บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 หยาดน้ำพุวิญญาณ

เสียงท้องร้องดังก้องแข่งกับเสียงลมหนาวที่พัดกระหน่ำอยู่ด้านนอกกระท่อม มู่หรงเหมยฮวาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มทั้งน้ำตาจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าซูบผอม นางรีบยกมือที่หยาบกร้านจากการกรำงานหนักขึ้นปาดน้ำตาบนแก้ม

"เสวี่ยเอ๋อร์หิวแล้วใช่หรือไม่? ลูกเพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ร่างกายย่อมต้องการอาหาร รอแม่ประเดี๋ยวเดียวนะ แม่จะไปต้มข้าวต้มมาให้"

สตรีผู้อ่อนแอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางประคองร่างเล็กๆ ของเสวี่ยหลันให้นอนพิงกองฟางเก่าๆ ที่ปูทับด้วยผ้าห่มผืนบางอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

เสวี่ยหลันสังเกตเห็นว่าขาทั้งสองข้างของมารดาสั่นเทา ซ้ำยังมีเสียงไอดังค่อกแค่กเล็ดลอดออกมาจากลำคอตลอดเวลา

ดวงตากลมโตสีนิลทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่เดินโซเซไปมุมหนึ่งของกระท่อม ซึ่งถูกสมมติให้เป็น 'ห้องครัว' เล็กๆ มีเพียงเตาดินเผาเก่าๆ และหม้อดินบิ่นๆ หนึ่งใบ

ในอดีตชาติ มหาเทพเสวี่ยหลันถือกำเนิดจากแก่นแท้แห่งพายุหิมะบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ไร้บิดามารดา ไร้ญาติมิตร นางเติบโตมาท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดีในแดนเทพ ต้องเหยียบย่ำซากศพนับไม่ถ้วนเพื่อก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มหาเทพ

นางไม่เคยรู้จักความอบอุ่นของการมีครอบครัว ไม่เคยมีใครยอมอดทนหนาวเหน็บและหิวโหยเพื่อปกป้องนางเช่นนี้

‘สตรีผู้นี้ช่างโง่งมเสียจริง ตัวเองอ่อนแอจนลมพัดก็แทบจะปลิวไปแล้ว ยังจะห่วงเด็กน้อยที่ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวซวยอีก’

เสวี่ยหลันรำพึงในใจ ทว่าลึกๆ แล้ว กำแพงน้ำแข็งในจิตใจที่หนาเตอะของนางกลับเริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆ มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทำให้จิตวิญญาณอันหนาวเหน็บของนางรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา

‘เอาเถิด มู่หรงเหมยฮวา ในเมื่อเจ้ามอบชีวิตและความรักอันบริสุทธิ์นี้ให้แก่ร่างที่ข้าอาศัยอยู่ ข้า เสวี่ยหลัน ก็จะขอนับถือเจ้าเป็นมารดาของข้าอย่างแท้จริง ใครที่มันบังอาจรังแกเจ้า ข้าจะส่งมันไปทักทายบรรพบุรุษในปรโลกเอง’

เมื่อตั้งปณิธานแน่วแน่ เด็กหญิงตัวน้อยก็หลับตาลง ดึงสติกลับเข้าสู่ห้วงสมาธิอีกครั้ง

วิ้ง...

จิตวิญญาณของนางถูกดึงดูดเข้ามาใน 'มิติจิตเหมันต์' อีกครา ทว่าภาพที่เห็นกลับทำเอามหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แทบอยากจะยกมือกุมขมับ

มิติจิตที่เคยเกรียงไกร กว้างใหญ่ไพศาลดั่งโลกอีกใบ มีภูเขาหิมะศักดิ์สิทธิ์ มีปราสาทน้ำแข็งและสวนสมุนไพรเซียนนับหมื่นไร่

บัดนี้กลับถูกหมอกสีเทาหนาทึบปิดกั้นไว้จนหมดสิ้น เหลือเพียงพื้นที่วงกลมเล็กๆ ขนาดเท่าลานหน้าบ้านเท่านั้นที่ยังเปิดออก ตรงกลางลานมีบ่อน้ำพุศิลาขนาดเท่าอ่างล้างหน้าตั้งอยู่

น้ำในบ่อแห้งขอด มีเพียงหยดน้ำใสกระจ่างสีเงินประกายร่วงหล่นลงมาจากอากาศธาตุอย่างเชื่องช้า... หยด... แหมะ... หยด... แหมะ...

นี่คือ 'น้ำพุวิญญาณศักดิ์สิทธิ์' ที่สามารถชุบชีวิตคนตาย รักษาพิษร้อยแปด และเพิ่มพูนลมปราณได้มหาศาล

แต่ด้วยร่างกายของเด็กห้าขวบที่อ่อนแอเกินไป ทำให้พลังจิตของเสวี่ยหลันปลดล็อกมิติได้เพียงระดับต่ำสุดเท่านั้น น้ำพุวิญญาณจึงผลิตออกมาได้เพียงแค่วันละไม่กี่หยด

‘อนาถแท้... มหาเทพเช่นข้าต้องมานั่งรอรับน้ำทีละหยดเยี่ยงขอทาน’

เสวี่ยหลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ในใจ แต่ก็ยังใช้พลังจิตรองรับหยดน้ำพุวิญญาณขนาดเท่าเม็ดไข่มุกมาได้ประมาณสามสี่หยด

ฟุ่บ!

เด็กหญิงลืมตาขึ้นมาในโลกความจริง นางแบมือเล็กป้อมออกอย่างระมัดระวัง บนฝ่ามือมีหยดน้ำสีเงินใสแจ๋วกลิ้งกลอกไปมา มันแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์ของพลังฟ้าดินออกมาจางๆ โชคดีที่คนธรรมดาอย่างมารดาของนางไม่มีทางสัมผัสได้

เสวี่ยหลันพยุงร่างหนักอึ้งของตนเองให้ลุกขึ้น ขาสั้นๆ ก้าวเตาะแตะไปหามารดาที่หน้าเตาดิน

มู่หรงเหมยฮวากำลังใช้กิ่งไม้เขี่ยฟืนที่เปียกชื้นให้ติดไฟ ในหม้อดินมีน้ำเปล่าต้มกับเมล็ดข้าวฟ่างหยาบๆ เพียงหยิบมือเดียว มันเจือจางเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นน้ำล้างกระทะมากกว่าข้าวต้ม

"ท่านแม่..." เสียงเล็กๆ หวานใสเอ่ยเรียก

เหมยฮวาสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันมาประคองลูกสาว

"เสวี่ยเอ๋อร์ ลุกขึ้นมาทำไมลูก อากาศหนาวปานนี้ กลับไปนอนห่มผ้าเถิด ข้าวต้มใกล้จะสุกแล้ว"

"เสวี่ยเอ๋อร์อยากช่วยท่านแม่เจ้าค่ะ"

เด็กหญิงทำตาแป๋ว แก้มยุ้ยๆ ขยับไปมาดูน่าเอ็นดู ซ้ำยังแสร้งทำท่ายกมือขึ้นอังไออุ่นจากเตา

"ตรงนี้อุ่นดี เสวี่ยเอ๋อร์ชอบเจ้าค่ะ"

มารดาเห็นท่าทางน่ารักน่าชังนั้นก็ใจอ่อนยวบ ยิ้มบางๆ พลางลูบศีรษะเล็กๆ

"เด็กดีของแม่ เช่นนั้นก็นั่งผิงไฟอยู่ตรงนี้นะลูก ระวังอย่าให้โดนหม้อร้อนๆ ล่ะ"

ในจังหวะที่เหมยฮวาหันไปหยิบชามกระเบื้องเก่าๆ ที่มุมห้อง เสวี่ยหลันก็ไม่รอช้า นางตวัดนิ้วชี้ป้อมๆ อย่างรวดเร็ว ดุจดั่งกระบี่ทะลวงฟัน

ติ๋ง...

หยดน้ำพุวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ถูกดีดลงไปผสมกับน้ำข้าวต้มในหม้อดินอย่างแม่นยำไร้ร่องรอย

ทันทีที่น้ำพุวิญญาณสัมผัสกับความร้อน กลิ่นหอมจางๆ ที่สดชื่นราวกับอากาศบนยอดเขาสูงก็ระเหยขึ้นมาผสมกับไอน้ำ ข้าวฟ่างหยาบๆ สีคล้ำพลันพองตัวและดูน่ากินขึ้นมาอย่างประหลาด

เมื่อเหมยฮวาตักข้าวต้มใส่ชาม นางถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

"เอ๊ะ? ทำไมวันนี้ข้าวต้มถึงหอมนักล่ะ หรือว่าแม่หิวจนตาลายไปเอง?"

นางส่ายหน้าขับไล่ความคิด นำชามข้าวต้มมาเป่าให้คลายร้อน แล้วตักป้อนถึงปากลูกสาว

"มาเถิดเสวี่ยเอ๋อร์ กินเสียหน่อยจะได้มีแรง"

เสวี่ยหลันอ้าปากรับข้าวต้มเข้าปาก น้ำพุวิญญาณแม้เจือจางมาก แต่ก็ยังคงสรรพคุณวิเศษ มันไหลลื่นลงคอ เปลี่ยนเป็นกระแสไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่ว

จุดตันเถียนและเส้นลมปราณที่ตีบตันของร่างเด็กน้อย ความเหนื่อยล้าและความหนาวเย็นถูกขับไล่ออกไปกว่าครึ่ง

"อร่อยมากเจ้าค่ะ ท่านแม่ก็กินด้วยสิเจ้าคะ" เด็กหญิงดันชามกลับไปหามารดา

"แม่ไม่หิว ลูกกินเถิด ร่างกายลูกยังอ่อนแอ" เหมยฮวาปฏิเสธ นางตั้งใจจะเก็บอาหารที่มีอยู่น้อยนิดนี้ไว้ให้ลูกทั้งหมด

ทว่ามีหรือที่มหาเทพจะยอมให้มารดาปฏิเสธ

"ไม่เอา! เสวี่ยเอ๋อร์อิ่มแล้ว ถ้าท่านแม่ไม่กิน เสวี่ยเอ๋อร์ก็จะร้องไห้จริงๆ ด้วย! ฮึก..."

เสวี่ยหลันงัดไม้ตาย บีบน้ำตาคลอเบ้า ทำปากยื่นเบาะแบะ ประหนึ่งว่าโลกนี้กำลังจะแตกสลายหากมารดาไม่ยอมกินข้าวต้มชามนี้

เหมยฮวาตกใจ รีบโอ๋ลูกสาวพัลวัน "โธ่ๆ เด็กดีของแม่ อย่าร้องๆ แม่กินแล้วลูก แม่กินแล้ว"

สตรีผู้อ่อนแอจำใจตักข้าวต้มที่เหลือในชามเข้าปาก ทันทีที่น้ำแกงอุ่นๆ ไหลลงสู่กระเพาะ ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง

มันมิใช่เพียงความอร่อย แต่นางรู้สึกถึงกระแสน้ำอุ่นๆ ที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย

อาการปวดเสียดที่หน้าอกซึ่งเป็นเรื้อรังมานานพลันบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับมาโล่งโปร่ง ผิวพรรณซีดเซียวที่เคยไร้สีเลือดก็เริ่มมีฝาดเลือดสีชมพูจางๆ ปรากฏขึ้นบนพวงแก้ม เรี่ยวแรงที่เคยหดหายราวกับถูกเติมเต็มกลับคืนมา

"นี่มัน..." เหมยฮวาก้มมองชามเปล่าในมือด้วยความตกตะลึง นางไม่เคยรู้สึกเบาสบายตัวเช่นนี้มาก่อนนับตั้งแต่ถูกไล่ออกจากจวนแม่ทัพ "เกิดอะไรขึ้นกัน? ทำไมแม่ถึงรู้สึก..."

เสวี่ยหลันลอบยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ‘แน่นอนสิ นั่นคือน้ำพุวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ ต่อให้เจ้าใกล้ตาย ข้าก็ดึงวิญญาณเจ้ากลับมาจากมือยมบาลได้’

แต่ภายนอก เด็กหญิงกลับเอียงคอทำตาใสซื่อ "ท่านแม่เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? หรือว่าข้าวต้มไม่อร่อย?"

"ปะ... เปล่าลูก แม่แค่รู้สึกมีแรงขึ้นมาก คงเพราะได้กินของอุ่นๆ กระมัง" เหมยฮวาส่งยิ้มกว้างให้ลูกสาว เป็นยิ้มที่สดใสที่สุดในรอบหลายปี

บรรยากาศในกระท่อมร้างที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของสองแม่ลูก ทว่าความสงบสุขนั้นช่างสั้นนัก

ปัง!!

เสียงถีบประตูไม้เก่าๆ ดังสนั่นหวั่นไหว บานประตูที่ผุพังอยู่แล้วหลุดกระเด็นออกจากบานพับ ร่วงลงมากระแทกพื้นฝุ่นตลบ

ปรากฏร่างของสตรีวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วน สวมเสื้อผ้าไหมเนื้อดีสีฉูดฉาดที่ดูขัดกับสถานที่ นางยืนเท้าเอวอยู่ที่หน้าประตู เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง ด้านหลังมีบ่าวชายร่างกำยำอีกสองคนยืนคุมเชิงอยู่

สตรีผู้นี้คือ 'แม่นมหวัง' บ่าวคนสนิทของ 'อนุหลิว' หญิงแพศยาที่แย่งชิงตำแหน่งความโปรดปรานไปจากมารดาของนาง และเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกนางต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่

"โย่ว! นึกว่าหนาวตายไปแล้วเสียอีกคุณหนูใหญ่มู่หรง" แม่นมหวังแค่นเสียงหัวเราะเยาะ กวาดสายตามองสภาพซอมซ่อของกระท่อมด้วยแววตารังเกียจ

"ฮูหยินรองช่างมีเมตตานัก อุตส่าห์ให้พวกข้าเอาของเหลือจากสุนัขในจวนมาแบ่งปันให้พวกเจ้าประทังชีวิต ยังไม่รีบมาคุกเข่ารับของประทานอีก"

มู่หรงเหมยฮวาหน้าซีดเผือด นางรีบดึงตัวเสวี่ยหลันไปซ่อนไว้ด้านหลังตนเองอย่างปกป้อง ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและอดสู

ในขณะเดียวกัน เด็กหญิงวัยห้าขวบที่ซ่อนตัวอยู่หลังมารดา ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มผู้มาเยือน ดวงตาใสซื่อไร้เดียงสาเมื่อครู่พลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเย็นเยียบยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลก

‘รนหาที่ตายนัก กล้าเอาของเหลือสุนัขมาให้มหาเทพผู้นี้กินงั้นรึ?’

อุณหภูมิในกระท่อมที่หนาวอยู่แล้ว พลันลดฮวบลงจนแทบจะแช่แข็งวิญญาณผู้คน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel