บทที่ ๕ สตรีร้ายกาจแห่งเมือง
“บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะคุณหนู”
‘ใครจะไปกล้าทานกับนางกันละมีหวังไม่โดนจับไปโบยอีกหรือ’
หลิงเอ๋อมองพวกนางอย่างอัดอั้นใจ นางยกน้ำชาดื่มอึกใหญ่ ก่อนสูดหายใจเข้าปอดข่มอารมณ์ไว้
‘จำไว้!!! ทุกอย่างต้องคิดบวกอยู่เสมอ ความดีเท่านั้นจะสามารถเปลี่ยนใจคนพวกนี้ได้’
เอาเป็นว่าการกระทำอันร้ายกาจของนาง ที่ยากจะลืมเลือนเสียด้วยซ้ำ…เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่น่าสังเวชเป็นที่รังเกียจ เกินจะเยียวยายิ่ง
แม่นางเจ้าของร่างเดิมคือ คุณหนูหลิงเอ๋อ บุตรีคนเดียวของตระกูลหวัง บิดาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอันโด่งดังในราชสำนัก เป็นที่น่าเลื่อมใสนับถือ แต่ผิดกับนางที่นิสัยนั้นล้วนต่างสิ้นเชิงกับบิดา มารดา ความงามของนางไม่เป็นสองรองใครก็จริง แต่กิริยาท่าทางล้วนหยิ่งยโสโอหัง เลวทราม ทำสิ่งที่ชั่วช้า ชอบเฆี่ยนตีสาวรับใช้เป็นประจำ หาเรื่องนอกบ้านไม่เว้นแต่ละวัน จนต้องถึงขั้นนำตัวไปคุมขังไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะอำนาจบารมีของบิดานาง ปานนี้คงได้สิ้นใจตายไปนานแล้ว
หลิงเอ๋อกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ขี้ปากของชาวเมือง ถ้าพูดถึงสตรีที่น่ารังเกียจที่สุดในเมืองแห่งนี้ไหนเลยจะไม่ใช่ใคร แต่เป็นบุตรีคนเดียวของอัครเสนาบดีหวางต้าเฟิง ที่กำลังมีชื่อเสียงฉาวโฉ่วอันโด่งดัง
สาเหตุที่ทำให้นางเป็นมากเช่นนี้คงเป็นเพราะ ดันไปถูกตาต้องใจกับท่านแม่ทัพจางเจียเหวิน ผู้มีฝีมือในการรบ พร้อมกับหน้าตาอันหล่อเหลาเป็นที่หมายปองของหญิงสาวหนึ่งในนั้นคือคุณหนูหลิงเอ๋อนางมารร้ายอันดับหนึ่ง
ร้านผ้าไหมซู่เหริน!!! ผู้คนมากมายต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เสียงเอะอะโวยวายดังออกมาไม่ขาดสาย เผยให้เห็นบุตรีอัครเสนาบดีหวางต้าเฟิง กับลูกขุนนางตระกูลโม่หยิบยื้อแย่งผ้าฝ้ายชั้นสูงที่เพิ่งนำเข้ามาใหม่ในร้านขึ้นชื่อดังอันดับหนึ่งในเมือง
“ข้ามาเห็นก่อนนี่มันสมควรจะเป็นของข้า!!! เอามือชั้นต่ำของเจ้าออกเดี๋ยวนี้” หลิงเอ๋อตะคอกเสียงดุ ขู่ฟ่อคนเบื้องหน้าที่คิดกล้ามาลองดีกับนาง
“แม่นางหลิงเอ๋อ ข้าต่างหากที่เห็นก่อน ท่านเอาอะไรมากล่าวในเมื่อทุกคนในนี้ต่างรู้เห็นเป็นพยานได้ ว่าสิ่งที่ท่านกล่าวออกมานั้นล้วนโกหก ต่อให้ข้าเป็นเพียงคนชั้นต่ำ ในเมื่อข้ามีเงินก็ย่อมซื้อของชิ้นนี้ได้!!” ฟางไห่คู่อริของแม่นางหลิงเอ๋อกล่าวอย่างท้าทาย
ผ้าไหมสีชมพูถูกฟางไห่รวบตึงดึงยื้อแย่งมา ต่างคนต่างไม่มีใครยอมใคร แม้ว่าผู้คนจะเข้ามาดูเหตุการณ์จำนวนมาก
ต่างพูดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลิงเอ๋อไปในทางลบ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกสำนึกผิดถึงเพียงใด
ในเมื่อพ่อข้าใหญ่ มันผู้ใดก็อย่าริอาจมาแย่ง
“น้ำหน้าอย่างเจ้า มีเงินมาซื้อของราคาแพงพวกนี้ด้วยหรือ ของชิ้นนี้ต้องเป็นของข้า!!!” หลิงเอ๋อกระชากผ้าดึงสุดแรง หากนางอยากได้อะไรแล้วต้องได้เสมอ
ฟางไห่ถลาเดินไปชนหลิงเอ๋อตามแรงดึงของนาง ก่อนที่หลิงเอ๋อจะหันมาสบตา ใบหน้ากลับกลายเป็นรอยยิ้มอันน่าเกรงกลัว นางใช้ปลายเท้าถีบบุตรีขุนนางปลายแถวออกจากตัว จนฟางไห่ล้มหัวไปชนขอบโต๊ะเลือดออกที่บริเวณใบหน้า
ความเจ็บปวดที่พัดผ่านใบหน้าแวบหนึ่ง ฟางไห่จับไปที่บริเวณศีรษะของนาง ก่อนจะมองหน้าหลิงเอ๋อผู้นี้ที่เอาแต่ยิ้มเหยียดสะใจตน
“เจ้า!!! ทำร้ายข้า หลิงเอ๋อข้าจะเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด” ฟางไห่ชี้หน้าด่าทอนางสารพัด แต่นางเลยจะสะทกสะท้านในสิ่งที่ทำ กลับตีสีหน้าเรียบเฉย หันไปจ่ายเงินอย่างไม่ทุกข์ร้อนอันใด
“แล้วข้าจะรอ อยากทำอันใดก็เชิญ กล้านักที่มาแย่งของข้าสมควร หลบ!!!” หลิงเอ๋อเดินผ่านฟางไห่อย่างไม่แยแสออกมา นางหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหนำใจ
“หลิงเอ๋อ!!! เจ้ามันนางมารร้าย” ฟางไห่กรีดร้องเสียงแหลมทั่วบริเวณตลาด อดที่จะโมโหนางไม่ได้ ทำร้ายตนแล้วไม่ยอมขอโทษ
ภาพตรงนั้นยังคงตราตรึงหญิงสาวอยู่เสมอ ภาพทุกอย่างที่ฉายในความฝันเป็นสิ่งที่หลิงเอ๋อที่ต้องการจะสื่อ นี่ยังไม่รวมเรื่องที่นางทำร้ายคนรับใช้ในจวนอีก
ริมฝีปากเม้มข่มความรู้สึกภายในใจ มันรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก แม้ไม่ได้เป็นคนกระทำเรื่องทั้งหมด แต่เมื่อมาอยู่ในร่างนี้แล้วก็ไม่พ้นคำตราหน้าว่าเป็นสตรีร้ายกาจ
เวลานี้ทุกคนภายในห้อง ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงผ่อนลมหายใจเพียงเล็กเท่านั้น
“เพ้ย!!!”
หญิงสาวกะพริบตาเมื่อฉุกได้สติ หันมามองภาพตรงหน้า นางแทบสะดุ้งลุกออกจากโต๊ะทันใด เมื่อใบหน้าของสาวรับใช้ต่างพากันยื่นหน้าเข้ามาใกล้มองนาง
“คุณหนูเป็นอันใดเจ้าคะ” สาวใช้นางหนึ่งถามไถ่อาการ
“ขะ…ข้าไม่เป็นอันใด พวกเจ้าเอาของเหล่านี้ออกไปเถอะ” หลิงเอ๋อกวักมือเรียกคนมาเก็บสำรับไป
“เจ้าค่ะ”
หลิงเอ๋อเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงห้ามสาวใช้ไว้ “พวกเจ้าข้ามีเรื่องจะให้ช่วยหน่อยได้หรือไม่” นางกล่าวน้ำเสียงอย่างนอบน้อม ส่งยิ้มเพียงเล็กให้พวกนางเหล่านั้น
สาวใช้ต่างชักสีหน้าซีดมองคุณหนูอย่างแปลกใจ ปกติเวลาให้ช่วยอันใดมักจะตวาดขึ้นเสียงใส่ จนทุกคนต่างกลัวหนีหายหมด
“ดะ…ได้เจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าพอจะช่วยมาเปลี่ยนของตกแต่งในห้องพวกนี้ได้หรือไม่ ข้าต้องการแบบธรรมดาเท่านั้น สีฉูดฉาดพวกนี้ไม่ค่อยเหมาะกับข้าเท่าไหร่”
“ได้…ได้เจ้าค่ะ”
‘แค่ให้ตกแต่งห้องใหม่เหตุใดต้องกลัวขนาดนั้นกัน’
หลังจากที่ประตูถูกปิดตัวลง พวกนางต่างนินทาคุยกันเกี่ยวกับที่คุณหนูดูแปลกไปราวกับคนละคน ซึ่งนั่นมันไม่สามารถที่จะเป็นไปได้เลย
“เจ้าว่าคุณหนูดูหลิงเอ๋อแปลกๆ หรือไม่”
“ถิงเซียวเจ้าคิดเช่นเดียวกันกับข้า เพียงแค่วันเดียวนางจะแปลกขนาดนี้เลยหรือ ปกติห้องนางไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งเสียด้วยซ้ำ แต่วันนี้ข้ายังไม่เห็นนางทำร้ายใคร ปกติเห็นชอบก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน”
“หรือว่า!!! นางจะถูกผีเข้า ถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้” สาวใช้นางหนึ่งพูดแทรกขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ
…………………………………………………………………
เสินอู๋เดินเข้ามาตำหนิพวกนางที่มัวสุมหัวกัน“พวกเจ้านินทาอะไรคุณหนูของข้า!!!”
เขาลุกขึ้นยืนกลางกลุ่มสตรีที่ไม่ได้ทันสังเกต สาวใช้เบิกตากว้างรีบหันหลบแยกย้ายถอยออกห่าง บ้างก้มหน้าหลบสายตาที่เสินอู๋พยายามจับผิดพวกนาง
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีงานต้องทำ ข้าขอตัวก่อนนะ” ถิงเซียวรีบหอบตะกร้าผ้าเดินหนีออกมา
เสินอู๋มองไปทางไป่เหอทำหน้าตาเลิ่กลั่ก นางสั่นเทาสายตาดันเผลอไปสบตา รีบก้มใบหน้าลงไปที่พื้นอย่างไว
“อาหยา ทำไมลานจวนถึงมีใบไม้เยอะขนาดนี้กัน ข้าขอตัวไปทำความสะอาดก่อนนะเสินอู๋”
เสินอู๋คลี่ยิ้มบางๆ “ข้าเพิ่งเห็นพวกเจ้ากวาดตอนเช้าเองไม่ใช้หรือไป่เหอ”
“เสินอู๋เจ้า อย่าบอกคุณหนูหลิงเอ๋อนะ ข้ายังไม่อยากตาย” ใบหน้าไป่เหอกลับกลายเป็นหม่นหมอง กุมมือขอร้องเสินอู๋โปรดเห็นใจ
“ก็ได้” เสินอู๋พูดเพียงเล็ก แบมือไปทางไป่เหอ เหมือนเช่นที่เคยทำทุกครั้ง
ไป่เหอรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการสิ่งใด นางรีบหยิบถุงเงินที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมา พร้อมเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าปิดปาก
เสินอู๋เหลือบมองเงินในถุงนาง ก่อนชักมือกลับ “ขอบคุณเจ้ามากนะไป่เหอ แล้วข้าจะมาหาใหม่” เสียงหัวเราะดังออกมา ก่อนออกเดินผ่านนางไปนั่งลงหน้าห้องคุณหนูหลิงเอ๋อ
