บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 เตรียมบุกจวนแม่ทัพ

อากาศในตรอกมืดแคบและเย็นเยียบ ทว่าบรรยากาศระหว่างคนสองวัยกลับนิ่งงันจนน่าอึดอัด

เซียวมู่เฉินเบิกตากว้างมองเด็กหญิงตัวกลมป่องตรงหน้า ขนคิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม เขาพยายามโคจรลมปราณในร่างและพบว่า ‘คำสาปกลืนวิญญาณ’ ที่เกือบจะพรากชีวิตเขาไปเมื่อครู่ ถูกพลังขุมหนึ่งที่ทั้งบริสุทธิ์และเย็นเยียบดุจน้ำแข็งหมื่นปีสะกดเอาไว้จนสิ้นฤทธิ์

‘เด็กห้าขวบผู้นี้เป็นคนช่วยข้าไว้จริงๆ หรือ? พลังนั่น... บริสุทธิ์ยิ่งกว่าสายน้ำในสระสวรรค์เสียอีก นางเป็นใครกันแน่?’

เด็กหนุ่มหรี่ตามองอย่างจับผิด ทว่าสิ่งที่เขาเห็นมีเพียงเด็กหญิงในชุดเก่าซอมซ่อ สวมหมวกไหมพรมสีซีด กำลังเคี้ยวซาลาเปาแก้มตุ่ยพลางแบมือป้อมๆ มาตรงหน้าเขา

"พี่ชาย... ท่านหูหนวกหรือเจ้าคะ? ข้าบอกว่าค่าช่วยชีวิตหนึ่งพันตำลึงทอง ข้าอุตส่าห์แบ่งซาลาเปา... เอ้ย! แบ่งยาวิเศษให้ท่านกินเชียวนะ" เสวี่ยหลันแสร้งทำเสียงเจื้อยแจ้ว ทวงหนี้หน้าตาย

เซียวมู่เฉินมุมปากกระตุก ‘ยาวิเศษอันใดของเจ้ากัน ข้าได้กลิ่นเลือดผสมน้ำลายจางๆ ต่างหาก’

ทว่าเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านางคือผู้มีพระคุณจริงๆ เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อเพื่อหาตั๋วเงิน แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ทรัพย์สินของเขาสูญหายไประหว่างการหลบหนีจากการลอบสังหารหมดแล้ว

"ข้า... ไม่มีเงินติดตัว" รัชทายาทปีศาจผู้หยิ่งทะนงจำต้องเอ่ยปากอย่างยากลำบาก ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความอับอาย "แต่ข้าไม่เคยติดหนี้บุญคุณใคร..."

เสวี่ยหลันได้ยินคำว่า 'ไม่มีเงิน' ดวงตากลมโตก็พลันหรี่ลง รังสีมหาเทพขี้งกเริ่มแผ่ซ่าน

‘หนอย... หน้าตาก็หล่อ เสื้อผ้าก็แพง ดันเป็นคุณชายถังแตกเสียนี่ รู้อย่างนี้ข้าปล่อยให้หนาวตายอยู่ตรงนี้ก็ดีหรอก’

ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาดูแคลนจากเด็กน้อย เซียวมู่เฉินรีบปลดป้ายหยกสีดำสนิทที่ห้อยอยู่ข้างเอวส่งให้นาง

"รับสิ่งนี้ไปก่อน มันคือหยกวิญญาณประจำตัวข้า มีค่ามากกว่าทองคำหมื่นตำลึงเสียอีก ถือเป็นของค้ำประกัน หากวันหน้ามีวาสนาพบกัน ข้าจะนำเงินหนึ่งพันตำลึงทองมาไถ่คืน และจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม"

เสวี่ยหลันรับป้ายหยกมาพิจารณา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ตาริเนตรสวรรค์ของนางก็มองเห็นกระแสปราณสีม่วงเข้มข้นที่ไหลเวียนอยู่ภายใน มันคือ 'หยกอสูรบรรพกาล' ของล้ำค่าที่ช่วยกักเก็บและฟื้นฟูพลังวิญญาณได้ดีเยี่ยม

‘หึ... ถือว่าเจ้ายังมีของดีติดตัว ยอมรับเป็นดอกเบี้ยไปก่อนก็แล้วกัน’

เสวี่ยหลันรีบยัดหยกดำลงในย่ามใบจิ๋วของตัวเองอย่างรวดเร็วราวกับกลัวเขาจะแย่งคืน พลางฉีกยิ้มหวาน

"ตกลงเจ้าค่ะ! ข้าชื่อเสวี่ยเอ๋อร์ พี่ชายล่ะชื่ออะไรเจ้าคะ? วันหน้าข้าจะได้ทวงหนี้ถูกคน"

"ข้าชื่อมู่เฉิน" เด็กหนุ่มตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีรัตติกาลจดจำใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นไว้สลักลึกในใจ ก่อนที่หูของเขาจะสดับได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายสิบคู่กำลังมุ่งหน้ามาทางตรอกนี้

"องครักษ์ของข้าตามมาแล้ว ข้าต้องไปก่อน รักษาหยกนั่นไว้ให้ดีนะ เสวี่ยเอ๋อร์"

กล่าวจบ ร่างของเซียวมู่เฉินก็พลิ้วไหวราวกับสายลม พริบตาเดียวก็กระโดดขึ้นหลังคาและกลืนหายไปกับเงามืด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายเย็นเยียบและหยดเลือดบนพื้น

เสวี่ยหลันยักไหล่ นางไม่สนใจหรอกว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน ขอแค่มีเงินมาจ่ายหนี้ก็พอ เด็กหญิงหมุนตัวเดินเตาะแตะออกจากตรอก กลับไปยืนรอที่หน้าร้านซาลาเปาตามเดิม

เพียงไม่กี่อึดใจ มู่หรงเหมยฮวาก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา ในมือหอบหิ้วห่อผ้าใบใหญ่ นางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นลูกสาวยังยืนแทะซาลาเปาอยู่ที่เดิม

"เสวี่ยเอ๋อร์! แม่ซื้อเสื้อคลุมขนเตียว (มิงค์) สีขาวมาให้เจ้าด้วย รีบสวมทับเร็วเข้า อากาศเย็นนักประเดี๋ยวจะจับไข้"

เหมยฮวานำเสื้อคลุมตัวหนานุ่มราคาแพงลิ่วมาสวมให้ลูกสาว เมื่อสวมเสร็จ เสวี่ยหลันก็ดูราวกับก้อนหิมะเดินได้ หรือกระต่ายน้อยขนปุยที่ทั้งน่ารักและสูงส่งจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง

"อุ่นมากเลยเจ้าค่ะท่านแม่ แล้วของท่านแม่ล่ะเจ้าคะ?"

"แม่ก็ซื้อมาแล้วเหมือนกันลูก วันนี้เรามีเงินมากพอ แม่เหมาข้าวสารเนื้อสัตว์และผ้าห่มผืนหนามาเต็มเกวียนเลย" เหมยฮวายิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี

สองแม่ลูกใช้เงินไปเพียงสิบกว่าตำลึงทองในการซื้อเสบียงและของใช้ชั้นดีจนเต็มเกวียนวัว ท่ามกลางสายตาอิจฉาปนตกตะลึงของชาวบ้านที่จำได้ว่านี่คือสองแม่ลูกที่ถูกขับไล่ไปอยู่กระท่อมท้ายเขา

เมื่อกลับมาถึงกระท่อมร้าง เหมยฮวากุลีกุจอจัดเก็บเสบียงและปูที่นอนผืนใหม่ที่หนานุ่ม นางหันไปมองลูกสาวที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตาด้วยท่าทางจริงจังเกินเด็ก

"เสวี่ยเอ๋อร์... ตอนนี้เรามีเงินมากถึงเกือบห้าร้อยตำลึงทอง แม่คิดว่าพรุ่งนี้เราจะไปหาซื้อเรือนหลังเล็กๆ ในเมืองอยู่กันดีหรือไม่? เราจะได้ไม่ต้องทนหนาวอยู่ในกระท่อมผุพังนี่อีกต่อไป" เหมยฮวาเสนอความคิด นางอยากให้ลูกสาวมีชีวิตที่สุขสบาย

ทว่าเสวี่ยหลันกลับส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาสีนิลทอประกายเด็ดขาด

"ไม่เจ้าค่ะท่านแม่"

"ทำไมล่ะลูก? หรือเจ้าชอบอยู่ที่นี่?"

"กระท่อมผุพังนี่มีอันใดให้น่าอยู่กันเจ้าคะ" เสวี่ยหลันกระโดดลงจากเตียง เดินไปจับมือมารดา

"ท่านแม่ เงินห้าร้อยตำลึงทองนี้คือเงินที่เสวี่ยเอ๋อร์หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง แต่สินเดิมของท่านแม่ล่ะเจ้าคะ? เครื่องประดับทองคำ ร้านค้า ที่ดิน และปิ่นหยกสลักที่ท่านตาเคยมอบให้ท่านแม่เป็นสินสอด ของพวกนั้นตกไปอยู่ในมือของอนุหลิวและท่านพ่อใจดำหมดแล้ว ท่านแม่จะยอมยกให้พวกมันเสวยสุขหรือเจ้าคะ?"

เหมยฮวาชะงัก ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีตอันขมขื่น สินเดิมของตระกูลมู่หรงมหาศาลนัก แต่นางหลงรักหลินเจิ้นหนานจนหน้ามืดตามัว ยอมมอบทุกอย่างให้เขาจัดการ จนสุดท้ายเมื่อนางหมดประโยชน์ ก็ถูกอนุหลิวยุยงให้ขับไล่นางออกมาตัวเปล่า

"แต่... แต่แม่เป็นแค่สตรีที่ถูกทอดทิ้ง เราไม่มีอำนาจอันใดไปต่อกรกับจวนแม่ทัพหรอกลูก แค่พวกเรามีชีวิตรอดและมีเงินตั้งตัว แม่ก็พอใจแล้ว" เหมยฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด นางไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวจนลูกต้องเดือดร้อน

เสวี่ยหลันถอนหายใจเบาๆ ‘สตรีผู้นี้ช่างหัวอ่อนนัก ไม่เป็นไร... ในเมื่อท่านแม่ไม่กล้าสู้ มหาเทพผู้นี้จะออกหน้าฟาดฟันพวกมันเอง’

"ท่านแม่ฟังเสวี่ยเอ๋อร์นะเจ้าคะ" เด็กหญิงบีบมือมารดาแน่น น้ำเสียงที่เคยเจื้อยแจ้วแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นและทรงอำนาจอย่างประหลาดจนเหมยฮวาต้องตั้งใจฟัง

"หากเราหนีไปซื้อเรือนซ่อนตัว พวกมันก็จะตราหน้าว่าเราเป็นแค่สุนัขขี้แพ้ และเมื่อใดที่มันรู้ว่าเรามีเงิน มันก็จะส่งคนมาระรานเราไม่เลิกรา เหมือนที่ส่งบ่าวชั่วมาสาดอาหารหมูใส่เราเมื่อวาน"

ภาพเหตุการณ์น่าอดสูเมื่อวานผุดขึ้นในหัวเหมยฮวา ความโกรธเคืองที่ถูกกดทับไว้เริ่มปะทุขึ้น

"การยอมถอยไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยเสมอไปนะเจ้าคะ ท่านแม่คือคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรง คือมารดาของหลินเสวี่ยผู้นี้ พรุ่งนี้เราจะกลับไปที่จวนแม่ทัพ ไม่ใช่เพื่อไปขอความเมตตา แต่ไปเพื่อทวงทุกสิ่งที่เป็นของเราคืนมา เราจะเดินเข้าประตูหน้าอย่างสง่างาม และเหยียบย่ำใบหน้าคนที่เคยดูถูกพวกเราให้จมดิน"

คำพูดอันโอหังและทรงพลังจากปากเด็กห้าขวบ ทำเอาเหมยฮวายืนอึ้ง นางมองลึกลงไปในดวงตาของลูกสาว และพบว่ามันมิใช่แววตาของเด็กไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของผู้กุมชะตาใต้หล้าที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้

ความกล้าหาญของเสวี่ยหลันส่งผ่านความอบอุ่นมาถึงหัวใจที่บอบช้ำของเหมยฮวา อดีตคุณหนูใหญ่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แววตาที่เคยหวาดกลัวค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้น

"ได้ เสวี่ยเอ๋อร์ของแม่พูดถูก หากเรามัวแต่หนี พวกมันก็ยิ่งได้ใจ พรุ่งนี้แม่จะพาเจ้ากลับไปทวงความยุติธรรม"

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ หน้าประตูจวนแม่ทัพตระกูลหลิน

บ่าวเฝ้าประตูสองคนกำลังยืนสัปหงกพิงรูปปั้นสิงโตหิน อากาศยามเช้าหนาวจัดจนพวกเขาไม่อยากขยับตัว ทว่าจู่ๆ เสียงกระดิ่งเงินดังกังวานก็ปลุกพวกเขาให้สะดุ้งตื่น

รถม้าคันใหญ่ที่แกะสลักจากไม้เนื้อหอมบุด้วยผ้าไหมสีแดงเข้ม เทียมด้วยม้าพันธุ์ดีสีขาวปลอดสองตัว เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบันไดจวนอย่างหรูหราอลังการ นี่คือรถม้าเช่าระดับ V.I.P. ที่แพงที่สุดในเมืองหลวง ซึ่งเสวี่ยหลันจ่ายเงินเช่ามาเพื่อการสร้างซีนโดยเฉพาะ

บ่าวเฝ้าประตูรีบวิ่งเข้าไปต้อนรับ นึกว่าเป็นขุนนางใหญ่หรือเศรษฐีที่ไหนมาเยือน "นายท่าน! เชิญขอรับ ไม่ทราบว่าท่านมาขอพบท่านแม่ทัพเรื่องอันใด..."

ทว่าเมื่อม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น รอยยิ้มประจบสอพลอของบ่าวรับใช้ก็พลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า

สตรีที่ก้าวลงมาจากรถม้าสวมชุดกระโปรงผ้าไหมทอลายดอกเหมยสีแดงสด ขลิบด้วยขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ผิวพรรณของนางขาวผ่องอมชมพู ใบหน้างดงามล่มเมืองถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นเลิศ ท่วงท่าการก้าวเดินสง่างามสูงส่งดุจนางพญา

และข้างกายของนาง คือเด็กหญิงวัยห้าขวบในชุดเสื้อคลุมขนมิงค์สีขาวสะอาดตา หน้าตาน่ารักน่าชังราวกับเซียนน้อยที่หลุดออกมาจากภาพวาด ดวงตากลมโตสีนิลจ้องมองมาที่ป้ายจวนแม่ทัพด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ

"ฮะ... ฮูหยินใหญ่! กะ... กับคุณหนูใหญ่!" บ่าวเฝ้าประตูอุทานเสียงหลง ขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขานึกว่าสองแม่ลูกนี้คงหนาวตายหรือกลายเป็นขอทานไปแล้ว เหตุใดถึงกลับมาด้วยสภาพที่ดูร่ำรวยและงดงามยิ่งกว่าองค์หญิงในวังเสียอีก

เสวี่ยหลันเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ตวัดสายตามองบ่าวรับใช้ที่กำลังยืนอ้าปากค้าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ดังก้องไปถึงลานหน้าจวน

"พวกเจ้าตาบอดหรืออย่างไร? ฮูหยินใหญ่ตระกูลหลินกลับมาถึงจวนแล้ว ยังไม่รีบเปิดประตูใหญ่ต้อนรับพวกข้าอีก! หรือตระกูลหลินจะไร้มารยาทจนลืมวิธีต้อนรับภรรยาเอกไปแล้ว"

การประกาศกร้าวของกุมารีน้อยหน้าประตูกำลังจะทำให้จวนแม่ทัพที่เคยเงียบสงบ ต้องลุกเป็นไฟ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel