บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 เนตรสวรรค์

ลมหนาวยามเช้าพัดผ่านรอยแตกของผนังไม้เก่า แสงแดดสีทองจางๆ ลอดผ่านรูโหว่บนหลังคามุงจาก ตกลงกระทบใบหน้ากลมป่องของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนอยู่บนกองฟาง

เสวี่ยหลันขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ ความรู้สึกอุ่นซ่านที่หมุนเวียนอยู่ในจุดตันเถียนเล็กๆ ทำให้ริมฝีปากสีกุหลาบกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ

แม้ร่างกายนี้จะยังเล็กและเปราะบาง แต่ผลจากการได้รับ 'น้ำพุวิญญาณ' เมื่อคืนนี้ ทำให้เส้นลมปราณที่เคยตีบตันและแห้งเหี่ยวเริ่มขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ไอเย็นที่เคยกัดกินกระดูกหายไปสิ้น เหลือเพียงความปลอดโปร่งที่มหาเทพไม่เคยสัมผัสมานาน

"เสวี่ยเอ๋อร์ ตื่นแล้วหรือลูก? มาล้างหน้าล้างตาก่อนเถิด แม่เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้ว"

เสียงอ่อนหวานของมู่หรงเหมยฮวาดังขึ้น นางเดินเข้ามาพร้อมอ่างน้ำไม้ใบเก่า ท่าทางของนางดูแคล่วคล่องขึ้นกว่าเมื่อวานมาก ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวราวกับคนตายเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนตัวนางเองก็ยังประหลาดใจที่อาการไอเป็นเลือดนั้นทุเลาลงราวกับปาฏิหาริย์

เสวี่ยหลันแสร้งทำตาใสซื่อ ลุกขึ้นนั่งพลางขยี้ตาเบาๆ ท่าทางออดอ้อนแบบเด็กน้อย "ท่านแม่ดูสดใสขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ สงสัยสวรรค์คงประทานพรให้ท่านแม่จริงๆ"

เหมยฮวาหัวเราะเบาๆ พลางลูบแก้มยุ้ยๆ ของลูกสาวด้วยความรัก "ปากหวานเสียจริงนะเรา ไปเถิด กินข้าวต้มร้อนๆ แล้วแม่จะพาเจ้าไปเดินชายป่าตามสัญญา แต่อย่าไปไกลนักนะลูก หิมะเพิ่งหยุดตก ทางเดินยังลื่นอยู่นัก"

มื้อเช้ายังคงเป็นข้าวฟ่างเจือจางที่มีเพียงหยิบมือเดียว แต่คราวนี้เสวี่ยหลันแอบดีดหยดน้ำพุวิญญาณจากปลายนิ้วลงไปเพิ่มอีกสองหยด น้ำใสกระจ่างสีเงินประกายละลายหายไปในชามข้าวต้มทันที กลิ่นหอมจางๆ ที่ทำให้จิตใจสดชื่นอบอวลไปทั่วกระท่อมร้าง ทั้งสองแม่ลูกกินข้าวจนหมดเกลี้ยง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปถึงปลายนิ้วเท้า

ชายป่าหลังหมู่บ้านถูกปกคลุมด้วยหิมะบางๆ บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงกิ่งไม้หักดังเปรี้ยะเป็นระยะ เหมยฮวาเดินจูงมือเสวี่ยหลันอย่างระมัดระวัง ในมืออีกข้างถือตะกร้าหวายใบเก่าที่มีรอยซ่อมแซมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าเดินห่างแม่นะลูก ป่าช่วงฤดูหนาวมักมีสัตว์ร้ายออกมาหาอาหาร และที่สำคัญ... อย่าไปใกล้เขตป่าลึกเด็ดขาด"

เหมยฮวากำชับพลางกวาดสายตามองหาเห็ดหรือพืชผักที่พอจะประทังชีวิตได้ ทว่าฤดูนี้พืชพรรณต่างพากันแห้งเหี่ยวไปหมดสิ้น

"เจ้าค่ะท่านแม่!"

เด็กหญิงรับคำอย่างร่าเริง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ดวงตากลมโตสีนิลพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินวาวโรจน์จางๆ นางเริ่มเปิดใช้งาน 'ตาเนตรสวรรค์' พลังวิเศษแห่งมหาเทพที่ติดตัวมาในจิตวิญญาณ

พริบตาเดียว ภาพตรงหน้าของเสวี่ยหลันก็เปลี่ยนไป ต้นไม้ใบหญ้าที่ดูธรรมดาในสายตามนุษย์ กลับถูกฉาบด้วยสีสันของ 'ไอวิญญาณ' พืชพรรณทั่วไปจะมีแสงสีขาวจางๆ เหมือนหมอกควัน แต่หากเป็นของล้ำค่า มันจะแผ่รังสีสีเขียวมรกต สีฟ้าคราม หรือแม้แต่สีทองอร่ามพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

เสวี่ยหลันกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางรำพึงในใจ 'โลกมนุษย์ช่างแห้งแล้งนัก เดินมาตั้งนานมีแต่หญ้าธรรมดา ขืนหาแต่ผักป่า มารดาข้าคงผอมแห้งตายพอดี... เอ๊ะ?'

จู่ๆ ที่โคนต้นไม้ใหญ่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก ซึ่งถูกพุ่มหนามและกองหิมะบดบังไว้ เสวี่ยหลันเห็นไอสีม่วงเข้มพุ่งสูงขึ้นไปกว่าสิบจ้าง มันเป็นไอวิญญาณที่เข้มข้นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยดน้ำ

'นั่นมัน... โสมคนเจ็ดแฉก! แถมมีกลิ่นอายบรรพกาลเจือปน ดูท่าอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีแน่ๆ'

หัวใจเล็กๆ ของมหาเทพเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ในโลกมนุษย์ที่ลมปราณเบาบางเช่นนี้ โสมร้อยปีมีค่าดั่งทองคำพันชั่ง ยิ่งเป็นโสมที่เติบโตในจุดที่เป็น 'ตาน้ำวิญญาณ' ของภูเขาเช่นนี้ สรรพคุณย่อมเหนือล้ำกว่าโสมปลูกทั่วไปนับร้อยเท่า

"ท่านแม่เจ้าคะ! ทางนั้นมีดอกไม้สีแดงสวยจังเลย เสวี่ยเอ๋อร์อยากไปดูเจ้าค่ะ" เด็กหญิงแสร้งชี้ไปทางพุ่มหนาม พลางวิ่งเตาะแตะนำไปทันทีด้วยท่าทางเดียงสา

"เสวี่ยเอ๋อร์! อย่าวิ่งลูก ทางนั้นมีหนามแหลม!" เหมยฮวาหน้าเสียรีบวิ่งตามบุตรสาวไปทันที

เสวี่ยหลันมุดผ่านซอกหนามอย่างคล่องแคล่ว นางแอบตวัดนิ้วเล็กๆ ปล่อยพลังจิตเบาๆ ผลักกิ่งหนามให้แยกออกเป็นทางเดินสะดวก เมื่อมาถึงโคนต้นไม้ใหญ่ นางก็แสร้งทำเป็นนั่งลงและใช้มือน้อยๆ ขุดคุ้ยกองหิมะและดินที่เปียกชื้นอย่างขะมักเขม้น

"เสวี่ยเอ๋อร์! บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่..." เหมยฮวาวิ่งมาถึง พลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อย แต่คำพูดของนางก็ต้องค้างอยู่ในลำคอ เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือน้อยๆ ของลูกสาว

เด็กหญิงชูรากไม้ที่มีรูปร่างแปลกตา มันมีส่วนนูนส่วนเว้าคล้ายมนุษย์ตัวจิ๋ว มีรากฝอยยาวระย้าดุจหนวดเครา และที่สำคัญคือมันแผ่กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นที่ทำให้คนที่กำลังเหนื่อยหอบอย่างเหมยฮวารู้สึกเบาสบายตัวอย่างประหลาด

"ท่านแม่ดูนี่สิเจ้าคะ หัวมันใหญ่มากเลย เสวี่ยเอ๋อร์ขุดได้ในหลุมนี้เจ้าค่ะ"

เหมยฮวาเบิกตากว้างจนแทบจะถลน มือที่ถือตะกร้าสั่นเทาจนแทบจะร่วงหล่น นางเคยเป็นคุณหนูใหญ่ในจวนเสนาบดี ย่อมเคยเห็นของล้ำค่าผ่านตามาบ้าง

"นี่มัน... โสมคน! รูปร่างสมบูรณ์เพียงนี้... ดูจากขนาดและกลิ่น... เสวี่ยเอ๋อร์! นี่มันโสมคนร้อยปี! ลูกไปเจอมันได้อย่างไร!"

"เสวี่ยเอ๋อร์เห็นใบมันรูปร่างประหลาดดีเลยลองขุดดูเจ้าค่ะ" เด็กหญิงเอียงคอทำหน้าซื่อตาแป๋ว "ท่านแม่บอกว่ามันมีค่ามากใช่ไหมเจ้าคะ? งั้นเราเอาไปขายซื้อข้าวเยอะๆ แล้วก็ผ้าห่มอุ่นๆ ให้ท่านแม่ได้ไหมเจ้าคะ?"

น้ำตาของเหมยฮวาไหลอาบแก้มด้วยความตื้นตันใจ นางทรุดตัวลงกอดลูกสาวตัวน้อยไว้แนบอก "ได้สิลูก... ได้แน่นอน! สวรรค์เมตตาพวกเราแล้ว เสวี่ยเอ๋อร์ของแม่คือนางฟ้าตัวน้อยแท้ๆ"

เสวี่ยหลันลูบหลังมารดาเบาๆ พลางยิ้มเย็นในใจ 'นี่แค่โสมร้อยปีท่านยังตกใจเพียงนี้ ถ้าข้าดึงโสมเซียนพันปีในมิติจิตออกมา ท่านไม่ตกใจจนวิญญาณหลุดออกจากร่างเลยหรือเจ้าคะ?'

ระหว่างทางกลับบ้าน เสวี่ยหลันยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางใช้ตาริเนตรสวรรค์นำทาง แอบชี้จุดที่มี 'เห็ดหูหนูเงิน' ที่ซ่อนอยู่ใต้ขอนไม้ผุ และ 'สมุนไพรสมานแผล' อีกหลายชนิด จนตะกร้าเก่าๆ ของเหมยฮวาหนักอึ้งไปด้วยของมีค่า

ทว่าในขณะที่สองแม่ลูกกำลังจะก้าวพ้นชายป่า พุ่มไม้รกชัฏด้านข้างก็สั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงขู่คำรามต่ำๆ ที่สั่นประสาทจนเหมยฮวาหน้าซีดเผือด

โฮก...

สัตว์ร้ายขนาดใหญ่กระโจนออกมาจากเงามืด มันคือ 'พยัคฆ์ลายพาดกลอน' ตัวมหึมา ยาวกว่าแปดศอก ดวงตาสีเหลืองอำมหิตจ้องมองมาที่สองแม่ลูกราวกับเห็นก้อนเนื้ออันโอชะ

"เสวี่ยเอ๋อร์! หนีไป! วิ่งไปที่หมู่บ้านเร็วเข้า!" เหมยฮวาขวัญหนีดีฝ่อ แต่นางกลับกางแขนขวางหน้าลูกสาวไว้ มือที่สั่นเทาคว้ากิ่งไม้แห้งๆ ขึ้นมาถือไว้อย่างไร้ทางสู้ "เจ้าเสือร้าย! อย่าแตะต้องลูกข้านะ!"

เสือโคร่งย่อกายลง เตรียมจะตะปบเหยื่อ ทว่าเสวี่ยหลันกลับไม่ได้ขยับหนีแม้แต่ก้าวเดียว นางเดินออกมาจากข้างหลังมารดา จ้องมองเสือโคร่งตัวนั้นด้วยสายตาเย็นชาที่แฝงไปด้วยอำนาจลี้ลับ

‘ไอ้แมวป่าเสียสติ... กล้าปล่อยรังสีฆ่าฟันใส่ข้าเชียวรึ? อยากจะกลายเป็นผ้าปูพื้นในตำหนักของข้านักใช่ไหม’

เสวี่ยหลันหรี่ตาลง แอบปลดปล่อยกลิ่นอายมหาเทพออกมาเพียงเศษเสี้ยว แม้จะเป็นเพียง 1 ใน 1,000 ส่วน แต่นั่นก็มากพอจะสยบสัตว์เดรัจฉานทุกตัวในป่าแห่งนี้

พยัคฆ์ร้ายที่เคยดุร้ายพลันชะงักกึก ขนทั่วร่างของมันลุกตั้งชันด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่สัมผัสได้ถึง 'ผู้ปกครองสูงสุด' รัศมีสีเงินจางๆ ที่แผ่ออกมาจากเด็กหญิงตัวน้อยทำให้เท้าของมันอ่อนแรงลงจนทรุดลงกับพื้น

เอ๋ง...

เสียงคำรามกึกก้องเปลี่ยนเป็นเสียงครางหงิงประหนึ่งลูกสุนัขโดนหวายเฆี่ยน เสือโคร่งตัวเขื่องรีบมุดหัวลงกับพื้นหิมะ สั่นสะท้านไปทั้งตัว ก่อนจะหมอบคลานถอยหลังหนีเข้าพุ่มไม้ไปอย่างรวดเร็วปานลมกรด

เหมยฮวายืนตัวแข็งทื่อ "สะ... เสือตัวนั้น... มันวิ่งหนีไปเองหรือ?"

เสวี่ยหลันรีบดึงชายเสื้อแม่พลางทำท่าหวาดกลัว "สงสัยมันจะอิ่มแล้วมั้งเจ้าคะท่านแม่ หรือไม่... หน้าตาเสวี่ยเอ๋อร์ตอนหิวคงน่ากลัวกว่ามันเยอะเลย"

"โธ่ ลูกคนนี้... น่ารักปานนี้เสือที่ไหนจะกลัว" เหมยฮวาหัวเราะทั้งน้ำตาด้วยความโล่งอก นางรีบอุ้มลูกสาววิ่งกลับกระท่อมทันที

โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้ ความลับของ ‘โสมคนร้อยปี’ และ ‘เด็กหญิงผู้สยบเสือร้าย’ กำลังจะทำให้หมู่บ้านแห่งนี้สั่นสะเทือน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel