บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 โสมร้อยปีสะเทือนหอยา

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น มู่หรงเหมยฮวาตื่นแต่เช้ามืด นางนำโสมคนร้อยปีที่ขุดได้เมื่อวานมาห่อด้วยเศษผ้าฝ้ายที่สะอาดที่สุดอย่างเบามือที่สุดราวกับกำลังอุ้มทารก แม้เสื้อผ้าของสองแม่ลูกจะเก่าซอมซ่อและมีรอยปะชุนนับไม่ถ้วน แต่ใบหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาดของเหมยฮวาก็ทำให้บุคลิกของอดีตคุณหนูใหญ่เริ่มฉายแววออกมาบ้าง

เสวี่ยหลันในชุดกันหนาวตัวเก่าที่สั้นเต่อจนเห็นข้อเท้า ถูกมารดาจับสวมหมวกไหมพรมเก่าๆ จนเหลือแต่แก้มป่องๆ สองข้างและดวงตากลมโตสีนิลที่โผล่พ้นออกมา

"เสวี่ยเอ๋อร์ วันนี้เราจะนั่งเกวียนเทียมวัวของท่านลุงหวังเข้าเมืองกัน เข้าไปในเมืองแล้วเจ้าต้องจับมือแม่ไว้ให้แน่น ห้ามวิ่งซนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?" เหมยฮวากำชับขณะอุ้มลูกสาวขึ้นเกวียน

"เข้าใจเจ้าค่ะท่านแม่ เสวี่ยเอ๋อร์จะเป็นเด็กดี" เด็กหญิงรับคำเสียงใส

เกวียนเทียมวัวโยกเยกไปตามทางดินที่ขรุขระ ใช้เวลาเกือบชั่วยาม (2 ชั่วโมง) ในที่สุดก็ผ่านประตูเมืองเข้าสู่ 'เมืองหลวงตงหยาง' ที่แสนคึกคัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายของ กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งร้อนๆ และถังหูลู่เคลือบน้ำตาลทำเอาท้องเล็กๆ ของเสวี่ยหลันร้องจ๊อกขึ้นมาเบาๆ

มหาเทพในร่างเด็กแอบลอบกลืนน้ำลาย 'รอให้ขายโสมนี่ได้ก่อนเถิด ข้าจะเหมาซาลาเปาทั้งถนนเลยคอยดู!'

เหมยฮวาจูงมือลูกสาวเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก จนกระทั่งหยุดยืนอยู่หน้าอาคารไม้สามชั้นที่โอ่อ่าที่สุดในย่านการค้า ป้ายไม้สีดำสลักตัวอักษรสีทองอร่ามเขียนว่า 'หอยาหมื่นโอสถ' ที่นี่คือร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดและรับซื้อของล้ำค่าในราคายุติธรรมที่สุดในเมืองหลวง

ทว่าทันทีที่สองแม่ลูกก้าวเท้าขึ้นบันไดหน้าร้าน บ่าวรับใช้หน้าร้านที่แต่งตัวด้วยผ้าเนื้อดีกว่าพวกนางหลายเท่าก็รีบก้าวเข้ามาขวางพร้อมกับขมวดคิ้วรังเกียจ

"ชิ่วๆ! ไปๆ! ที่นี่ไม่ใช่โรงทานนะ หากจะมาขอทานให้ไปที่ท้ายจวนเจ้าเมืองนู่น วันนี้เถ้าแก่ไม่อยู่แจกเศษเงินหรอก" บ่าวรับใช้โบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน

เหมยฮวาหน้าซีดเผือด ความรู้สึกอดสูตีตื้นขึ้นมาในอก "พี่ชาย ท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกข้ามิได้มาขอทาน แต่มีสมุนไพรอยากจะมาเสนอขายให้หลงจู๊ของพวกท่าน"

"สมุนไพร? ถุย!" บ่าวรับใช้แค่นหัวเราะกวาดตามองเสื้อผ้าซอมซ่อของเหมยฮวา "สภาพอย่างพวกเจ้า คงไปถอนหญ้าหางหมาตามชายป่ามาล่ะสิ หอยาหมื่นโอสถของเรารับซื้อแต่ของล้ำค่า ไม่รับซื้อขยะ! รีบไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะเรียกคนมาโยนพวกเจ้าออกไป"

เหมยฮวากัดริมฝีปากแน่น เตรียมจะหันหลังกลับด้วยความอับอาย ทว่ามือน้อยๆ ของเสวี่ยหลันกลับกระตุกชายเสื้อของมารดาไว้แน่น

เด็กหญิงก้าวออกมายืนข้างหน้า เงยหน้ามองหน้าบ่าวรับใช้ด้วยดวงตาใสซื่อ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่ดังพอจะให้คนในร้านได้ยิน

"พี่ชายจอมโหด ท่านตาเคยบอกว่า 'ตาหมามองคนย่อมเห็นเป็นหมา' ท่านมองไม่เห็นกลิ่นอายสมุนไพรวิเศษในห่อผ้าของท่านแม่ข้า แสดงว่าจมูกของท่านคงป่วยหนักแล้วแน่ๆ ระวังเถิด หากเถ้าแก่ของท่านรู้ว่าท่านไล่สมบัติล้ำค่าไป ท่านจะถูกตีจนก้นลายนะเจ้าคะ"

คำพูดไร้เดียงสาแต่แฝงคำด่าทออย่างเจ็บแสบ (ตาหมามองคน) ทำเอาผู้คนรอบๆ ที่กำลังเลือกซื้อยาถึงกับหลุดขำ บ่าวรับใช้หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด

"นังเด็กขอทานปากดี! กล้าด่าข้าเชียวรึ! วันนี้ข้าจะตบสั่งสอนเจ้าแทนพ่อแม่เจ้าเอง"

บ่าวรับใช้เงื้อมือขึ้นหมายจะตบลงบนแก้มยุ้ยๆ เหมยฮวาร้องลั่นเตรียมเอาตัวเข้าบัง แต่ในวินาทีนั้นเอง...

"หยุดเดี๋ยวนี้! เกิดเรื่องเอะอะอันใดขึ้นหน้าหอยาของข้า!"

เสียงทรงอำนาจของชายชราวัยหกสิบเศษดังขึ้นจากด้านใน ชายชราเคราขาวสวมชุดผ้าไหมสีเทาเดินก้าวออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึง เขาคือ 'หลงจู๊สวี' ผู้ดูแลหอยาหมื่นโอสถแห่งนี้

"หลงจู๊! ขอรับ สองแม่ลูกขอทานนี่มาก่อกวนหน้าร้าน แถมยังด่าทอข้า ข้ากำลังจะไล่พวกนางไปขอรับ" บ่าวรับใช้รีบฟ้อง

หลงจู๊สวีขมวดคิ้ว มองไปยังเหมยฮวาและเด็กหญิงตัวน้อย ทว่าสายตาของคนระดับหลงจู๊ย่อมเฉียบคมกว่าบ่าวรับใช้มาก เขาไม่ได้มองเสื้อผ้าเก่าขาด แต่มองเห็นความสง่างามที่ซ่อนอยู่ในท่วงท่าของเหมยฮวา และความนิ่งสงบผิดเด็กของเสวี่ยหลัน

"แม่นาง... ท่านบอกว่ามีสมุนไพรมาขายหรือ? หอยาของเรามีกฎเกณฑ์ชัดเจน หากเป็นสมุนไพรธรรมดาทั่วไป ข้าคงต้องขอให้ท่านไปร้านอื่น" หลงจู๊สวีกล่าวอย่างสุภาพแต่รักษาระยะห่าง

เสวี่ยหลันไม่รอให้มารดาตอบ นางเขย่งปลายเท้า ยื่นห่อผ้าฝ้ายเก่าๆ ในมือมารดาไปตรงหน้าหลงจู๊ "ท่านปู่หลงจู๊ ลองดมดูสิเจ้าคะ ของดีมักไม่อยู่ในหีบหรูหราเสมอไปหรอกนะเจ้าคะ"

หลงจู๊สวีเลิกคิ้วด้วยความเอ็นดูในความช่างพูดของเด็กน้อย เขารับห่อผ้ามาอย่างเสียไม่ได้

ทว่า... ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาแง้มรอยแยกของผ้าฝ้ายออกเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมสะอาดบริสุทธิ์ที่เจือไปด้วยกลิ่นอายของพลังปราณฟ้าดินก็พวยพุ่งออกมากระทบจมูก

ดวงตาของชายชราเบิกกว้างราวกับเห็นผี มือที่เคยนิ่งสงบสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขารีบเปิดห่อผ้าออกจนหมด เผยให้เห็นรากไม้รูปร่างคล้ายมนุษย์ตัวจิ๋วที่มีรากฝอยสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน

"นะ... นี่มัน! โสมคนเจ็ดแฉก! แถมอายุยัง... ไม่ต่ำกว่าร้อยปี! ไม่สิ กลิ่นอายบริสุทธิ์เพียงนี้... นี่มันโสมร้อยปีคุณภาพระดับราชวงศ์ชัดๆ" หลงจู๊สวีอุทานเสียงหลง ลืมสิ้นซึ่งความสำรวม

บ่าวรับใช้ที่เพิ่งด่าพวกนางไปเมื่อครู่ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ โสมร้อยปีระดับนี้ ต่อให้ทำงานทั้งชีวิตเขาก็ไม่มีปัญญาชดใช้หากไล่มันไป

"ฮูหยิน! เชิญด้านใน เชิญห้องรับรองพิเศษด้านในเลยขอรับ" หลงจู๊สวีเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ รีบโค้งคำนับผายมือเชิญเหมยฮวาอย่างนอบน้อมที่สุด

เหมยฮวาเดินตามเข้าไปแบบงงๆ ในขณะที่เสวี่ยหลันเดินเตาะแตะตามไป ไม่วายหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่บ่าวรับใช้ที่นั่งตัวสั่นอยู่กับพื้น

ภายในห้องรับรองพิเศษ หลงจู๊สวีให้คนนำชาราคาแพงมาต้อนรับ ก่อนจะประเมินราคาโสมด้วยความตื่นเต้น

"ฮูหยิน โสมรากนี้สมบูรณ์ยิ่งนัก ข้าขอเสนอราคาให้ท่านที่ 300 ตำลึงทอง ท่านเห็นสมควรหรือไม่?" หลงจู๊ลองหยั่งเชิง เหมยฮวาได้ยินตัวเลขก็แทบจะหน้ามืด 300 ตำลึงทอง! สำหรับคนธรรมดานั่นคือเงินที่ใช้ได้ทั้งชีวิต

นางกำลังจะอ้าปากตกลง แต่เสวี่ยหลันกลับคว้าแขนเสื้อแม่ไว้ แล้วส่ายหน้าเบาๆ เด็กหญิงหันไปมองหลงจู๊พร้อมกับรอยยิ้มบริสุทธิ์

"ท่านปู่หลงจู๊เจ้าคะ ท่านตาเคยสอนเสวี่ยเอ๋อร์ว่า โสมคนที่มีกลิ่นอายปราณบริสุทธิ์เช่นนี้ หากนำไปหลอมยา 'คืนปราณสมานวิญญาณ' จะช่วยต่ออายุให้ผู้ฝึกยุทธ์ได้ ท่านปู่ให้แค่ 300 ตำลึงทอง... ไม่น้อยไปหน่อยหรือเจ้าคะ? หากเสวี่ยเอ๋อร์เอาไปให้ 'โรงประมูลใต้ดิน' อาจจะได้สัก 500 ตำลึงทองก็ได้นะเจ้าคะ"

คำพูดของเด็กห้าขวบทำเอาหลงจู๊สวีแทบจะพ่นน้ำชา! เด็กคนนี้รู้จักยาคืนปราณสมานวิญญาณได้อย่างไร แถมยังรู้จักราคาตลาดมืดอีกต่างหาก ชายชราปาดเหงื่อบนหน้าผาก มองเด็กน้อยที่ยิ้มกริ่มราวกับจิ้งจอกตัวจิ๋ว

"ดะ... ได้ๆ แม่หนูน้อยช่างฉลาดเฉลียวนัก ข้าสู้ราคาที่ 500 ตำลึงทอง ถือว่าหอยาหมื่นโอสถขอผูกมิตรกับพวกท่าน หากมีของดีเช่นนี้อีก โปรดนึกถึงร้านเราเป็นอันดับแรกนะ"

เหมยฮวาได้แต่อ้าปากค้าง มองลูกสาวตัวน้อยรับตั๋วเงินปึกหนามาใส่ย่ามใบจิ๋วด้วยท่าทางชำนาญราวกับแม่ค้าวัยเก๋า

เมื่อออกจากหอยาหมื่นโอสถ เหมยฮวายังคงรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนก้อนเมฆ พวกนางรวยแล้ว รวยในชั่วข้ามคืน

"ท่านแม่ เสวี่ยเอ๋อร์อยากกินซาลาเปาหมูสับ แล้วก็อยากได้เสื้อคลุมกันหนาวขนจิ้งจอกให้ท่านแม่ด้วย" เสวี่ยหลันชี้ชวนอย่างตื่นเต้น

"ได้สิลูก วันนี้แม่จะซื้อทุกอย่างที่เจ้าอยากกินเลย" เหมยฮวาน้ำตาคลอด้วยความสุข "เจ้าประเดี๋ยวรอแม่ตรงหน้าร้านขายซาลาเปานี้นะ แม่จะข้ามไปซื้อเสื้อกันหนาวที่ร้านฝั่งตรงข้าม ไม่เกินครึ่งก้านธูปแม่จะรีบกลับมา ห้ามไปไหนเด็ดขาดนะ"

"เจ้าค่ะ"

เมื่อมารดาเดินลับสายตาไป เสวี่ยหลันก็ยืนแทะซาลาเปาลูกโตอยู่มุมถนน ทว่าทันใดนั้นเอง คิ้วเรียวเล็กของมหาเทพก็ขมวดเข้าหากัน

วิ้ง...

สัมผัสวิญญาณระดับเทพที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวนางสั่นสะเทือน นางสัมผัสได้ถึง 'กลิ่นอายปีศาจ' ที่รุนแรง บริสุทธิ์ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาจากตรอกแคบๆ ที่มืดมิดและไร้ผู้คนซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว

คนปกติคงวิ่งหนีไปแล้ว แต่มหาเทพผู้ชื่นชอบความท้าทาย (และความอยากรู้อยากเห็น) มีหรือจะพลาด เสวี่ยหลันมองซ้ายมองขวา ก่อนจะเดินเตาะแตะเข้าไปในเงามืดของตรอกนั้น พร้อมกับซาลาเปาในมือ

ยิ่งเดินลึกเข้าไป อากาศก็ยิ่งเย็นเยียบราวกับกำลังก้าวเข้าสู่แดนน้ำแข็ง บนพื้นดินที่เปียกแฉะ มีหยดเลือดสีแดงคล้ำหยดเป็นทางยาว นำไปสู่ร่างของใครบางคนที่นอนฟุบอยู่ข้างกองไม้เก่าๆ

เสวี่ยหลันเดินเข้าไปใกล้ๆ ภาพที่ปรากฏคือเด็กหนุ่มวัยราวสิบขวบ สวมชุดคลุมสีดำขลิบทองที่ตัดเย็บจากผ้าไหมปราณวายุ (ซึ่งแพงระยับ) ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเสวี่ยหลันที่สุดคือใบหน้าของเขา

แม้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน แต่ก็ไม่อาจปิดบังความหล่อเหลาที่สมบูรณ์แบบราวกับหยกสลัก คิ้วเข้มพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน ทว่าตรงกลางหน้าผากของเขากลับมี 'อักขระสีแดงเลือด' ที่กำลังส่องแสงวูบวาบราวกับมีชีวิต มันกำลังสูบกินพลังชีวิตของเขาอย่างบ้าคลั่ง

'คำสาปกลืนวิญญาณเผ่าปีศาจ? ในโลกมนุษย์ที่ห่างไกลเช่นนี้ มีคนของราชวงศ์ปีศาจมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร?' เสวี่ยหลันประเมินสถานการณ์ในหัวทันที

เด็กหนุ่มตรงหน้าคือ 'เซียวมู่เฉิน' รัชทายาทแห่งแดนปีศาจที่ถูกลอบสังหารจนต้องใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายหลบหนีมายังโลกมนุษย์ และตอนนี้เขากำลังจะตาย

เสวี่ยหลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางไม่อยากหาเหาใส่หัว แต่พอเห็นเสื้อผ้าแพงระยับของเขา สัญชาตญาณความงก เอ้ย! ความมีเมตตา ก็ทำงานทันที

"ถือว่าเจ้าโชคดีที่มาเจอมหาเทพผู้ใจบุญนะไอ้หนูปีศาจ..."

เสวี่ยหลันบ่นอุบอิบ นางกัดนิ้วชี้ตัวเองจนเลือดซึมออกมาเล็กน้อย (เพื่อตบตา) แล้วแอบหยด 'น้ำพุวิญญาณศักดิ์สิทธิ์' ผสมลงไปในหยดเลือดของนาง ก่อนจะยื่นนิ้วไปแตะที่ริมฝีปากที่ซีดขาวของเซียวมู่เฉิน

หยดน้ำทิพย์ไหลลื่นลงสู่ลำคอ ทันใดนั้น อักขระสีแดงบนหน้าผากที่เคยก้าวร้าวก็พลันถูกไอเย็นแห่งมหาเทพสยบจนหยุดนิ่งและค่อยๆ จางหายไปหลบซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง พลังชีวิตที่กำลังจะดับมอดถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง

นิ้วมือของเด็กหนุ่มกระตุกเบาๆ ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะค่อยๆ เปิดขึ้น

เซียวมู่เฉินสะลึมสะลือ ดวงตาสีรัตติกาลที่แฝงไปด้วยความเย็นชาและระแวดระวังตวัดมองผู้ที่อยู่ตรงหน้า เขาเตรียมจะเรียกดาบมารออกมาสังหารศัตรู ทว่า...

สิ่งที่เขาสะท้อนเห็นในดวงตา กลับเป็นเด็กหญิงตัวกลมป่องวัยห้าขวบ สวมหมวกไหมพรมเก่าๆ กำลังเคี้ยวซาลาเปาแก้มตุ่ย พลางจ้องมองเขาตาแป๋ว

"เจ้า... เป็นใคร..." เสียงแหบพร่าของเซียวมู่เฉินเอ่ยถามอย่างยากลำบาก ความสับสนตีรวนอยู่ในหัว ทำไมเขาถึงถูกกุมารีน้อยท่าทางโง่งมผู้นี้ช่วยไว้ได้?

เสวี่ยหลันกลืนซาลาเปาลงคอ เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะฉีกยิ้มการค้าที่ดูเจ้าเล่ห์เกินวัย

"ข้าก็คือเจ้าหนี้ที่เพิ่งดึงวิญญาณเจ้ากลับมาจากมือยมบาลอย่างไรเล่า เสื้อผ้าเจ้าดูแพงดีนี่ ค่าช่วยชีวิตครั้งนี้... ข้าคิดราคาประเมินที่หนึ่งพันตำลึงทองก็แล้วกันนะ พี่ชาย"

เซียวมู่เฉิน: "..."

มหาบุรุษแห่งแดนปีศาจ ผู้ซึ่งสยบกองทัพนับหมื่นได้ด้วยปลายนิ้ว... บัดนี้ได้กลายเป็นลูกหนี้ของเด็กห้าขวบจอมหน้าเลือดไปเสียแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel