บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 พวกสุนัขรับใช้

ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาทางบานประตูที่พังทลาย หอบเอาเกล็ดหิมะและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากถังไม้ในมือของบ่าวชายเข้ามาปะทะจมูก

แม่นมหวังเบะปากด้วยความรังเกียจ นางยกผ้าเช็ดหน้าสีฉูดฉาดขึ้นปิดจมูก พลางปรายตามองมู่หรงเหมยฮวาและเด็กหญิงตัวน้อยที่ซ่อนอยู่ด้านหลังราวกับมองดูแมลงชั้นต่ำ

"มัวยืนบื้ออันใดอยู่! ฮูหยินรองมีเมตตาให้นำอาหารโอชะมาประทานให้ ยังไม่รีบมาคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณอีก หรือต้องให้ข้าสอนมารยาทตระกูลหลินให้พวกเจ้าใหม่"

สิ้นคำตวาด บ่าวชายร่างบึกบึนสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังก็โยนถังไม้ลงบนพื้นดินหน้ากระท่อมอย่างแรง

โครม! ซ่า...

ของเหลวสีคล้ำส่งกลิ่นเหม็นบูดเน่า เศษผักต้มเละๆ และกระดูกหมูที่ถูกแทะจนเหลือแต่เศษเนื้อติดมันหกเรี่ยราดลงบนพื้นหิมะ

นี่มันไม่ใช่แค่อาหารเหลือ แต่มันคืออาหารในรางหมูและสุนัขเฝ้ายามในจวนแม่ทัพชัดๆ

มู่หรงเหมยฮวามองกองอาหารบูดเน่าบนพื้นด้วยแววตาปวดร้าว น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง

นางเคยเป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีมู่หรง เป็นภรรยาเอกที่แต่งเข้าจวนแม่ทัพอย่างสมเกียรติ

ทว่าบัดนี้กลับถูกสตรีแพศยาและบ่าวไพร่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนไม่เหลือชิ้นดี

"แม่นมหวัง... พวกข้าแม่ลูกแม้จะตกต่ำ แต่ก็มิใช่เดรัจฉานที่จะกินอาหารสุนัขพวกนี้ ท่านนำมันกลับไปเถิด" เหมยฮวากัดริมฝีปากแน่น พยายามเค้นเสียงที่สั่นเทาให้หนักแน่นที่สุด

"ฮ่าๆๆ ช่างหยิ่งยโสเสียจริงนะอดีตฮูหยินใหญ่" แม่นมหวังหัวเราะเสียงแหลมบาดหู "ในเมื่อท่านแม่ทัพทอดทิ้งพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าก็มีค่าต่ำยิ่งกว่าสุนัขในจวนเสียอีก อนุหลิวอุตส่าห์เวทนาส่งของกินมาให้ ยังจะกล้าปฏิเสธ? ได้! ในเมื่อไม่ยอมกินดีๆ พวกข้าก็จะป้อนให้เอง อาต้า อาเอ้อร์ จับนังตัวซวยนั่นมากรอกปาก"

"ขอรับแม่นม"

บ่าวชายร่างยักษ์ทั้งสองแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ก้าวอาดๆ เข้ามาในกระท่อม มู่หรงเหมยฮวาหน้าซีดเผือด นางรีบกางแขนออกบังเสวี่ยหลันไว้มิดชิด แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่วิญญาณความเป็นแม่ทำให้นางไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

"อย่าเข้ามานะ! หากพวกเจ้ากล้าแตะต้องเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าจะสู้ตาย"

ทว่าแรงของสตรีอมโรคหรือจะสู้ชายฉกรรจ์ อาต้าผลักเหมยฮวาจนล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง "หลบไปนังผู้หญิงชั้นต่ำ!"

"ท่านแม่!"

เสวี่ยหลันแสร้งทำเป็นร้องอุทานด้วยความตกใจ ร่างเล็กๆ รีบวิ่งเข้าไปประคองมารดา แต่ในเสี้ยววินาทีที่นางก้มลง ดวงตากลมโตสีนิลที่เคยใสซื่อกลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดที่ลึกล้ำและเย็นเยียบยิ่งกว่าห้วงลึกของแดนเหมันต์

‘สวะชั้นต่ำ... กล้าแตะต้องคนของข้าเชียวรึ!’

รังสีอำมหิตระดับมหาเทพ แม้จะเหลือเพียงเศษเสี้ยวในร่างมนุษย์ แต่เมื่อมันถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับความโกรธจัด อุณหภูมิในกระท่อมที่หนาวอยู่แล้วก็พลันดิ่งวูบลงอย่างฉับพลัน

อากาศรอบตัวบ่าวทั้งสามคนบีบรัดแน่นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากวิญญาณ ลมหายใจของพวกเขาพ่นออกมาเป็นไอสีขาวขุ่น ความหนาวเย็นเสียดแทงทะลุเสื้อผ้าฝ้ายหนาๆ เข้าไปถึงกระดูกดำ

"อูย... ทะ... ทำไมจู่ๆ ถึงได้หนาวจับขั้วหัวใจเช่นนี้" แม่นมหวังลูบต้นแขนตัวเอง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความรู้สึกหวาดกลัวไร้สาเหตุผุดขึ้นมาในใจ

เสวี่ยหลันไม่เปิดโอกาสให้พวกมันตั้งตัว เด็กหญิงวัยห้าขวบที่กำลังกอดมารดาอยู่ แอบขยับนิ้วชี้ข้างขวาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้ออย่างรวดเร็ว

นางดึงเอาพลังจาก 'น้ำพุวิญญาณ' ที่เพิ่งดื่มเข้าไปเมื่อครู่ ผสมผสานกับเคล็ดวิชาควบคุมธาตุน้ำแข็งขั้นพื้นฐานที่สุดในความทรงจำ แม้ร่างกายนี้จะยังไม่มีลมปราณมากพอจะเสกพายุหิมะ แต่นางสามารถควบคุม 'ความชื้น' ในอากาศและพื้นดินได้

‘เคล็ดเหมันต์ซ่อนเร้น วารีเยือกแข็ง’

พริบตาเดียว หยดน้ำจากหิมะที่ละลายอยู่บนพื้นดินบริเวณที่บ่าวทั้งสามยืนอยู่ ก็พลันจับตัวกันเป็นแผ่นน้ำแข็งใสแจ๋ว เรียบลื่นยิ่งกว่ากระจกเงา และกลมกลืนไปกับสีของพื้นดินจนมองไม่เห็น

อาต้าที่กำลังก้าวเท้าเข้าไปกระชากผมของเด็กหญิง ไม่ทันได้ระวังตัว เท้าที่เหยียบลงบนพื้นน้ำแข็งลื่นไถลวืดอย่างแรง

"เหวอออ"

ร่างยักษ์สูญเสียการทรงตัว ขาทั้งสองข้างชี้ฟ้า ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะลอยละลิ่วและตกลงมากระแทกพื้นอย่างจัง

กร๊อบ!

เสียงกระดูกสันหลังลั่นดังกรอบ อาต้าร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทว่าความซวยยังไม่จบแค่นั้น ทิศทางที่เขาล้มลงไปคือบริเวณที่ถังอาหารสุนัขหกเลอะเทอะอยู่พอดี ใบหน้าอัปลักษณ์จุ่มลงไปในกองเศษผักบูดและกระดูกหมูเต็มเปา

"ถุยๆๆ แค่กๆ" อาต้าสำลักน้ำแกงเหม็นบูดเข้าจมูก ดิ้นพราดๆ เหมือนไส้เดือนโดนขี้เถ้า

"อาต้า! มัวทำบ้าอะไรของเจ้า รีบลุกขึ้นมาสิวะ!" อาเอ้อร์เห็นเพื่อนล้มก็สบถลั่น รีบก้าวเข้าไปกะจะดึงตัวขึ้น ทว่าเมื่อเท้าของเขาเหยียบลงบนแผ่นน้ำแข็งล่องหนชิ้นเดียวกัน

"อ๊ากกก!"

อาเอ้อร์ลื่นไถลหมุนคว้างกลางอากาศราวกับลูกข่าง ก่อนจะล้มหน้าคะมำพุ่งหลาวเข้าไปทับร่างของอาต้าอีกทอดหนึ่ง ศีรษะของเขาโขกเข้ากับขอบถังไม้อย่างจังจนเลือดกำเดาพุ่งปรี๊ด สองบ่าวชายกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันในกองอาหารสุนัข ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ไปทั่วบริเวณ

แม่นมหวังเบิกตากว้าง อ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า นางไม่เข้าใจเลยว่าบ่าวชายร่างยักษ์สองคนจู่ๆ ล้มกลิ้งไม่เป็นท่าได้อย่างไร

"พวกเจ้า... พวกเจ้าไอ้พวกไม่ได้เรื่อง! แค่จับเด็กห้าขวบกรอกปากยังทำไม่ได้ ต้องให้ข้าลงมือเองใช่หรือไม่!"

แม่นมหวังกระทืบเท้าด้วยความโมโห นางถลกแขนเสื้อขึ้น หมายจะเดินเข้าไปสั่งสอนสองแม่ลูกด้วยตัวเอง ทว่าความโกรธทำให้นางลืมสังเกตความผิดปกติรอบตัว

ทันทีที่เท้าอวบอ้วนของนางก้าวพ้นขอบประตู...

เสวี่ยหลันกระตุกยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก นิ้วเล็กๆ ตวัดขึ้นเบาๆ

‘ลื่นไปซะ นังหมูตอน’

"ว้ายยยย!"

แม่นมหวังกรีดร้องสุดเสียง ร่างอ้วนท้วนลื่นไถลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับติดล้อ นางพยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะ แต่มีเพียงอากาศธาตุ ร่างของนางพุ่งถลาออกไปนอกกระท่อม ไถลไปตามทางลาดชันที่เต็มไปด้วยโคลนและหิมะละลาย

ตุ้บ! พลั่ก! โครม!

แม่นมหวังกลิ้งหลุนๆ ลงเนินไปไกลกว่าสิบจ้าง (ประมาณ 30 เมตร) คลุกฝุ่นคลุกโคลนจนสภาพไม่ต่างจากหมูตกบ่อโคลน เสื้อผ้าไหมราคาแพงขาดวิ่น ใบหน้าที่ประทินโฉมมาอย่างดีเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและเศษหญ้า

"โอ๊ย... สะ... สะโพกข้า..." แม่นมหวังโอดครวญ พยายามยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทว่าความหนาวเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากกระท่อมร้างยังคงกดทับจิตใจของนาง ราวกับมีดวงตาของมัจจุราชนับร้อยจ้องมองมาในความมืด

อาต้าและอาเอ้อร์ที่เพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากกองอาหารบูด หันมามองหน้ากันด้วยความหวาดผวา บรรยากาศรอบตัวมันผิดปกติเกินไป หนาวเกินไป และน่ากลัวเกินไป

"ผะ... ผีหลอก! กระท่อมนี้มีผีสางปกปักรักษาแน่ๆ!" อาเอ้อร์ตะโกนเสียงหลง หน้าซีดเป็นไก่ต้ม

"แม่นมหวัง หนีเถอะขอรับ! ขืนอยู่ต่อพวกเราได้ตายโหงแน่!" อาต้าไม่รอช้า ทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย วิ่งเตลิดเปิดเปิงลงเขากลับจวนแม่ทัพไปโดยไม่เหลียวหลัง

"ไอ้พวกบ่าวทรยศ! รอข้าด้วย!" แม่นมหวังกัดฟันทนเจ็บ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งตามลูกน้องไปติดๆ ทิ้งไว้เพียงกองเศษอาหารเหม็นหึ่งและรอยถลอกเป็นทางยาวบนพื้นหิมะ

ภายในกระท่อม...

มู่หรงเหมยฮวาที่ยังคงนั่งกอดลูกสาวอยู่บนพื้น กะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง นางยังไม่ได้ทำอะไรเลย จู่ๆ พวกบ่าวชั่วก็พากันลื่นล้มหัวร้างข้างแตก แล้วก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปเสียอย่างนั้น

"เกิด... เกิดอะไรขึ้นหรือเสวี่ยเอ๋อร์?" เหมยฮวาพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

เสวี่ยหลันสลายพลังน้ำแข็งทิ้งอย่างรวดเร็ว ปรับสีหน้ากลับมาเป็นเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาและหวาดกลัว นางซุกใบหน้าเข้ากับอกมารดา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ปนใสซื่อ

"ท่านแม่เจ้าคะ... หญิงชั่วร้ายคนนั้นกับพวกบ่าวคงทำเรื่องเลวร้ายมามาก สวรรค์เลยลงโทษให้พวกเขาลื่นล้มหัวทิ่มใช่หรือไม่เจ้าคะ? ท่านตาเคยบอกว่า คนทำชั่วจะโดนสวรรค์ลงทัณฑ์"

เหมยฮวาได้ยินคำพูดไร้เดียงสาของลูกสาวก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมา นางลูบหลังลูกสาวเบาๆ เพื่อปลอบโยน

"ใช่แล้วลูก สวรรค์มีตาเสมอ คนชั่วแพ้ภัยตนเอง ลุกขึ้นเถิดลูก พื้นมันเย็น"

ขณะที่เหมยฮวาพยุงตัวเองและลูกสาวให้ลุกขึ้น นางกลับไม่รู้สึกเหนื่อยหอบเหมือนแต่ก่อน ซ้ำยังรู้สึกว่าลมปราณในร่างกายไหลเวียนได้ดีขึ้นมาก นางมองไปที่ชามข้าวต้มเปล่าๆ ด้วยความฉงนใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา

เสวี่ยหลันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่มารดาไม่สงสัย ทว่าดวงตาสีนิลของนางกลับทอดมองออกไปนอกกระท่อม มองไปยังทิศทางของจวนแม่ทัพหลิน

‘นี่เป็นเพียงการทักทายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อนุหลิว... แม่ทัพหลิน... รอให้ร่างนี้มีพลังมากกว่านี้อีกสักนิดเถิด ข้าจะไปเยือนพวกเจ้าถึงหน้าประตูจวนเลยทีเดียว’

ทว่าในตอนนี้ ปัญหาเฉพาะหน้ายังไม่หมดไป ข้าวต้มหมดแล้ว อาหารก็ไม่มี แถมประตูบ้านยังพังอีกต่างหาก ขืนปล่อยไว้แบบนี้ คืนนี้ได้หนาวตายของจริงแน่

เสวี่ยหลันเงยหน้ามองมารดา "ท่านแม่เจ้าคะ... ในกระท่อมไม่มีอาหารแล้ว พรุ่งนี้เช้า... เราเข้าป่าไปหาของกินกันดีไหมเจ้าคะ? เสวี่ยเอ๋อร์แข็งแรงแล้ว จะช่วยท่านแม่หาของป่าเอง"

เหมยฮวามองใบหน้ามุ่งมั่นของเด็กห้าขวบด้วยความสะเทือนใจ แต่นางก็พยักหน้า

"ได้สิลูก พรุ่งนี้แม่จะพาเจ้าไปเดินดูรอบๆ ชายป่า แต่ต้องสัญญานะว่าจะไม่ซนและไม่ไปไหนไกล"

"เสวี่ยเอ๋อร์สัญญาเจ้าค่ะ" เด็กหญิงยิ้มกว้างจนตาหยี

รอยยิ้มนั้นบริสุทธิ์งดงามยิ่งนัก ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ในใจของ 'เด็กน้อย' กำลังวางแผนที่จะพลิกหน้าดินของภูเขาลูกนี้ เพื่อหาสมบัติวิเศษมาปรนเปรอมารดาให้กลายเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นเสียแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel