ตอนที่ 14 การโต้กลับของจวนแม่ทัพ
ยามอู่ ข่าวลือมักเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสมอ
ภายในห้องทำงานด้านหลังร้านผ้าจินซิ่ว มู่หรงเหมยฮวาพลิกดูสมุดบัญชีเล่มจริงที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดภูเขาน้ำแข็ง ตัวเลขกำไรในแต่ละเดือนนั้นสูงถึงหลายร้อยตำลึงทอง
ทว่าเงินเหล่านี้กลับถูกส่งตรงไปยังเรือนอิงฮวาของหลิวซินหลานอย่างลับๆ ผ่านชื่อของญาติพี่น้องฝ่ายอนุหลิวที่ถูกจัดฉากให้เป็นคู่ค้าบังหน้า
เหมยฮวาถอนหายใจยาว มือที่จับหน้ากระดาษสั่นสะท้านเล็กน้อย
"ข้าโง่งมมานาน ปล่อยให้สตรีผู้นั้นสูบเลือดสูบเนื้อตระกูลมู่หรงไปบำรุงบำเรอจวนแม่ทัพ ซ้ำยังเอาเงินของข้าไปซื้อชุดสวยๆ มาใส่หยามเกียรติข้าอีก"
เสวี่ยหลันนั่งจิบชาอุ่นๆ อยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาสีนิลทอดมองมารดาด้วยความสงบ
"อดีตผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถิดเจ้าค่ะท่านแม่ ตอนนี้เราได้เหมืองทองคำกลับคืนมาแล้ว ขั้นต่อไปคือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของพวกมันให้หมด"
เด็กหญิงหันไปหาเสมียนหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ที่ยืนประสานมืออยู่อย่างนอบน้อมที่มุมห้อง เขาชื่อ 'อาฉือ' เป็นเสมียนที่ซื่อสัตย์แต่ถูกหลงจู๊เฉียนกดขี่และใช้งานหนักมาตลอดสามปี เสวี่ยหลันใช้ตาริเนตรสวรรค์ตรวจสอบไอวิญญาณของเขาแล้ว พบเพียงประกายสีขาวบริสุทธิ์ที่บ่งบอกถึงความซื่อสัตย์ไร้เล่ห์เหลี่ยม
"พี่ชายอาฉือ" เสวี่ยหลันเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว "ต่อจากนี้ไป ท่านแม่ของข้าจะแต่งตั้งให้ท่านเป็นหลงจู๊คนใหม่ของร้านผ้าจินซิ่ว หวังว่าท่านจะดูแลกิจการนี้ด้วยความซื่อสัตย์ และไม่เดินตามรอยเท้าของคนผู้นั้นนะเจ้าคะ"
อาฉือเบิกตากว้าง เขารีบทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นและโขกศีรษะด้วยความตื้นตัน
"ขอบพระคุณฮูหยินใหญ่ ขอบพระคุณคุณหนูใหญ่ที่เมตตา ข้าน้อยสาบานด้วยชีวิตว่าจะดูแลร้านนี้อย่างสุดความสามารถ จะไม่ยอมให้เงินแม้แต่แดงเดียวรั่วไหลไปถึงมือคนชั่วอีกขอรับ"
เหมยฮวายิ้มบางๆ นางมอบตราประทับประจำร้านให้อาฉือเป็นผู้เก็บรักษา ก่อนจะพาลูกสาวก้าวขึ้นรถม้าเพื่อมุ่งหน้าไปจัดการร้านเครื่องประดับและร้านค้าอื่นๆ ที่เหลือบนถนนสายหลักต่อไป
ในขณะเดียวกัน ข่าวการทวงคืนร้านผ้าจินซิ่วและการเปิดโปงบัญชีลับของหลงจู๊เฉียนก็แพร่สะพัดไปทั่วตลาดหลวงราวกับไฟลามทุ่ง
ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าต่างจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรส ว่าฮูหยินใหญ่ตระกูลหลินกลับมาทวงอำนาจคืนแล้ว ส่วนฮูหยินรองที่แท้ก็เป็นเพียงปลิงดูดเลือดที่สูบสมบัติของภรรยาเอกไปปรนเปรอตนเอง ซ้ำยังปล่อยให้ญาติพี่น้องมาโกงกินร้านค้าอย่างหน้าไม่อาย
เรื่องราวนี้ลอยไปเข้าหูเหล่าขุนนางและภรรยาขุนนางจวนอื่นอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงความดีงามที่หลิวซินหลานพยายามสร้างมาตลอดหลายปีพังทลายลงในชั่วครึ่งค่อนวัน
ณ เรือนอิงฮวา จวนแม่ทัพตระกูลหลิน
หลงจู๊เฉียนคลานเข่าเข้ามาร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าหลิวซินหลาน ใบหน้ากลมแป้นของเขาบอบช้ำและเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินจากการล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีออกจากตลาด
หลิวซินหลานปัดถ้วยชากระเบื้องชั้นดีตกลงแตกกระจายบนพื้น ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
"เจ้าบอกว่ามู่หรงเหมยฮวาหาบัญชีลับเจออย่างนั้นหรือ" หลิวซินหลานกัดฟันกรอด เสียงของนางแหลมสูงจนบาดหู "แล้วบ่าวชายตั้งหลายคน ปล่อยให้สตรีอ่อนแอกับเด็กห้าขวบไล่ตะเพิดออกมาได้อย่างไร พวกเจ้ามันไร้ประโยชน์"
หลงจู๊เฉียนตัวสั่นเทา เขาก้มหน้าแนบพื้นกระเบื้อง
"ฮูหยินรองโปรดอภัย ไม่ใช่ข้าน้อยไม่สู้ แต่จู่ๆ ในร้านก็หนาวเหน็บราวกับมีผีสาง บ่าวชายพวกนั้นขยับตัวไม่ได้เลยขอรับ ซ้ำนังเด็กนั่นยังตาไวราวกับปีศาจ เพียงปรายตามองก็รู้ว่าข้าน้อยซ่อนบัญชีไว้ที่ใด ราวกับว่านางมีตาทิพย์"
หลิวซินหลานหน้าทะมึน นางไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา นางเชื่อเพียงว่ามู่หรงเหมยฮวาคงแอบจ้างยอดฝีมือมาคุ้มกันและสืบข่าวเรื่องบัญชีลับไว้ล่วงหน้าแล้วเป็นแน่
ตอนนี้นางสูญเสียแหล่งเงินทุนหลักไปแล้ว หากไม่มีรายได้จากร้านผ้าจินซิ่ว นางจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าจ้างบ่าวไพร่และซื้อเครื่องประดับมาประชันกับฮูหยินจวนอื่นในงานเลี้ยงพระราชทานเดือนหน้า
ปัง!
บานประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง หลินเจิ้นหนานเดินกระแทกเท้าเข้ามาในเรือนอิงฮวา ใบหน้าของเขาดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ
หลินเจิ้นหนานเพิ่งกลับจากศาลากลางเมืองและได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของพวกขุนนางบุ๋นที่หัวเราะเยาะเขาอย่างสนุกปาก ว่าแม่ทัพผู้เกรียงไกรต้องพึ่งพาเงินของอนุภรรยาที่ไปขโมยภรรยาเอกมาอีกทอดหนึ่ง
"ซินหลาน!" หลินเจิ้นหนานตวาดเสียงดังก้อง "นี่มันเรื่องอันใดกัน เหตุใดคนทั้งเมืองหลวงถึงรู้เรื่องบัญชีลับของเจ้า เจ้าปล่อยให้มู่หรงเหมยฮวาหยามเกียรติข้ากลางตลาดได้อย่างไร"
หลิวซินหลานสะดุ้งสุดตัว นางรีบคลานเข้าไปกอดขาผู้เป็นสามี แสร้งบีบน้ำตาไหลรินอย่างน่าสงสาร
"ท่านแม่ทัพ ข้าถูกใส่ร้ายเจ้าค่ะ พี่หญิงมู่หรงจงใจจัดฉากเพื่อทำลายชื่อเสียงของท่านและข้า นางอิจฉาที่ท่านรักข้า จึงใช้ความรู้เรื่องบัญชีไปปรักปรำญาติของข้าและยึดร้านคืนไปอย่างหน้าด้านๆ"
ข้ออ้างของสตรีผู้นี้ช่างพลิกลิ้นได้เก่งกาจสมกับที่เสวี่ยหลันเคยวิเคราะห์ไว้ไม่มีผิด
หลินเจิ้นหนานขมับเต้นตุบ เขารู้ดีว่าความจริงคืออะไร บัญชีลับเหล่านั้นมีอยู่จริงและเงินก็ไหลเข้าจวนแม่ทัพจริงๆ แต่ศักดิ์ศรีอันสูงส่งของเขาไม่อนุญาตให้เขายอมรับความพ่ายแพ้ต่อสตรีที่เขาเคยทอดทิ้ง ยิ่งเห็นสายตาเยาะเย้ยของพวกขุนนางบุ๋น เขาก็ยิ่งโกรธแค้นมู่หรงเหมยฮวาที่ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า
"นางคิดว่ามีทะเบียนสมรสและเอกสารสินเดิมแล้วจะข่มเหงผู้ใดในจวนข้าก็ได้งั้นหรือ" หลินเจิ้นหนานกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่น "ในเมื่อนางไม่เห็นหัวสามีอย่างข้า ข้าก็จะใช้กฎเกณฑ์ของตระกูลสั่งสอนนางให้รู้สำนึก"
หลินเจิ้นหนานหันไปสั่งพ่อบ้านที่ยืนรอคำสั่งอยู่หน้าประตู
"ไปตามมู่หรงเหมยฮวาและเด็กนั่นมาที่หอบรรพชนทันทีที่พวกนางกลับมาถึงจวน ข้าจะตั้งศาลไต่สวนนางข้อหาอกตัญญูและสร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล หากนางไม่ยอมมอบตราประทับร้านค้ากลับคืนมา ข้าจะสั่งโบยนางด้วยพลองหนามต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษ"
หลิวซินหลานซ่อนรอยยิ้มมาดร้ายไว้ใต้แขนเสื้อ หอบรรพชนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นจุดบอดที่คนภายนอกหรือทหารทางการไม่อาจยื่นมือเข้ามาสอดแทรกได้ หากมู่หรงเหมยฮวาถูกโบยจนตายที่นั่น ก็สามารถอ้างได้ว่าเป็นการลงโทษภรรยาที่ทำผิดกฎตระกูลตามธรรมเนียม
"ท่านแม่ทัพช่างเที่ยงธรรมยิ่งนัก ข้าจะไปเตรียมพลองหนามและเชิญผู้อาวุโสของตระกูลมาร่วมเป็นพยานด้วยนะเจ้าคะ" หลิวซินหลานรีบเสนอตัวรับใช้
หลินเจิ้นหนานพยักหน้าอย่างเย็นชา เขาต้องการกดหัวมู่หรงเหมยฮวาให้จมดิน เพื่อทวงคืนอำนาจและศักดิ์ศรีของเขาเหนือสตรีผู้นี้
ยามเว่ย รถม้าของเหมยฮวาและเสวี่ยหลันเดินทางกลับมาถึงหน้าจวนแม่ทัพ
ทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า บ่าวชายร่างฉกรรจ์สี่คนก็เดินเข้ามาขวางทางพร้อมกับสีหน้าถมึงทึง พ่อบ้านชราเดินก้าวออกมาด้านหน้าพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
"ฮูหยินใหญ่ ท่านแม่ทัพมีคำสั่งให้เชิญท่านและคุณหนูใหญ่ไปยังหอบรรพชนทันทีขอรับ ผู้อาวุโสในตระกูลกำลังรอไต่สวนความผิดของท่านอยู่"
เหมยฮวาชะงักไปเล็กน้อย หอบรรพชนคือสถานที่ที่ใช้ลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดกฎตระกูล การถูกเรียกตัวไปที่นั่นหมายความว่าหลินเจิ้นหนานตั้งใจจะใช้กำลังบังคับนางให้ยอมจำนน นางจับมือลูกสาวไว้แน่นด้วยความกังวลใจ
เสวี่ยหลันสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดของมารดา เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางเบาให้ผู้เป็นแม่ เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความมั่นใจและเยือกเย็นจนน่าประหลาด
"ไม่ต้องกลัวเจ้าค่ะท่านแม่" เสวี่ยหลันกระซิบเสียงแผ่ว "ท่านพ่ออยากจะเล่นบทผู้คุมกฎตระกูล เสวี่ยเอ๋อร์ก็จะช่วยสงเคราะห์ให้เขาได้เห็นว่า กฎเกณฑ์ของสวรรค์นั้นน่ากลัวกว่าพลองหนามของมนุษย์เพียงใด"
เด็กหญิงจูงมือมารดาเดินตามพ่อบ้านไปอย่างว่าง่าย ไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือขัดขืนแม้แต่น้อย
บ่าวไพร่ที่ยืนมุงดูต่างลอบกลืนน้ำลาย พวกเขาคิดว่าสองแม่ลูกคู่นี้คงไม่รอดพ้นการถูกโบยจนหลังลายเป็นแน่
ทว่าพวกเขากลับหารู้ไม่ว่า การเชิญมหาเทพเข้าหอบรรพชนนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเชื้อเชิญพญายมราชเข้ามาเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เขตหอบรรพชน อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วกลับยะเยือกขึ้นไปอีกขั้น ป้ายวิญญาณบรรพบุรุษตระกูลหลินเรียงรายอยู่บนแท่นบูชา ควันธูปส่งกลิ่นอับทึบลอยคลุ้งไปทั่วห้อง
หลินเจิ้นหนานนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ตรงกลางห้อง ขนาบข้างด้วยผู้อาวุโสของตระกูลสองสามคนที่ถูกหลิวซินหลานติดสินบนมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอนุหลิวยืนแสยะยิ้มถือพลองหนามรออยู่ด้านข้าง
"คุกเข่าลงมู่หรงเหมยฮวา" หลินเจิ้นหนานประกาศกร้าวทันทีที่สองแม่ลูกก้าวเข้ามา "เจ้ามีความผิดฐานสร้างความวุ่นวายในตลาดหลวง ทำลายชื่อเสียงของสามี และยึดครองทรัพย์สินโดยพลการ วันนี้ข้าจะลงทัณฑ์เจ้าต่อหน้าบรรพบุรุษ"
เสวี่ยหลันกวาดสายตามองป้ายวิญญาณบนแท่นบูชาอย่างเรียบเฉย ดวงตาสีนิลทอประกายสีเงินวาบขึ้นในเงามืด
‘บรรพบุรุษตระกูลหลินงั้นหรือ หึ... ข้าจะดูสิว่าวิญญาณพวกนั้นจะกล้ารับการคุกเข่าจากมหาเทพหรือไม่’
