ตอนที่ 7 การเผชิญหน้าอนุหลิว
ลมหนาวพัดผ่านลานหินอ่อนหน้าจวนแม่ทัพตระกูลหลิน บ่าวเฝ้าประตูทั้งสองยืนนิ่งค้างราวกับถูกแช่แข็ง พวกเขากะพริบตาปริบๆ มองสตรีงดงามในชุดหรูหราตรงหน้า สลับกับเด็กหญิงตัวกลมป่องที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าสูงส่งเกินวัย
ฮูหยินใหญ่ที่เคยถูกขับไล่ไปอยู่กระท่อมท้ายเขาด้วยสภาพร่อแร่ บัดนี้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาด้วยรัศมีที่เจิดจ้ากว่าเดิมเสียอีก
"ตะ... แต่ว่าฮูหยินใหญ่" บ่าวคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาสั่นตะกุกตะกัก "อนุหลิวสั่งไว้ว่า หากผู้ใดจะเข้าออกจวนต้องได้รับป้ายอนุญาตจากนางก่อนขอรับ ประตูใหญ่แห่งนี้ไม่ได้เปิดรับแขกมานานแล้ว..."
มู่หรงเหมยฮวาชะงักไปเล็กน้อย ความคุ้นชินจากการถูกกดขี่มานานทำให้นางเผลอเม้มริมฝีปาก ทว่าสัมผัสอบอุ่นจากมือน้อยๆ ของลูกสาวที่บีบมือของนางไว้แน่น ทำให้เหมยฮวาสูดลมหายใจลึก แววตาที่เคยวูบไหวกลับมาหนักแน่นอีกครั้ง
เสวี่ยหลันเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสีนิลจ้องมองบ่าวรับใช้ด้วยแววตาเย็นชา
"อนุภรรยาตระกูลหลินมีอำนาจสั่งปิดประตูใหญ่ไม่ให้ฮูหยินเอกเข้าจวนตั้งแต่เมื่อใดกัน ท่านแม่ของข้าแต่งเข้าตระกูลหลินด้วยเกี้ยวแปดคนหาม เข้าทางประตูใหญ่ มีชื่อสลักอยู่ในผังตระกูลอย่างถูกต้อง" เด็กหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่กลับกังวานก้องไปทั่วบริเวณ
"หรือท่านตาของข้าที่เป็นถึงอดีตเสนาบดี ต้องไปถามไถ่กฎหมายข้อนี้จากศาลต้าหลี่ ว่าอนุภรรยามีสิทธิ์ข้ามหน้าข้ามตาภรรยาเอกแล้วกระมัง"
บ่าวทั้งสองหน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินการอ้างถึงอดีตเสนาบดีมู่หรง แม้ตระกูลมู่หรงจะตัดขาดกับเหมยฮวาไปแล้ว แต่บารมีของท่านเสนาบดียังคงน่าเกรงขามในราชสำนัก หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ตระกูลหลินย่อมถูกราชบัณฑิตวิพากษ์วิจารณ์จนไม่อาจเงยหน้าได้
"ชักช้าอยู่ไย ยังไม่รีบเปิดประตูอีก" เหมยฮวาเอ่ยเสริม น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจของอดีตคุณหนูใหญ่ที่เคยถูกอบรมมาอย่างดี
บ่าวเฝ้าประตูไม่มีทางเลือก พวกเขารีบก้มหน้ากุลีกุจอไปปลดดาลเหล็กอันหนักอึ้ง บานประตูไม้ทาสีแดงชาดบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออกส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เป็นจังหวะเดียวกับที่ความวุ่นวายหน้าจวนเริ่มดึงดูดความสนใจของบ่าวไพร่ด้านใน
เมื่อประตูเปิดกว้าง เหมยฮวาจูงมือเสวี่ยหลันก้าวข้ามธรณีประตูจวนอย่างสง่างาม ทิ้งความหนาวเหน็บและความอัปยศไว้เบื้องหลัง
ในขณะเดียวกัน ข่าวการกลับมาของฮูหยินใหญ่ก็ลอยไปเข้าหูผู้ที่กุมอำนาจในเรือนหลังอย่างรวดเร็ว
ณ เรือนอิงฮวา ซึ่งเป็นเรือนที่หรูหราที่สุดในจวนแม่ทัพ อนุภรรยาหลิว หรือ 'หลิวซินหลาน' กำลังนั่งจิบชารังนกพลางให้สาวใช้บีบนวดผ่อนคลาย นางสวมชุดผ้าไหมปักดิ้นทอง ลำคอและข้อมือประดับด้วยเครื่องหยกและทองคำที่เคยเป็นของมู่หรงเหมยฮวา
"เจ้าว่ากระไรนะ มู่หรงเหมยฮวากลับมางั้นหรือ" หลิวซินหลานวางถ้วยชาลงกระแทกโต๊ะ คิ้วเรียวที่เขียนไว้อย่างประณีตขมวดเข้าหากัน
"เจ้าค่ะอนุหลิว บ่าวเห็นกับตา พวกนางนั่งรถม้าหรูหรามาจอดหน้าประตูจวน แถมยังแต่งกายด้วยผ้าไหมและเสื้อคลุมขนสัตว์ราคาแพงลิบลิ่ว บ่าวเฝ้าประตูไม่กล้าขัดขวาง จึงเปิดประตูใหญ่ให้พวกนางเข้ามาแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้รีบรายงานด้วยความลุกลี้ลุกลาน
หลิวซินหลานแค่นเสียงหยัน "เหลวไหลสิ้นดี สองแม่ลูกนั่นจะไปเอาเงินทองมาจากที่ใด แม่นมหวังเพิ่งไปดูพวกมันเมื่อสองวันก่อน ยังมีสภาพไม่ต่างจากขอทานรอวันตาย สงสัยคงไปขโมยเสื้อผ้าใครมาสวมรอยเพื่อมาเรียกร้องความสงสารจากท่านแม่ทัพล่ะสิ"
นางลุกขึ้นยืน สะบัดชายกระโปรงอย่างมาดมั่น "ไป เรียกบ่าวชายร่างใหญ่มาสักสี่ห้าคน ข้าจะไปดูหน้าพวกมันเสียหน่อย หากกล้ามาก่อความวุ่นวาย ข้าจะสั่งโบยแล้วโยนออกไปนอกจวนเอง"
หลิวซินหลานเดินเชิดหน้าออกไปพร้อมขบวนสาวใช้และบ่าวชาย นางมั่นใจว่าตนเองเป็นผู้กุมหัวใจของแม่ทัพหลินเจิ้นหนานไว้ได้ทั้งหมด มู่หรงเหมยฮวาเป็นเพียงหญิงโง่งมที่ไม่มีวันตามเล่ห์เหลี่ยมนางทัน
ที่โถงทางเดินหลักของจวน เหมยฮวาและเสวี่ยหลันกำลังเดินทอดน่องชื่นชมสวนหย่อมที่ถูกจัดแต่งอย่างดี เสวี่ยหลันลอบใช้ตาริเนตรสวรรค์กวาดมองไปรอบๆ นางเห็นคราบไอดำจางๆ ลอยปกคลุมอยู่เหนือยอดหลังคาเรือนหลัก ซึ่งเป็นสัญญาณของความอัปมงคลและการคิดคดทรยศ
‘ช่างเป็นจวนที่โสมมเสียจริง ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าของร่างนี้ถึงถูกกลั่นแกล้งจนตาย’ มหาเทพตัวน้อยรำพึงในใจ
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงแหลมปรี๊ดดังก้องขึ้นขัดจังหวะการเดิน หลิวซินหลานเดินกรีดกรายเข้ามาขวางทางด้วยใบหน้าหยิ่งยโส เมื่อนางได้เห็นมู่หรงเหมยฮวาชัดๆ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความริษยาที่พุ่งทะลุอก
ผิวพรรณของเหมยฮวาที่เคยเหลืองซีด บัดนี้กลับขาวผ่องและเปล่งปลั่ง ใบหน้าที่ซูบตอบอิ่มเอิบขึ้นจนเห็นเค้าความงามล่มเมืองในอดีต ซ้ำชุดผ้าไหมสีแดงสดและเสื้อคลุมขนจิ้งจอกนั้น ยังเป็นของชั้นเลิศที่แม้แต่นางเองยังไม่มีปัญญาหาซื้อมาสวมใส่
"ข้าก็นึกว่าขอทานที่ไหนมาร้องห่มร้องไห้ขอข้าวหน้าจวน ที่แท้ก็พี่หญิงนี่เอง" หลิวซินหลานปรับสีหน้า แสร้งยิ้มเยาะเย้ย
"หายหน้าไปอยู่กระท่อมท้ายเขานานนับเดือน เหตุใดวันนี้ถึงได้กลับมาเล่า หรือว่าทนความลำบากไม่ไหว เลยไปลักขโมยเสื้อผ้าผู้ใดมาตบตาคนในจวน ระวังทางการจะมาจับตัวไปนะเจ้าคะ"
เหมยฮวากำมือแน่น นางเกลียดชังรอยยิ้มจอมปลอมของสตรีผู้นี้จับใจ แต่นางยังไม่ทันได้อ้าปากตอบโต้ เสียงเล็กๆ หวานใสก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"ท่านแม่ หญิงหน้าหนาผู้นี้ทำไมถึงไม่มียางอายขนาดนี้เจ้าคะ คงเป็นเพราะท่านแม่ไว้หน้าท่านพ่อมากเกินไปแน่เลยเจ้าค่ะ"
เสวี่ยหลันเอียงคอถามมารดาด้วยใบหน้าซื่อบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตสบมองหลิวซินหลานตั้งแต่หัวจรดเท้า
"เหตุใดจึงแต่งกายด้วยสีสันฉูดฉาดราวกับนางคณิกาตามหอนางโลมท้ายตลาด มารยาทก็ไม่มี ทักทายฮูหยินเอกโดยไม่ยอมคุกเข่าทำความเคารพ หรือบ่าวรับใช้จวนนี้ไม่ได้รับการสั่งสอนเลยหรือเจ้าคะ"
สิ้นคำพูดของเด็กห้าขวบ บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบกริบ บ่าวไพร่ที่ยืนมุงดูอยู่ห่างๆ ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นขำ
หลิวซินหลานหน้าแดงก่ำสลับกับเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด นางชี้หน้าเด็กหญิงตัวกลมที่ยืนแอบอยู่ข้างกระโปรงมารดา
"นังเด็กปากดี! กล้าด่าข้าว่าเป็นนางโลมงั้นหรือ!" หลิวซินหลานแผดเสียง ตบะที่พยายามรักษาไว้ขาดผึง "ข้าเป็นถึงผู้ดูแลจัดการเรือนหลังของจวนแม่ทัพ เป็นที่โปรดปรานของท่านแม่ทัพ เจ้าเป็นแค่กาลกิณีที่เกือบทำให้ตระกูลล่มสลาย มีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนข้า"
เสวี่ยหลันไม่สะทกสะท้าน นางก้าวออกมาข้างหน้ามารดาหนึ่งก้าว มุมปากเล็กๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกขนลุก
"ผู้จัดการเรือนหลังก็คือผู้จัดการเรือนหลัง สถานะก็เป็นเพียง 'อนุภรรยา' หรือพูดให้ถูกคือ 'บ่าวอุ่นเตียง' ที่ท่านพ่อเมตตารับเลี้ยงไว้" เสวี่ยหลันเน้นคำว่าอนุภรรยาชัดเจนทุกถ้อยคำ
"ในแคว้นฉู่นี้ กฎหมายระบุชัดเจนว่าอนุภรรยาต้องทำความเคารพภรรยาเอกทุกเช้าค่ำ ห้ามสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงสด และห้ามก้าวล่วงอำนาจของนายหญิงแห่งจวน"
เด็กหญิงกวาดสายตามองเครื่องประดับบนตัวหลิวซินหลาน "ปิ่นหยกสลักลายหงส์คู่บนศีรษะเจ้า และกำไลทองคำฝังเพชรที่ข้อมือเจ้านั่น ล้วนเป็นสินเดิมของท่านแม่ข้าที่ตระกูลมู่หรงมอบให้ เป็นแค่บ่าวอุ่นเตียงแต่กล้าขโมยของนายหญิงมาสวมใส่ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง"
หลิวซินหลานตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางไม่เคยคิดว่าเด็กหญิงตัวซวยที่เคยเอาแต่หลบอยู่หลังแม่และเอาแต่ร้องไห้ จะมีฝีปากกล้าและล่วงรู้กฎหมายตระกูลได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
"จับตัวนังเด็กผีทารกนี่ไว้!" หลิวซินหลานหันไปตวาดสั่งบ่าวชายร่างบึกบึนด้านหลัง "ตบปากมันให้เลือดออก ข้าจะดูสิว่ามันยังจะกล้าพ่นคำผยองออกมาอีกหรือไม่"
บ่าวชายสองคนรับคำสั่ง พวกเขาก้าวอาดๆ ตรงเข้ามาหาเสวี่ยหลัน เหมยฮวารีบขยับตัวเข้าขวาง แต่คราวนี้เสวี่ยหลันเพียงแค่แตะแขนมารดาเบาๆ เป็นเชิงห้าม
มหาเทพตัวน้อยหรี่ตาลง นางไม่จำเป็นต้องขยับมือด้วยซ้ำ เพียงแค่ปลดปล่อยกลิ่นอายความกดดันระดับจิตวิญญาณออกมาบางเบาราวกับสายลม
ฟุ่บ...
ทันทีที่บ่าวชายทั้งสองก้าวเข้ามาในรัศมีสามก้าว จู่ๆ ความรู้สึกหนาวเหน็บเสียดกระดูกก็พุ่งวาบเข้าโจมตีจุดตันเถียนของพวกเขา ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกหินพันชั่งถ่วงไว้ ก่อนที่เข่าของพวกเขาจะอ่อนยวบและทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้นหินอ่อนอย่างแรง
เสียงกระดูกเข่ากระแทกพื้นดังฟังชัด บ่าวชายทั้งสองหน้าซีดเผือด พยายามจะลุกขึ้นแต่กลับก้าวขาไม่ออก ราวกับมีมือกำยำที่มองไม่เห็นกดทับบ่าของพวกเขาไว้ให้น้อมเคารพเด็กน้อยตรงหน้า
"โอย... ขะ... ขาข้า..." บ่าวชายโอดครวญด้วยความหวาดกลัว
หลิวซินหลานถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ นางมองบ่าวของตนที่จู่ๆ ก็ล้มลงไปคุกเข่าต่อหน้าเสวี่ยหลันอย่างไม่เข้าใจ
"พวกเจ้าทำบ้าอันใด ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ"
เสวี่ยหลันประสานมือไว้ด้านหน้า ยิ้มบางๆ อย่างผู้มีชัย "ดูเหมือนว่าบ่าวรับใช้ของเจ้าจะรู้ความมากกว่าเจ้านะ พวกเขารู้จักคุกเข่าทำความเคารพฮูหยินใหญ่และคุณหนูสายตรงแล้ว เจ้าล่ะอนุหลิว... จะให้ข้าต้องให้คนไปเชิญผู้ตรวจการกรมอาญามาสอนมารยาทให้เจ้าถึงในจวนหรือไม่"
หลิวซินหลานโกรธจนตัวสั่น นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ วันนี้นางเสียหน้าต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งจวน หากยอมคุกเข่า อำนาจที่นางสั่งสมมาตลอดย่อมพังทลาย
"มู่หรงเหมยฮวา เจ้าอย่าคิดว่าจะใช้วิธีสกปรกพวกนี้มาข่มขู่ข้าได้" หลิวซินหลานหันไปเล่นงานคนเป็นแม่แทน "รอให้ท่านแม่ทัพกลับมาจากค่ายทหารก่อนเถิด เขาต้องสั่งลงโทษพวกเจ้าที่กล้ากำเริบเสิบสานในจวนของเขาแน่"
เหมยฮวายืดหลังตรง นางไม่ได้หลบสายตาหลิวซินหลานเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป "เช่นนั้นก็ไปเชิญท่านแม่ทัพมาเถิด ข้าเองก็มีบัญชีหนี้สินเดิมและเรื่องราวมากมายที่ต้องสะสางกับเขากับเจ้าเช่นกัน"
เหมยฮวาจูงมือเสวี่ยหลันเดินฝ่าวงล้อมของสาวใช้และบ่าวที่ยืนตัวสั่น มุ่งหน้าตรงไปยัง 'เรือนเหมันต์' ซึ่งเป็นเรือนพักเดิมของฮูหยินใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างไปนาน
หลิวซินหลานได้แต่มองตามแผ่นหลังของสองแม่ลูกด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย นางกัดฟันกรอดพึมพำกับตัวเอง
"ดี อยากรนหาที่ตายนักข้าก็จะจัดให้ คืนนี้ข้าจะฟ้องท่านแม่ทัพ ให้เขาเขียนหนังสือหย่าขับไล่พวกเจ้าออกไปเป็นขอทานจริงๆ เสียที"
ทว่าอนุหลิวหารู้ไม่ว่า การเผชิญหน้ากับแม่ทัพหลินในคืนนี้ จะกลายเป็นฝันร้ายที่นางและเขาจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
