บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 13 บัญชีสีดำ

ยามซื่อ รถม้าเช่าคันเรียบหรูเคลื่อนตัวไปตามถนนเทียนสุย ซึ่งเป็นถนนการค้าสายหลักที่คึกคักที่สุดในเมืองหลวงตงหยาง สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าระดับเหลา โคมไฟสีแดงและป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองสะท้อนแสงแดดยามเช้า ผู้คนเดินขวักไขว่จับจ่ายซื้อของกันอย่างเนืองแน่น

ภายในรถม้า มู่หรงเหมยฮวานั่งหลังตรง ท่วงท่าสง่างามสมกับที่เคยได้รับการอบรมในจวนเสนาบดี นางสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ขับเน้นผิวพรรณที่เริ่มมีน้ำมีนวลให้ดูผ่องใสยิ่งขึ้น

ข้างกายของนางคือเสวี่ยหลันในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนปักลายดอกท้อ สวมเสื้อคลุมขนมิงค์สีขาวสะอาดตา เด็กหญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาเรียบเฉย

"เสวี่ยเอ๋อร์ ร้านผ้าจินซิ่วเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสินเดิมของแม่" เหมยฮวาเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางแฝงความกังวลเล็กน้อย "หลงจู๊ที่ดูแลร้านชื่อ 'เฉียนกุ้ย' เขาเป็นคนกะล่อนและเป็นญาติห่างๆ ทางฝั่งมารดาของหลิวซินหลาน หากเราเข้าไปขอตรวจบัญชีตรงๆ เขาคงไม่ยอมส่งมอบให้โดยง่าย"

เสวี่ยหลันละสายตาจากหน้าต่าง หันมามองมารดาพร้อมรอยยิ้มบางเบา

"คนกะล่อนมักจะทิ้งร่องรอยไว้เสมอเจ้าค่ะท่านแม่ ยิ่งเขามั่นใจว่ามีอนุหลิวหนุนหลัง เขาก็ยิ่งชะล่าใจ ท่านแม่เพียงแค่วางท่าเป็นนายหญิงของร้านให้สมเกียรติ ส่วนเรื่องบัญชีและตัวเลข ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเสวี่ยเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ"

รถม้าค่อยๆ ชะลอความเร็วและจอดเทียบที่หน้าร้านผ้าจินซิ่ว อาคารไม้สองชั้นขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา หน้าร้านมีบ่าวรับใช้คอยต้อนรับลูกค้าที่ล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้ามีระดับ

เมื่อเหมยฮวาและเสวี่ยหลันก้าวลงจากรถม้า บ่าวรับใช้หน้าร้านก็รีบเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง ทว่าเมื่อมองเห็นใบหน้าของเหมยฮวาชัดๆ รอยยิ้มของเขาก็ชะงักค้างไปเล็กน้อย

บ่าวผู้นี้ทำงานมานาน ย่อมจดจำฮูหยินใหญ่ที่เคยถูกขับไล่ออกจากจวนแม่ทัพได้

"ฮะ... ฮูหยินใหญ่" บ่าวรับใช้รีบก้มหน้าหลบสายตา ท่าทีลุกลี้ลุกลาน "เชิญด้านในขอรับ บ่าวจะรีบไปเรียนหลงจู๊เฉียนให้ทราบ"

เหมยฮวาพยักหน้ารับอย่างเย็นชา นางจูงมือลูกสาวเดินผ่านบานประตูไม้แกะสลักเข้าไปภายในร้าน กลิ่นหอมของไม้หอมเคลือบผ้าไหมลอยแตะจมูก

ชั้นวางผ้าเรียงรายไปด้วยผ้าไหมพรรณดีหลากสีสัน ลูกค้าหลายคนหันมามองสตรีผู้มาใหม่ด้วยความชื่นชมในความงดงามและท่วงท่าที่สูงศักดิ์

เพียงอึดใจเดียว ชายวัยกลางคนร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมสีน้ำตาลทองก็เดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้องหลังร้าน ใบหน้ากลมแป้นของเขามีหนวดจิ๋มประดับอยู่เหนือริมฝีปาก ดวงตาเล็กหยีที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์กวาดมองสองแม่ลูกตั้งแต่หัวจรดเท้า

"โอ้... ลมอันใดหอบฮูหยินใหญ่มาถึงร้านผ้าจินซิ่วได้ขอรับ" หลงจู๊เฉียนประสานมือคารวะลวกๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไปไม่ถึงดวงตา น้ำเสียงแฝงความเย้ยหยันอยู่นัยๆ

"ข้าน้อยได้ยินว่าฮูหยินไปพักฟื้นอยู่ที่ท้ายเขา ไม่คิดว่าจะแข็งแรงถึงเพียงนี้ ซ้ำยังแต่งกายด้วยผ้าไหมหรูหรา... อา ผ้าไหมชุดนี้มิใช่ของร้านเรากระมัง ฮูหยินมีเงินไปซื้อผ้าจากร้านอื่น แต่กลับไม่แวะเวียนมาอุดหนุนร้านของตนเอง ช่างน่าน้อยใจนัก"

คำพูดกึ่งประชดประชันของหลงจู๊เฉียนทำให้บ่าวรับใช้ในร้านบางคนแอบลอบยิ้ม พวกเขารู้ดีว่าอำนาจที่แท้จริงในจวนแม่ทัพตอนนี้ตกเป็นของอนุหลิว การแสดงความเคารพต่ออดีตฮูหยินเอกจึงเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน

เหมยฮวายืดหลังตรง สายตาของนางกวาดมองหลงจู๊เฉียนอย่างตำหนิ

"ข้าจะซื้อผ้าจากร้านใด ย่อมเป็นสิทธิ์ของข้า แต่ในฐานะเจ้าของร้านจินซิ่ว ข้ามีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะมาตรวจดูผลกำไรและบัญชีการค้าของร้านตนเอง หลงจู๊เฉียน นำสมุดบัญชีของสามปีที่ผ่านมามาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้"

หลงจู๊เฉียนแสร้งถอนหายใจยาว เขายกมือขึ้นลูบหนวดจิ๋มของตนเองด้วยท่าทางหนักใจ

"โธ่ ฮูหยินใหญ่ ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนสิขอรับ สมุดบัญชีน่ะมีแน่ แต่ข้าน้อยเกรงว่าหากท่านเห็นแล้วจะสะเทือนใจเปล่าๆ"

"หมายความว่าอย่างไร?" เหมยฮวาขมวดคิ้ว

ชายร่างท้วมทำหน้าเศร้าสร้อย ทว่าดวงตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์

"ฮูหยินคงไม่ทราบ ตั้งแต่ท่านย้ายออกไป เศรษฐกิจในเมืองหลวงก็ซบเซาลง ผ้าไหมของเราขายออกได้ยาก ซ้ำยังโดนคู่แข่งตัดราคา ร้านจินซิ่วขาดทุนสะสมมาตลอดสามปี หากไม่ได้เงินทุนสำรองจากฮูหยินรองที่ส่งมาช่วยพยุงร้านไว้ ร้านนี้คงต้องปิดตัวไปนานแล้วขอรับ สมุดบัญชีมีแต่ตัวเลขติดลบ ฮูหยินใหญ่เพิ่งฟื้นไข้ อย่ามาปวดหัวกับเรื่องพวกนี้เลยขอรับ"

ข้ออ้างหน้าด้านๆ ของหลงจู๊เฉียนทำให้เหมยฮวาแทบจะหลุดโทสะ ร้านผ้าจินซิ่วตั้งอยู่ในทำเลทอง ลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย จะขาดทุนได้อย่างไร นี่เป็นการจงใจตกแต่งบัญชีเพื่อยักยอกเงินเข้ากระเป๋าหลิวซินหลานอย่างชัดเจน

ก่อนที่เหมยฮวาจะได้เอ่ยปากโต้แย้ง เสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กหญิงวัยห้าขวบก็ดังขึ้นดึงดูดความสนใจของทุกคนในร้าน

เสวี่ยหลันปล่อยมือมารดา นางเดินเตาะแตะไปที่โต๊ะไม้ชิงชันกลางร้าน ซึ่งมีลูกคิดแกะสลักจากหยกวางอยู่ นิ้วเล็กๆ ปัดลูกคิดเล่นจนเกิดเสียงดังกริ๊กๆ ก่อนจะหันมามองหลงจู๊เฉียนด้วยดวงตากลมโตที่ดูไร้เดียงสา

"หลงจู๊เฉียน ท่านลุงช่างเป็นคนตลกเสียจริงนะเจ้าคะ" เด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว

"เมื่อครู่ก่อนเดินเข้ามา เสวี่ยเอ๋อร์เห็นสตรีสูงศักดิ์สามท่านเพิ่งซื้อผ้าไหมทอลายเมฆาไปเก้าพับ ผ้าไหมชนิดนี้รับมาจากทางใต้ ต้นทุนพับละสามตำลึงเงิน แต่ราคาขายหน้าร้านคือพับละห้าตำลึงทอง เพียงแค่ลูกค้ารายเดียว ร้านก็ฟันกำไรไปเกือบสี่สิบตำลึงทองแล้ว แต่ท่านลุงกลับบอกว่าร้านขาดทุนจนต้องกู้ยืมเงิน... สงสัยหนูในโกดังร้านนี้คงจะตัวใหญ่มาก ถึงได้แทะกำไรหายไปหมดเลยใช่ไหมเจ้าคะ"

คำนวณต้นทุน กำไร และส่วนต่างได้อย่างแม่นยำภายในพริบตาเดียว ซ้ำยังรู้ลึกถึงแหล่งรับซื้อผ้าไหมทอลายเมฆา คำพูดของเด็กห้าขวบทำเอาหลงจู๊เฉียนหน้าตึง รอยยิ้มจอมปลอมหายวับไปจากใบหน้า

"คุณหนูใหญ่ช่างเจรจานัก แต่เรื่องการค้าหาใช่เรื่องที่เด็กจะเข้าใจได้เพียงแค่การมองปราดเดียว" หลงจู๊เฉียนพยายามปั้นหน้าขรึม "ต้นทุนที่เจ้าพูดถึงยังไม่รวมค่าขนส่ง ค่าจ้างแรงงาน และค่าบำรุงรักษาร้าน ข้าน้อยทำบัญชีอย่างโปร่งใส หากฮูหยินใหญ่ไม่เชื่อ ข้าน้อยจะให้คนไปนำสมุดบัญชีมาให้ตรวจสอบเดี๋ยวนี้"

ชายร่างท้วมหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง บ่าวคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปในห้องทำงาน และกลับมาพร้อมกับสมุดบัญชีปกสีน้ำเงินบางๆ สองสามเล่ม หลงจู๊เฉียนรับมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเหมยฮวาอย่างกระแทกกระทั้นเล็กน้อย

"นี่ขอรับ รายรับรายจ่ายทั้งหมด ตรวจสอบดูได้เลย"

เหมยฮวากางสมุดบัญชีออกดู แม้นางจะพอรู้หนังสือ แต่ตัวเลขที่เรียงรายอย่างซับซ้อนและรายการจิปาถะมากมายก็ทำให้นางตาลาย การตกแต่งบัญชีของหลงจู๊เฉียนนั้นทำมาอย่างแนบเนียนเพื่อตบตาคนนอกโดยเฉพาะ

ทว่าเสวี่ยหลันเพียงแค่ชะโงกหน้าไปมองสมุดบัญชีเหล่านั้นเพียงแวบเดียว ดวงตาสีนิลของนางก็หรี่ลง ตาริเนตรสวรรค์ไม่ได้มองเห็นเพียงไอวิญญาณ แต่มันช่วยเพิ่มศักยภาพในการจดจำและประมวลผลของสมองระดับมหาเทพให้ทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ ตัวเลขหลายพันตัวถูกคำนวณหาจุดบกพร่องภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ

"ช่างเป็นบัญชีที่เขียนได้งดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ" เสวี่ยหลันเอ่ยชมเสียงเรียบ นางใช้นิ้วชี้ป้อมๆ จิ้มลงไปบนหน้ากระดาษ "เดือนสามปีที่แล้ว บันทึกว่าซื้อด้ายไหมสีชาดเข้ามาห้าสิบชั่ง ราคาชั่งละสองตำลึงเงิน แต่ในหน้าถัดไป บันทึกการจ่ายเงินกลับระบุว่าจ่ายให้พ่อค้าไปร้อยห้าสิบตำลึงเงิน... เงินส่วนต่างห้าสิบตำลึงเงินนี้คงลอยไปตามลมกระมัง"

หลงจู๊เฉียนชะงัก เหงื่อเริ่มซึมชื้นที่ฝ่ามือ "นะ... นั่นคงเป็นความผิดพลาดของการคัดลอกตัวเลข เสมียนของข้าคงเขียนผิดพลาดเล็กน้อย..."

"อ้อ งั้นหรือเจ้าคะ" เสวี่ยหลันกรีดหน้ากระดาษไปยังเดือนแปด "เช่นนั้นการขายผ้าต่วนสีทองแดงให้จวนเจ้าเมืองจำนวนยี่สิบพับ บันทึกว่าขายออกไปในราคาพับละหนึ่งตำลึงทอง ทว่าผ้าต่วนรุ่นนั้นเป็นของมีตำหนิ ราคาตลาดขายทิ้งเพียงพับละห้าตำลึงเงินเท่านั้น ท่านลุงเฉียนช่างเก่งกาจ สามารถหลอกขายของมีตำหนิให้จวนเจ้าเมืองได้ในราคาสูงลิ่ว หรือแท้จริงแล้ว... ท่านจงใจเขียนรายรับให้สูงเพื่อนำไปหักลบกับยอดเงินที่ท่านยักยอกออกไปกันแน่เจ้าคะ"

แต่ละจุดที่นิ้วเล็กๆ ชี้ลงไป ล้วนเป็นรอยรั่วขนาดใหญ่ที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างแยบยลที่สุด การคำนวณที่แม่นยำและการจับผิดที่เฉียบขาดยิ่งกว่าผู้ตรวจการคลัง ทำให้ใบหน้าของหลงจู๊เฉียนซีดเผือดลงเรื่อยๆ ร่างท้วมเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก

เด็กคนนี้เป็นปีศาจหรืออย่างไร เหตุใดจึงอ่านบัญชีที่ซับซ้อนแตกฉานได้เพียงแค่การปรายตามอง

"และที่สำคัญที่สุด..." เสวี่ยหลันเงยหน้าขึ้นสบตาหลงจู๊เฉียน ดวงตาสีนิลทอประกายเย็นเยียบจนชายวัยกลางคนต้องหลบสายตา "สมุดบัญชีพวกนี้ ล้วนเป็น 'บัญชีปลอม' ที่เพิ่งเขียนขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หมึกที่ใช้ยังส่งกลิ่นน้ำมันสนจางๆ กระดาษก็ยังไม่มีรอยเปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา"

มหาเทพตัวน้อยหันไปทางผนังไม้ด้านหลังเคาน์เตอร์เก็บเงิน นางยกแขนเสื้อขึ้นชี้ไปยังภาพวาดทิวทัศน์ที่แขวนประดับอยู่อย่างสวยงาม

"บัญชีเล่มจริงที่บันทึกกำไรมหาศาล และรายชื่อผู้ที่รับส่วนแบ่งเหล่านั้นไป... ถูกซ่อนอยู่ในช่องลับหลังภาพวาดรูปภูเขาน้ำแข็งแผ่นนั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ ท่านลุงเฉียน"

ราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางแสกหน้า หลงจู๊เฉียนผงะถอยหลังไปหลายก้าว เขาสะดุดขาตัวเองจนล้มก้นกระแทกพื้น ความลับที่เขาซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดที่สุดในห้องทำงานลับ กลับถูกเด็กรู้ทันราวกับมีตาทิพย์

"เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล" หลงจู๊เฉียนตะกุกตะกัก พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น "ไม่มีช่องลับอันใดทั้งสิ้น พวกเจ้ามันมาเพื่อก่อกวนการค้าของข้า เด็กๆ! ไล่พวกนางออกไปเดี๋ยวนี้!"

บ่าวรับใช้ชายร่างใหญ่สามสี่คนรีบวิ่งเข้ามากางแขนเตรียมจะผลักไสเหมยฮวาและเสวี่ยหลันออกจากร้าน ลูกค้าคนอื่นๆ ต่างพากันถอยกรูไปหลบตามมุมร้านเพื่อดูเหตุการณ์

เหมยฮวากำมือแน่น นางก้าวออกมาบังหน้าลูกสาวไว้ แต่ยังไม่ทันที่พวกบ่าวชายจะเข้าถึงตัว รังสีความกดดันอันหนักอึ้งก็แผ่กระจายออกมาจากร่างของเด็กหญิงวัยห้าขวบอย่างเงียบเชียบ

อุณหภูมิในร้านผ้าจินซิ่วลดฮวบลงฉับพลัน ลมหายใจของพวกบ่าวชายติดขัดราวกับถูกบีบคอ ขาทั้งสองข้างของพวกเขาหยุดชะงักกลางอากาศ ไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้แม้แต่ก้าวเดียว ความรู้สึกหวาดกลัวที่อธิบายไม่ได้แล่นปราดเข้าสู่ไขสันหลัง

เสวี่ยหลันไม่ได้ขยับตัว นางเพียงแค่มองดูภาพตรงหน้าด้วยความสมเพช

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เหมยฮวาที่สัมผัสได้ถึงความได้เปรียบ นางตบโต๊ะไม้ชิงชันเสียงดังสนั่น

"ปัง!"

เสียงตบโต๊ะของอดีตฮูหยินใหญ่ดังก้องไปทั่วร้าน เหมยฮวายืดอกขึ้น ท่วงท่าสง่าผ่าเผยและเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจของนายหญิงแห่งตระกูลมู่หรงที่หวนคืนมา

"ข้าคือเจ้าของร้านผ้าจินซิ่วแห่งนี้ ใครกล้าแตะต้องข้า" เหมยฮวาประกาศกร้าว เสียงของนางทรงพลังจนหลงจู๊เฉียนสะดุ้งสุดตัว

"เฉียนกุ้ย เจ้าบังอาจยักยอกทรัพย์สิน ทำบัญชีเท็จ ซ้ำยังสั่งให้บ่าวไพร่มาทำร้ายเจ้านาย ความผิดของเจ้ามีหลักฐานชัดเจน หากข้านำบัญชีหลังภาพวาดนั้นส่งให้ทางการ เจ้าและครอบครัวจะต้องถูกเนรเทศไปเป็นทาสใช้แรงงานที่ชายแดนตลอดชีวิต!"

หลงจู๊เฉียนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เขารู้ดีว่าหากเปิดหลังภาพวาดนั้นออก หลักฐานมัดตัวเขาจะแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด ความจองหองที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เขารีบคลานเข่าเข้าไปโขกศีรษะกับพื้นตรงหน้าเหมยฮวาดังโป๊กๆ

"ฮูหยินใหญ่โปรดเมตตา! ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยหน้ามืดตามัวเพราะถูกฮูหยินรองบีบบังคับให้ส่งเงินทองไปให้จวนแม่ทัพ ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะยักยอกสมบัติของท่านเลยขอรับ ขอท่านโปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย"

การสารภาพบาปกลางร้านและโยนความผิดให้อนุหลิว ทำให้ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างพากันซุบซิบนินทา ชื่อเสียงของฮูหยินรองตระกูลหลินที่แสนดีงาม บัดนี้กลายเป็นสตรีมักมากที่คอยปอกลอกสมบัติของภรรยาเอกไปเสียแล้ว

เหมยฮวามองชายวัยกลางคนที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญด้วยสายตาเย็นชา นางไม่รู้สึกสงสารคนพรรค์นี้แม้แต่น้อย

"ข้าจะให้โอกาสเจ้าเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว และไสหัวออกไปจากร้านผ้าจินซิ่วภายในครึ่งชั่วยาม" เหมยฮวาตัดสินด้วยความเด็ดขาด

"หากชักช้าแม้แต่เค่อเดียว ข้าจะให้คนไปแจ้งทหารยามเมืองหลวงมาลากคอเจ้าเข้าคุกทันที ส่วนพวกบ่าวรับใช้ที่สวามิภักดิ์ต่อเจ้า หากไม่อยากมีจุดจบเช่นเดียวกัน ก็จงออกไปพร้อมกับนายของพวกเจ้าเสีย"

หลงจู๊เฉียนและพวกบ่าวชายหน้าซีดเผือด พวกเขารีบลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปเก็บของหลังร้านอย่างลุกลี้ลุกลาน ไม่มีผู้ใดกล้าหันกลับมาต่อรองหรือมองหน้าสองแม่ลูกอีก

เมื่อคนของอนุหลิวถูกไล่ตะเพิดออกไปจนหมด บ่าวรับใช้และเสมียนประจำร้านที่เหลืออยู่ต่างรีบเข้ามาคุกเข่าทำความเคารพเหมยฮวาอย่างนอบน้อม พวกเขาต่างโล่งใจที่หลุดพ้นจากการกดขี่ของหลงจู๊จอมละโมบ

เสวี่ยหลันมองดูมารดาที่กำลังสั่งการให้เสมียนคนใหม่ไปนำสมุดบัญชีเล่มจริงหลังภาพวาดออกมาตรวจสอบ มหาเทพตัวน้อยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก การกระตุ้นความกล้าหาญของสตรีอ่อนแอผู้นี้ เริ่มออกดอกออกผลอย่างงดงามแล้ว

นางหันมองออกไปนอกร้าน ทอดสายตาไปยังทิศทางของร้านค้าอีกสี่แห่งบนถนนสายหลัก

ร้านผ้าจินซิ่วเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หมากกระดานนี้ยังเพิ่งเริ่มเดิน และเป้าหมายของนางคือการถอนรากถอนโคนอิทธิพลของหลิวซินหลานและตระกูลหลินให้หมดสิ้น จากนั้นจึงจะกอบโกยทรัพยากรทั้งหมดมาสร้างรากฐานอันมั่นคงให้แก่ตนเองและมารดา

มหาเทพผู้ปกครองสามภพอย่างนาง ไม่มีคำว่าปรานีต่อศัตรูที่กล้าท้าทายอำนาจ แม้ศัตรูเหล่านั้นจะเป็นเพียงมนุษย์เดินดินก็ตาม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel