหัสและต้องใช้คาถาพรางตัวเพื่อหลบซ่อนตัวในร่างแมวส้มอ้วนท้วนเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เสวี่ยหลันก้าวเข้าไปใกล้ เสียงฝีเท้าของนางทำให้เจ้าก้อนขนสีส้มสะดุ้งสุดตัว มันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยขาสั้นๆ สองข้างหน้า ดวงตากลมโตสีเหลืองอำพันจ้องมองเด็กหญิงด้วยความระแวดระวัง มันแยกเขี้ยวเล็กๆ ออกมาและส่งเสียงขู่เตือน
"ฟ่อ..."
เสียงขู่ที่ควรจะน่าเกรงขามดุจเจ้าป่า กลับกลายเป็นเสียงฟ่อเบาๆ ที่สั่นเครือราวกับลูกแมวหิวนม เสวี่ยหลันแทบจะหลุดหัวเราะออกมา นางยกมือขึ้นกอดอก ทอดสายตามองสัตว์อสูรในตำนานที่ตกอับด้วยความเวทนาปนขบขัน
"สภาพของเจ้าตอนนี้ แม้แต่หนูท่อก็คงไม่กลัวกระมัง" เด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "แก่นอสูรปริร้าว เส้นลมปราณขาดสะบั้น หากปล่อยไว้ไม่เกินครึ่งชั่วยาม เจ้าคงได้กลับไปเกิดใหม่เป็นแมวส้มจริงๆ แน่"
พยัคฆ์เนตรเหมันต์ในร่างแมวชะงักงัน มันเบิกตากว้างมองมนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้า มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางมองทะลุคาถาพรางตัวของมันได้ และยิ่งไม่มีทางรู้ถึงอาการบาดเจ็บภายในของมันอย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้
มันรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย หวังจะปลดปล่อยไอสังหารเพื่อข่มขู่ให้เด็กคนนี้หนีไป ทว่ายังไม่ทันที่มันจะอ้าปาก รังสีความกดดันที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกก็กดทับลงมาบนร่างของมันอย่างกะทันหัน
ตึง...
ขาสั้นๆ ของแมวส้มทรุดฮวบลงกับพื้นหิมะ มันสั่นสะท้านไปถึงส่วนลึกของวิญญาณ ความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าตื่นตัวถึงขีดสุด เมื่อมันเงยหน้าขึ้นมอง มันไม่ได้เห็นเพียงเด็กหญิงวัยห้าขวบอีกต่อไป แต่มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'ผู้เป็นนายแห่งเหมันต์' ตัวตนที่อยู่เหนือกว่าเผ่าพันธุ์ธาตุน้ำแข็งทั้งปวง
กลิ่นอายมหาเทพที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ นั้น แม้จะเจือจาง แต่มันคือสายเลือดที่แท้จริงและบริสุทธิ์ที่สุด
"ในเมื่อสวรรค์ส่งเจ้ามาอยู่ตรงหน้าข้า ถือว่าเจ้ายังมีวาสนาอยู่บ้าง" เสวี่ยหลันลดรังสีความกดดันลง นางนั่งย่อตัวลงตรงหน้าสัตว์อสูรที่บัดนี้หมอบราบอยู่กับพื้นอย่างศิโรราบ
"ข้ากำลังต้องการสัตว์เลี้ยงแก้เหงาสักตัว และเจ้าก็ต้องการผู้รักษาเพื่อรอดชีวิต มาทำสัญญาผูกจิตกันเถิด หากเจ้ายอมรับใช้ข้า ข้าจะคืนชีวิตและพลังที่แท้จริงให้แก่เจ้า"
พยัคฆ์เนตรเหมันต์ลังเลอยู่ชั่วอึดใจ สายเลือดบรรพกาลของมันไม่เคยก้มหัวให้มนุษย์ ทว่ากลิ่นอายของเด็กหญิงผู้นี้ไม่ใช่บุถุชน นางคือตัวตนที่มันสมควรเคารพกราบไหว้ มันจึงค่อยๆ ผงกหัวอันหนักอึ้งเพื่อตอบรับเงื่อนไข
เสวี่ยหลันยิ้มบาง นางกัดปลายนิ้วชี้ของตนเองจนมีหยดเลือดสีแดงสดซึมออกมา ก่อนจะแตะลงบนหน้าผากที่ปกคลุมด้วยขนสีส้มของมัน
"ด้วยนามแห่งเสวี่ยหลัน ข้าขอจารึกวิญญาณของเจ้าไว้ใต้การปกครองของข้า พันธสัญญาโลหิตจงตื่น"
วงเวทสีเงินขนาดเล็กสว่างวาบขึ้นที่หน้าผากของสัตว์อสูร ก่อนจะซึมหายเข้าไปในแก่นวิญญาณ เป็นการยืนยันถึงพันธสัญญานายบ่าวที่ไม่อาจลบล้างได้ตลอดกาล
เมื่อพิธีผูกจิตเสร็จสิ้น เสวี่ยหลันก็ไม่รอช้า นางตวัดนิ้วเรียก 'น้ำพุวิญญาณศักดิ์สิทธิ์' ออกมาจากมิติจิต หยดน้ำใสกระจ่างที่มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์หยดลงบนริมฝีปากของแมวส้มที่นอนหอบอยู่
ทันทีที่น้ำพุวิญญาณไหลล่วงสู่ลำคอ ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด
บาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลังของมันสมานตัวกันอย่างรวดเร็วจนมองเห็นด้วยตาเปล่า แก่นอสูรสีฟ้าครามที่เคยปริร้าวกลับมาผสานกันสนิทและทอประกายสว่างไสว เส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นถูกเชื่อมต่อและขยายใหญ่ขึ้น พลังชีวิตที่เหือดแห้งถูกเติมเต็มจนล้นปรี่
แมวส้มตัวอ้วนลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกเบาสบาย มันสะบัดขนอย่างกระปรี้กระเปร่า พลังของมันฟื้นฟูขึ้นมาถึงแปดส่วนแล้ว มันเงยหน้ามองเจ้านายตัวน้อยด้วยแววตาซาบซึ้งและเทิดทูน มันเตรียมตัวจะคลายคาถาพรางตัวเพื่อแสดงรูปลักษณ์ที่แท้จริงอันสง่างามของพยัคฆ์เนตรเหมันต์ให้เจ้านายได้เห็น
ทว่าเสวี่ยหลันกลับยกมือขึ้นปราม
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ร่างจริงของเจ้ามันสะดุดตาเกินไป ข้ายังไม่อยากให้พวกนักพรตงี่เง่าในเมืองหลวงแห่กันมาล่าเจ้า เอาเป็นว่าในโลกมนุษย์นี้ เจ้าจงอยู่ในร่างแมวอ้วนโง่ๆ ตัวนี้ต่อไปก็แล้วกัน"
พยัคฆ์เนตรเหมันต์ในร่างแมวส้มชะงักค้าง ใบหน้าของมันแสดงออกถึงความผิดหวังอย่างปิดไม่มิด สายเลือดที่สง่างามของมันต้องมาถูกกักขังอยู่ในรูปลักษณ์ของสัตว์เลี้ยงจอมตะกละเช่นนี้หรือ
"อ้อ... แล้วก็เพื่อความสมจริง ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าใหม่" เสวี่ยหลันทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะดีดนิ้วเป๊าะ "สีขนเจ้าออกสีเหลืองอมส้ม เช่นนั้นก็ชื่อ 'หยวนเป่า' ก็แล้วกัน เรียกง่ายและดูเหมาะกับเจ้าดี"
"เมี้ยว!"
หยวนเป่าร้องประท้วงเสียงหลง ชื่ออันใดกัน ช่างโหลและไร้รสนิยมสิ้นดี มันเป็นถึงพยัคฆ์เหมันต์บรรพกาลนะ
"มีปัญหาหรือ" เสวี่ยหลันปรายตามองด้วยหางตา พร้อมกับรังสีเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาเบาๆ
"มิ... เมี้ยว..." หยวนเป่ารีบก้มหน้า ยอมรับชะตากรรมของตนเองอย่างรวดเร็ว เอาเถิด อย่างน้อยเจ้านายผู้นี้ก็มีน้ำพุวิญญาณที่หอมหวานที่สุดในสามภพ แค่เป็นแมวส้มอ้วนท้วนก็ไม่ได้แย่อะไรนัก
เสวี่ยหลันก้มลงอุ้มเจ้าก้อนขนสีส้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน น้ำหนักของมันทำเอานางเซไปเล็กน้อย
"ตัวหนักไม่เบานะเจ้า กินเข้าไปเท่าไหร่ถึงได้อ้วนเป็นหมูเช่นนี้ เอาล่ะ กลับเรือนกันเถิด ข้าได้สมุนไพรพอแล้ว วันนี้ข้าจะลองหลอมยาให้เจ้าดู"
เมื่อเสวี่ยหลันอุ้มหยวนเป่ากลับมาถึงเรือนเหมันต์ มู่หรงเหมยฮวาที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ที่ลานบ้านถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"เสวี่ยเอ๋อร์ ลูกไปเอาแมวตัวนี้มาจากที่ใดกัน" เหมยฮวาวางบัวรดน้ำลงและรีบเดินเข้ามาดู
"เสวี่ยเอ๋อร์เจอมันนอนบาดเจ็บอยู่ชายป่าหลังจวนเจ้าค่ะท่านแม่ ดูเหมือนมันจะหิวโซและหนาวสั่น เสวี่ยเอ๋อร์สงสารเลยพามันกลับมาด้วย เราเลี้ยงมันไว้ได้ไหมเจ้าคะ" เด็กหญิงทำหน้าตาน่าสงสารออดอ้อนมารดา
หยวนเป่าที่อยู่ในอ้อมแขนรับมุกได้อย่างดีเยี่ยม มันช้อนดวงตากลมโตสีเหลืองอำพันขึ้นมองเหมยฮวา ส่งเสียงร้อง 'เมี้ยว' เบาๆ อย่างออดอ้อน และเอาคางถูไถกับแขนเสื้อของเด็กหญิง
เหมยฮวาเห็นท่าทางน่าเอ็นดูของมันก็ใจอ่อนยวบ นางลูบหัวแมวส้มเบาๆ
"ช่างน่าสงสารนัก อ้วนกลมเพียงนี้คงเป็นแมวเลี้ยงที่พลัดหลงมา ได้สิลูก เรามีอาหารและที่ทางกว้างขวาง เลี้ยงแมวสักตัวจะเป็นไรไป แม่จะไปต้มนมแพะอุ่นๆ มาให้มันกินนะ"
"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ มันชื่อหยวนเป่านะเจ้าคะ" เสวี่ยหลันยิ้มกว้าง
เมื่อมารดาเดินลับเข้าไปในครัว หยวนเป่าก็เลิกทำท่าทางออดอ้อน มันกระโดดลงจากอ้อมแขนของเสวี่ยหลัน เดินนวยนาดไปที่เตาผิงกลางห้องโถง ก่อนจะล้มตัวลงนอนผิงไฟด้วยท่าทางเกียจคร้านราวกับเป็นเจ้าของบ้าน
เสวี่ยหลันมองท่าทางของมันแล้วส่ายหน้าเบาๆ นางเดินไปปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท ก่อนจะนำสมุนไพรที่เก็บมาได้วางเรียงไว้บนโต๊ะ
ตราบใดที่พวกหลินเจิ้นหนานและอนุหลิวยังไม่กล้าเข้ามาระราน นางก็จะใช้เวลาอันสงบสุขนี้ในการบ่มเพาะพลัง ในอดีตชาตินางเชี่ยวชาญการปรุงยาและการสร้างค่ายกล แม้ตอนนี้จะไม่มีเตาหลอมยาระดับเซียน แต่ด้วยไฟปราณและการควบคุมที่แม่นยำ การหลอมยาระดับมนุษย์ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น
"หยวนเป่า มาคอยดูต้นทางให้ข้า หากมีผู้ใดเข้าใกล้เรือน ให้ส่งเสียงเตือนทันที" เสวี่ยหลันออกคำสั่งเสียงเรียบ
แมวส้มอ้วนที่นอนอยู่หน้าเตาผิงเปิดเปลือกตาขึ้นข้างหนึ่ง มันส่งเสียงครางรับคำในลำคอ ก่อนจะปล่อยสัมผัสวิญญาณระดับสัตว์อสูรออกไปครอบคลุมทั่วทั้งเรือนเหมันต์ แม้แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นในระยะหนึ่งร้อยจ้าง ก็ไม่อาจรอดพ้นการรับรู้ของมันไปได้
เสวี่ยหลันหลับตาลง รวบรวมสมาธิ จุดไฟปราณสีเงินขึ้นที่ปลายนิ้ว การเดินทางเพื่อกลับคืนสู่บัลลังก์มหาเทพ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ มุมเล็กๆ ในเรือนร้างแห่งนี้
