บทที่ ๔ ร้ายให้เท่าแล้วค่อยมาพูด
“แล้วท่านเป็นอันใดกับแม่นางเหอรั่วซีไม่ทราบเจ้าคะ” หลิงเอ๋อตอบกลับไปอย่างน่ารำคาญ
จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากพี่ชายของแม่นาง หลิงเอ๋อ คือหวางอี้เหิง พี่ชายคนโตของตระกลูหวังที่ดูจะไม่ถูกกันกับน้องสาวในสายเลือดเดียวกันเสียเท่าไหร่
ถ้าจำไม่ผิดเขาตายเพราะถูกแม่นางเหอรั่วซีหลอกใช้ มัวแต่โง่งมสตรีจนโงหัวไม่ขึ้น ก่อนเอาเวลามาด่านางสมควรหาเวลาไปทานเนื้อปลาเยอะๆ เผื่อจะได้ฉลาดทันคน
“นี่เจ้า!!!” หวางอี้เหิงแทบจะเริ่มโมโหกับคำพูดของนาง ดวงตาเริ่มสะท้อนมองสตรีตรงหน้าอย่างบันดาลโทสะ
“พอ!!! หวางอี้เหิง”
“ท่านพ่อ!!!” หวางอี้เหิงชักสีหน้าเสียมองอัครเสนาบดีหวางต้าเฟิง หันมาดุตนอย่างอดตำหนิน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้
“หยุดทะเลาะกันต่อหน้าข้า พวกเจ้าไม่เห็นหัวข้ากับฮูหยินเลยหรือไง หลิงเอ๋อเจ้ากลับห้องเจ้าไปซะ!!!” อัครเสนาบดีหวางต้าเฟิงโบกมือเพียงเล็กให้นางกลับไป เขายังคงเข้ามาขวางทางห้ามปรามหวางอี้เหิงที่คิดจะไปหาเรื่องหลิงเอ๋อ
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” หลิงเอ๋อเหลือบมองหวางอี้เหิงด้วยสายตาเรียบเฉย นางคร้านแม้แต่จะปริปากเถียงต่อ เพราะวันนี้ทั้งวันมีเรื่องที่นางต้องพบเจออีกมากมาย
ทนเข้าไว้ปิงปิง เจ้าต้องอยู่ในฐานะของหลิงเอ๋อให้ได้ สิ่งที่นางเคยทำกับคนพวกนี้มันหนักหนาสาหัสเกินที่จะให้อภัยก็จริง ข้านี่แหละจะล้างมลทินในตัวของเจ้าให้จงได้
นี่มันแค่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น ท่องไว้…
หลิงเอ๋อเดินกลับเรือนตนเองเข้ามาด้วยความสับสนวุ่นวาย นางไม่แม้แต่จะโวยวายต่อปากต่อคำกับหวางอี้เหิงเสียด้วยซ้ำ
นางกลับเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ ดูเป็นสตรีมีสง่าราศี บ่าวในเรือนต่างหันมามองนางเป็นสายตาเดียวกัน ที่วันนี้กลับแปลกกว่าทุกวัน แทบจะไม่มีเสียงกรีดร้องของนางดังเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
พอมาถึงหน้าห้องเพียงไม่กี่อึดใจ หลิงเอ๋อหยุดฝีเท้าลง มองสำรวจเข้าไปภายในห้องเจ้าของร่างเดิม ดูกว้างใหญ่ สมแล้วที่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหวัง
เมื่อนางเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าตู้ไม้สีน้ำผึ้ง หญิงสาวขมวดคิ้วหน้าตึงมองภาพเบื้องหน้า ที่มีเพียงเสื้อผ้าเต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาดจนน่าสะอิดสะเอียน อยากเอาของพวกนี้ทิ้งให้หมด ไม่เว้นแต่สิ่งของตกแต่งภายในห้องพวกนี้
“หลิงเอ๋อทำไมเจ้าช่างรสนิยมแปลกเสียจริง”
นางนึกอยากส่ายหัว ก่อนหันไปเดินสำรวจอยู่สักพักหนึ่ง พลันมีเสียงเคาะประตูดังออกมาจากภายนอก
“คุณหนู นายท่านให้เอาอาหารมาส่งให้คุณหนูขอรับ”
“เจ้าเอาเข้ามาเถอะ” นางตอบน้ำเสียงราบเรียบกลับไป
เมื่อประตูบานใหญ่สีน้ำตาลเข้มถูกเปิดออก กลับมีชายสวมชุดสีเทาอ่อนคล้ายลักษณะพ่อครัว เดินมาพร้อมกับสำรับอาหารภายในตะกร้า พร้อมกับสาวใช้ในจวนตามหลังมาติดๆ
หลิงเอ๋อหันกลับมาสำรวจแต่ละคน นางมองไปบนโต๊ะที่มีอาหารหลากหลายอย่างดูน่ากิน
‘กองทัพคงต้องเดินด้วยท้อง เรื่องอื่นค่อยว่ากัน’
หญิงสาวเดินไปที่โต๊ะอาหาร นางมองสำหรับบนโต๊ะที่เต็มไปด้วย ไก่ตุ๋นเห็ด หมูตุ๋นน้ำแดง น้ำแกงซวนล่า และตบท้ายด้วยของหวานหลายอย่าง
นี่พวกคนในสมัยนี้ วันหนึ่งกินอาหารเยอะแยะขนาดนี้เชียวหรือ นางนึกตกตะลึง ท้องก็ดันร้องขึ้นโครกครากอย่างเป็นใจด้วยความหิว เหมือนไปอดตายจากที่ไหนมา
หญิงสาวเม้มริมฝีปากมองของทุกอย่างบนโต๊ะอาหาร นางจับตะเกียบมาคีบ พร้อมกับข้าวสวยร้อนๆสายตาดันไปสะดุดกับไก่ขาวที่อยู่ในถ้วยร้อนๆ ชามโต พร้อมกับเห็ดสีดำแช่อยู่
เมื่อได้รับรสสัมผัสอาหารเข้าไปในปาก มันพิสูจน์ได้ถึงความนุ่มและกลมกล่อมของรสชาติ อะไรจะอร่อยขนาดนี้กัน
หลิงเอ๋อทานอาหารเข้าปากหลากหลายอย่างด้วยความแปลกใหม่ เป็นที่สะดุดตาของสาวใช้ พวกนางเลิ่กลั่กอย่างตกใจ ปกติแต่ก่อนคุณหนูหลิงเอ๋อไม่แม้แต่จะแตะอาหารเสียด้วยซ้ำ ทำมาก็เอาไปทิ้งหมด ไม่ก็เหลือให้พวกข้าบ่าวได้ทานกัน
หญิงสาวมองพวกนางที่ถอดสีหน้าเสีย นางกลืนอาหารเข้าไปในปาก พลางเอ่ยชวนพวกข้าบ่าวมาทานอาหารมื้อนี้ร่วมกัน
‘เยอะมากมายขนาดนี้ใครจะไปทานไหว อย่างน้อยก็มีจิตใจแบ่งให้พวกนาง’
“พวกเจ้าก็มาทานด้วยกันสิ ข้าไม่ถือ” หลิงเอ๋อยิ้มร่าให้พวกนางเพียงเล็ก พลางกวักมือเรียกแต่ละคนมานั่งอย่างไม่นึกรังเกียจ
แต่กลับผิดคาด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะลงมานั่งใกล้นางแม้แต่น้อย หรือพวกเขาจะยังฝังใจอดีตที่แม่นางเจ้าของร่างเดิมเคยทำร้ายร่างกายพวกเขาเหล่านี้กัน
