ตอนที่ 12 ค่ายกลลวงตา
ยามเฉิน หมอกยามเช้ายังคงลอยเรี่ยพื้นดินรอบจวนแม่ทัพตระกูลหลิน อากาศเย็นจัดจนน้ำค้างบนยอดหญ้าจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
แม่นมหวังเดินกระเผลกนำหน้าบ่าวหญิงร่างกำยำอีกสองคน ลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่มุ่งหน้าสู่เรือนเหมันต์ทางทิศตะวันตก สะโพกของนางยังคงปวดร้าวจากการลื่นล้มหัวคะมำเมื่อสองวันก่อน
ทว่าคำสั่งเด็ดขาดของอนุหลิวทำให้นางต้องกัดฟันทนเจ็บ มาสอดแนมความเคลื่อนไหวของอดีตฮูหยินใหญ่และเด็กกาลกิณี
"แม่นมหวัง อากาศเย็นถึงเพียงนี้ พวกเรามายืนซุ่มดูอยู่ไกลๆ ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ หากเข้าไปใกล้เกิดพวกนางรู้ตัวขึ้นมา..." บ่าวหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางลูบต้นแขนตัวเองเพื่อบรรเทาความหนาว
"หุบปากของเจ้าเสีย" แม่นมหวังหันไปถลึงตาใส่ "ฮูหยินรองสั่งให้มาจับตาดูว่าพวกมันทำสิ่งใดซ่อนเร้นหรือไม่ หากยืนอยู่ไกลๆ จะไปเห็นอันใดเล่า พวกเจ้าตามข้ามาเงียบๆ อย่าให้มีเสียงเชียว"
หญิงวัยกลางคนกวักมือเรียกบ่าวทั้งสองให้เดินตามก้าวข้ามซุ้มประตูหินสลักที่ผุพัง ซึ่งเป็นเขตแดนแบ่งแยกเรือนเหมันต์ออกจากส่วนอื่นๆ ของจวน
ทว่าทันทีที่ปลายเท้าของพวกนางแตะลงบนพื้นหินหลังซุ้มประตู บรรยากาศรอบด้านก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ
หมอกบางๆ ที่เคยมองทะลุได้กลับหนาทึบขึ้นอย่างประหลาด ต้นไม้ที่เคยไร้ใบดูบิดเบี้ยวและสูงตระหง่านจนบดบังแสงอาทิตย์ เรือนเหมันต์ที่ควรจะตั้งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าว กลับดูเลือนรางและห่างไกลออกไปทุกครั้งที่พวกนางก้าวเดิน
แม่นมหวังขมวดคิ้ว นางจำได้ว่าทางเดินเข้าเรือนเหมันต์ไม่ได้ยาวไกลถึงเพียงนี้ นางเดินนำบ่าวทั้งสองไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทว่าผ่านไปเกือบครึ่งก้านธูป พวกนางก็ยังคงเดินวนเวียนอยู่ท่ามกลางดงไม้ที่เหี่ยวเฉาและหมอกสีเทาขุ่น
"แม่นม... บ่าวว่าทางเดินนี้มันแปลกๆ นะเจ้าคะ" บ่าวหญิงอีกคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เราเดินผ่านต้นไม้ที่โคนต้นมีรอยบากนี้มาสามรอบแล้วนะเจ้าคะ"
แม่นมหวังหยุดชะงัก นางหันไปมองโคนต้นไม้ใหญ่ข้างทาง มีรอยบากเป็นรูปกากบาทอยู่จริงๆ เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดซึมตามไรผมแม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว ความรู้สึกหวาดกลัวไร้สาเหตุที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนโดนสาดอาหารสุนัขหวนกลับมาจู่โจมจิตใจนางอีกครั้ง
"ผีบังตา... นี่มันผีบังตาชัดๆ" บ่าวหญิงคนแรกร้องไห้กระซิก เข่าอ่อนจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
ในขณะที่ผู้บุกรุกทั้งสามกำลังเดินหลงทางอย่างไร้จุดหมายอยู่ภายนอก ภายในห้องโถงของเรือนเหมันต์กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมของข้าวต้มหมูสับที่เหมยฮวาเพิ่งยกออกมาจากเตา
เรือนที่ได้รับการซ่อมแซมด้วยปราณพฤกษาฟื้นฟูนั้นแน่นหนาและกันลมหนาวได้เป็นอย่างดี เสวี่ยหลันในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนนั่งห้อยขาอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือเล็กๆ กำลังถือช้อนกระเบื้องตักข้าวต้มเข้าปากอย่างเรียบร้อย ดวงตาสีนิลทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เพียงครึ่งเดียว
ที่ขอบหน้าต่างบานนั้น มีก้อนขนสีส้มอ้วนท้วนกำลังนั่งขดตัวอยู่ หยวนเป่ากวาดแกว่งหางพวงใหญ่ของมันไปมาอย่างอารมณ์ดี ดวงตาสีเหลืองอำพันจ้องมองทะลุม่านค่ายกลออกไป เห็นหญิงรับใช้สามคนกำลังเดินวนไปวนมาอยู่รอบต้นไม้แห้งต้นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่าทางหวาดกลัวจนสติแตกของมนุษย์เหล่านั้นช่างเป็นความบันเทิงยามเช้าชั้นเลิศสำหรับสัตว์อสูรบรรพกาลยิ่งนัก
หยวนเป่าหันขวับมามองเจ้านายตัวน้อย มันส่งเสียงร้อง 'เมี้ยว' เบาๆ เป็นเชิงถามว่า จะให้มันจัดการขับไล่สวะพวกนี้ไปเลยหรือไม่
เสวี่ยหลันจิบน้ำชาอุ่นๆ เพื่อล้างคอ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า ก่อนจะส่งกระแสจิตตอบกลับสัตว์เลี้ยงคู่ใจ
‘ปล่อยพวกนางเดินวนไปอีกสักพักเถิด ค่ายกลลวงตาเหมันต์เร้นกายของข้า ไม่เพียงแต่ทำให้หลงทาง แต่ยังดึงเอาความหวาดกลัวในจิตใจของพวกนางออกมาสร้างเป็นภาพหลอนด้วย อยากรู้เหมือนกันว่าสุนัขรับใช้ของอนุหลิวจะทนได้สักกี่น้ำ’
หยวนเป่าได้ยินดังนั้นก็เลียริมฝีปากตัวเอง มันเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว ในเมื่อเจ้านายอนุญาตให้เล่น มันก็จะขอเติมเชื้อไฟลงไปในภาพหลอนนั้นอีกสักหน่อย
แมวส้มอ้วนท้วนยืดตัวลุกขึ้นยืน มันไม่ได้ก้าวออกไปนอกหน้าต่าง เพียงแค่ปลดปล่อยกลิ่นอายของสัตว์นักล่าที่ถูกบีบอัดไว้อย่างแน่นหนา ให้เล็ดลอดผ่านรอยต่อของค่ายกลออกไปเพียงเสี้ยวธุลี พร้อมกับส่งคลื่นเสียงคำรามที่มนุษย์ทั่วไปไม่ได้ยินด้วยหู แต่จะดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทและจิตวิญญาณโดยตรง
ทางด้านแม่นมหวังที่กำลังเดินสะเปะสะปะหาทางออก จู่ๆ อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ลมหายใจของนางกลายเป็นไอสีขาวขุ่น หมอกสีเทาเบื้องหน้าเริ่มม้วนตัวรวมกันเป็นกลุ่มก้อนขนาดมหึมา
ภาพหลอนที่ค่ายกลดึงออกมาจากจิตใต้สำนึก ผสมผสานกับกลิ่นอายพยัคฆ์เหมันต์ของหยวนเป่า ทำให้หมอกตรงหน้าก่อตัวขึ้นเป็นเงาร่างของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่เท่าภูเขาขนาดย่อม ดวงตาสีฟ้าครามสองดวงสว่างวาบขึ้นในความมืดมิด จ้องมองลงมาที่พวกนางราวกับมัจจุราชที่กำลังเลือกเหยื่อ
"นะ... นั่นตัวอะไร" บ่าวหญิงคนหนึ่งชี้มือสั่นเทาไปยังเงาทะมึนนั้น
ภาพเงาของสัตว์ร้ายอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่ยาวเท่าท่อนแขน ก่อนจะพุ่งทะยานลงมาหาพวกนางด้วยความเร็วที่ไม่อาจหลบหลีกได้
ความหวาดกลัวพุ่งทะลุขีดจำกัด บ่าวหญิงทั้งสองกรีดร้องสุดเสียงก่อนจะล้มพับหมดสติไปกับพื้นหิมะทันที ทิ้งให้แม่นมหวังยืนขาสั่นปะทะกับลมหนาวอยู่เพียงลำพัง
"อย่าเข้ามานะ! ฮูหยินรองช่วยบ่าวด้วย!"
แม่นมหวังแผดเสียงร้องโหยหวน นางหมุนตัวหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ขาทั้งสองข้างสะดุดเข้ากับรากไม้จนล้มกลิ้งคลุกฝุ่นไปหลายตลบ แต่นางก็ยังตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาวิ่งหน้าตั้ง ไม่สนใจแม้แต่จะหันกลับไปมองบ่าวอีกสองคนที่สลบไสลไม่ได้สติ
ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด แม่นมหวังวิ่งเตลิดทะลุขอบเขตของค่ายกลลวงตาออกมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ร่างอ้วนท้วนพุ่งพรวดพ้นซุ้มประตูหินสลัก และวิ่งเตลิดเปิดเปิงกลับไปยังเรือนหลักราวกับคนเสียสติ ปากก็พร่ำตะโกนเรื่องผีสางและสัตว์ประหลาดไปตลอดทาง
ภายในเรือนเหมันต์ หยวนเป่าอ้าปากหาวหวอด มันสะบัดหางด้วยความเบื่อหน่าย นึกว่าสตรีวัยกลางคนผู้นั้นจะใจเด็ดกว่านี้เสียอีก เพียงแค่โดนกลิ่นอายจำแลงขู่เล็กน้อยก็เตลิดหนีไปเสียแล้ว
แมวส้มล้มตัวลงนอนขดเป็นก้อนกลมบนขอบหน้าต่างตามเดิม เตรียมตัวรับแสงแดดยามเช้า
มู่หรงเหมยฮวาที่กำลังเก็บชามข้าวต้มเดินออกมาจากหลังฉากกั้น นางได้ยินเสียงกรีดร้องแว่วๆ มาจากที่ไกลๆ จึงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
"เสวี่ยเอ๋อร์ ลูกได้ยินเสียงคนร้องหรือไม่ เหมือนมาจากทางหน้าซุ้มประตูเรือนเราเลย" เหมยฮวาเอ่ยถามพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ทว่าสิ่งที่นางเห็นมีเพียงสวนที่รกร้างและเงียบสงบ
เสวี่ยหลันกระโดดลงจากเก้าอี้ นางเดินมาจูงมือมารดาด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์
"สงสัยบ่าวเรือนหลักคงวิ่งหกล้มกระมังเจ้าคะท่านแม่ ปล่อยพวกเขาไปเถิดเจ้าค่ะ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารบกวนความสงบของพวกเราหรอก"
เหมยฮวาพยักหน้า นางเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเรือนแห่งนี้ไปแล้วโดยปริยาย
"จริงสิลูก วันนี้เราจะทำอันใดกันต่อดี แม่คิดว่าจะนำเงินที่เหลือไปซื้อผ้าไหมมาตัดชุดใหม่ให้เจ้า เผื่อว่าวันหน้าเราต้องออกไปพบปะผู้คน"
เสวี่ยหลันส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาสีนิลทอประกายล้ำลึก
"ชุดใหม่ยังไม่จำเป็นเจ้าค่ะท่านแม่ วันนี้เรามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นต้องทำ"
"เรื่องอันใดหรือ?"
"ท่านพ่อคงยังหาทางออกเรื่องเงินห้าหมื่นตำลึงไม่ได้ ภายในสองสามวันนี้เขาคงพยายามหาข้ออ้างมาประวิงเวลา หรือไม่ก็ส่งคนไปเจรจากับผู้จัดการร้านค้าของเราบนถนนสายหลักเพื่อหาทางยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน" เสวี่ยหลันวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเฉียบขาด ราวกับเป็นผู้ใหญ่ที่เจนจัดในโลกธุรกิจ "เราต้องชิงลงมือก่อนเจ้าค่ะ"
เหมยฮวาเบิกตากว้าง นางลืมคิดเรื่องร้านค้าไปเสียสนิท "จริงด้วย ร้านค้าผ้าและร้านเครื่องประดับที่ถนนสายหลักเป็นชื่อของแม่ก็จริง แต่ตลอดหลายปีมานี้ หลิวซินหลานเป็นคนส่งคนสนิทของนางไปเป็นผู้จัดการร้านดูแลบัญชี หากพวกมันทำบัญชีปลอมขึ้นมา เราจะทำอย่างไร"
"นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องไปจัดการในวันนี้เจ้าค่ะ" เด็กหญิงยิ้มมุมปาก "ท่านแม่แต่งตัวเถิดเจ้าค่ะ เราจะนั่งรถม้าไปที่ถนนสายหลัก ไปตรวจดูสักหน่อยว่าสุนัขรับใช้ที่อนุหลิวส่งไปดูแลร้าน จะมีฝีมือปั้นแต่งบัญชีเก่งกาจสักเพียงใด"
เหมยฮวาสูดลมหายใจลึก นางพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ความกล้าหาญของบุตรสาวทำให้นางรู้สึกมีพลังที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของตนเอง
เสวี่ยหลันหันไปมองก้อนขนสีส้มที่ริมหน้าต่าง "หยวนเป่า เฝ้าเรือนให้ดี หากมีผู้ใดแอบลักลอบเข้ามาตอนที่ข้าไม่อยู่..."
หยวนเป่าลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ส่งเสียงร้อง 'เมี้ยว' สั้นๆ เป็นการรับปาก ก่อนจะแลบลิ้นเลียอุ้งเท้าของตนเองอย่างเกียจคร้าน
ในใจของสัตว์อสูรบรรพกาลรำพึงอย่างเบิกบาน หากมีมนุษย์โง่เขลาคนใดกล้าล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของมหาเทพและพยัคฆ์เหมันต์ในยามนี้ มันคงได้มีของเล่นแก้เบื่อเพิ่มขึ้นอีกหลายชิ้นเป็นแน่
