บทที่ ๓ ข้าจะไม่ร้าย
ตระกูลหวัง
"ข้าจะเอาเยี่ยงไรกับนางดี หายไปตั้งเเต่เมื่อวาน ตอนนี้นางยังไม่กลับมา ถ้าข้าเห็นหน้าจะจับโบยให้เข็ด เพราะเจ้า!!! เป็นมารดาประสาอะไรไม่อบรมเลี้ยงลูกให้ดีพอ นางถึงเป็นเอาซะเยี่ยงนี้ไง"
อัครเสนาบดีหวางต้าเฟิง อารมณ์ขุ่นเคืองมองรอใครบางคนหน้าประตูจวน พร้อมถือไม้หวายเรียวเล็กไว้ในมือ เขาตำหนิฮูหยิน ผู้เป็นมารดาของหลิงเอ๋อบุตรสาวของตน
ฮูหยินได้ยินดังนั้น นางเถียงกลับอยู่ๆ มาโบยความผิดทั้งหมดมาให้นางซะงั้น
"ท่านก็บิดานางไม่ใช่หรือ เหตุใดมาโยนความผิดทั้งหมดให้กับข้า หลิงเอ๋อนะหลิงเอ๋อ ฮือ... เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้ากับพ่อของเจ้า เป็นห่วงนางเพียงใด" ฮูหยินชะเง้อมองบุตรสาวผู้เป็นที่รักด้วยความเป็นทุกข์กังวล
อัครเสนาบดีหวางต้าเฟิงเหนื่อยใจกับผู้เป็นบุตรสาวคนนี้นัก ถ้าเทียบกับสมัยที่นางวัยเยาว์ ในตอนนั้นนางเป็นผู้ที่น่ารัก เฉลียวฉลาดเกินวัย โอบอ้อมอารี เป็นบุตรสาวที่ตนโปรดปรานมากที่สุด
แต่หลังจากคืนวันนั้น ที่เเสงประหลาดผ่าลงมากลางห้องของนาง ผู้เป็นบิดาแทบหัวใจสลายรีบวิ่งเข้าไปดูนางด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป นางกลับนอนหลับปกติ แต่พอถึงรุ่งเช้ากลับจำอัครเสนาบดีหวางต้าเฟิง กับฮูหยินตนเองไม่ได้
หาหมอมาตรวจร่างกายของนาง กลับปกติดีแต่นิสัยอันเลวร้ายของหลิงเอ๋อออกมาทีละน้อย ตอนเเรกพอ ยอมรับได้ แต่พักหลังๆ อัครเสนาบดีหวางต้าเฟิงเริ่มเอือมระอากับอุปนิสัยของนางเหลือเกิน
เอาแต่ใจตนเอง รังแกผู้อื่น ไม่มีความเมตตาปรานีผู้ใด ตบตีทะเลาะวิวาทกับบุตรสาวขุนนาง จนอัครเสนาบดีหวางต้าเฟิงแทบจะเอาหัวซุกแผ่นดินหนี ที่มีบุตรสาวเช่นนี้
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเสียงประตูจวนบานใหญ่ถูกเปิดออก หลิงเอ๋อนางมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบด้านด้วยใบหน้านิ่งตึงเรียบเชย หญิงสาวเดินลงมาจากรถม้า เข้าไปภายในจวนอย่างนึกคุ้นเคย หรือว่าเป็นเพราะอยู่ในร่างของแม่นางผู้นี้จึงมีความรู้สึกผูกพัน
สายลมปะทะสัมผัสผิวบอบบางขาวดุจราวหิมะ หลิงเอ๋อรู้สึกผ่อนคลายเหมือนบอกไม่ถูก ทั้งที่เคยมาที่แห่งนี้เป็นคราแรก
นางเดินมาที่ต้นไม้ใหญ่ขนาดหนึ่ง เห็นดอกอิงฮวาโรยร่วงหล่นลงมาตามสายลม มือเรียวขาวรับบุปผาน้อยไว้ รอยยิ้มคลี่ออกเบาบาง
สาวใช้หันมามองหลิงเอ๋อด้วยความสงสัย
เมื่อนางปัดใบไม้นั้นทิ้งก่อนที่จะมองไปรอบด้าน กลับต้องใจ ที่คนในจวนมองนางเป็นสายตาเดียวกัน ใบหน้าภมรรีบหุบยิ้มอันแสนหวานบริสุทธิ์นั้นลงทันที
ปิงปิงในร่างหลิงเอ๋อตัดสินใจไม่สนใจผู้คนจ้องมองนางรอบด้าน เดินมุ่งหน้าเข้าไปที่ประตูแต่กลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อมีชายวัยกลางคนอายุราวๆ ย่างสี่สิบกว่าปี หรือนี่จะเป็นบิดานางกัน
หลิงเอ๋อมองสำรวจเรือนร่างบุคคลที่น่าเกรงขามอยู่ตรงหน้า ถือด้ามไม้หวายเล็กรออยู่ นางไม่รอช้ารีบคุกเข่ายอมรับผิด ที่ห่างหายไปในยามวิกาล
"ข้าคำนับท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ"
ใบหน้าซีดขาวไร้ชีวิตก้มใบหน้าลงมองต่ำ สำนึกผิดในสิ่งที่ทำ แม้จะไม่ได้ก่อ ทั้งที่นางมีพ่อแม่ห่วงหาเสียขนาดนี้ เหตุใดต้องไปเรียกร้องความสนใจกับชายผู้นั้นด้วยเหล่า
"มาแล้วหรือลูกตัวดี!!! เมื่อคืนเจ้าหายหัวไปที่ใดมา เหตุใดจึงกลับเอายามนี้ เมื่อวานพวกชาวบ้านต่างลือให้แซดว่าเจ้าตบตีกับบุตรสาวลูกขุนนางกลางตลาด ไม่รู้จักอาย เจ้ายังเห็นข้าเป็นบิดาของเจ้าอยู่หรือไม่!!!"
ฟึด!!!!
เสียงแซ่ตีดังกับราวประตู ปิงปิงนึกตกใจสะดุ้งโหยง นางไม่แม้แต่จะปริปากเถียงกลับอันใด ยอมนั่งคุกเข่ารับโทษในสิ่งที่ทำ
"ลูกสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปนี้ลูกจะไม่ทำเยี่ยงนี้อีกเจ้าค่ะ ลูกสัญญา" หลิงเอ๋อข่มความเกรงกลัวต่อบุคคลด้านหน้า นางเม้มริมฝีปากอันอวบอิ่ม ขยำชายกระโปรงด้วยความเกรงกลัว
ภาพตรงหน้า นั้นสร้างความแปลกใจให้กับผู้เป็นบิดา มารดา ที่บุตรสาวของตนกลับนิ่งเงียบไป ไม่ดื้อด้านลุกขึ้นเถียงเขาดังเช่นแต่ก่อน นางในตอนนี้กลับอ่อนน้อม ถ่อมตน รู้คุณธรรม ผิดชอบชั่วดี
"ท่านพี่ใจเย็นๆ ก่อนเถอะเจ้าค่ะ ค่อยพูดกับนางดีๆ ข้าว่าไม่ควรใช้ความรุนแรง มากกว่าถามเหตุผลของนางก่อนนะเจ้าคะ " ใบหน้าของผู้เป็นแม่มองไปที่บุตรสาว นางเอื้อมมืออุ่นๆ ไปลูบไล้ใบหน้าของหลิงเอ๋ออย่างเบามือ
"หลิงเอ๋อลูกไปที่ใดมา บอกแม่คนนี้ได้หรือไม่ แม่ไม่เคยโกรธเกลียดเจ้า ต่อให้เจ้าจะชั่วดีหรือร้ายเช่นไร แม่ก็ให้อภัยเจ้าเสมอ ขอแค่เจ้าไม่ทำตัวเช่นนี้อีก ลุกขึ้นเถอะ พ่อเจ้าไม่กล้าดุเจ้าหรอก ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านพี่" ฮูหยินมองไปที่สามีของตนเอง แต่เขากลับเชิดหน้าหนีทำตัวเหมือนกับเด็กน้อย
"ท่านพี่!!!" นางถามย้ำคำเดิมอย่างเสียงดัง
ชายแก่สะดุ้งตัวโหยงตกใจ เมื่อได้ยินเสียงตวาดของฮูหยิน เขาทิ้งไม้หวายลงแต่โดยดีตามคำสั่งเมียสุดที่รัก
หลิงเอ๋อเผลอยิ้มออกมา นางมองสองสามีภรรยาที่ดูรักกันกลมเกลียวเหนียวแน่น แต่พอนึกภาพในความฝัน ที่เพราะแม่นางร่างเดิมผู้นี้ก่อเคราะห์กรรมไว้หนัก จนทำให้บิดา มารดาของตัวเอง ต้องมาตายตามทีหลัง
ภาพที่พวกเขาเสียชีวิต ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของหญิงสาวอยู่เสมอ นางจะปกป้องครอบครัวนี้ไว้ให้ได้ อดีตที่ผ่านมาจะไม่มีวันซ้ำรอยเดิมอีก
ปิงปิงน้ำตาไหลนอง ใบหน้ามองฮูหยินกับอัครเสนาบดีหวางต้าเฟิง ดูเป็นครอบครัวอบอุ่น ที่นางไม่เคยมี เพราะในปัจจุบันต้องปากกัดตีนถีบอยู่ด้วยตัวเองมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร ความจำก็ดันมาเสื่อมเพราะถูกรถชนที่ถนน 224 ย่านใจกลางเมืองของประเทศจีนอีก ไม่รู้ว่าไปอยู่ตรงนั้นได้เช่นไรกัน ติดต่อญาติมารับก็ไม่มีสักคน จนสุดท้ายต้องถูกส่งไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
หญิงสาวนึกอยู่ภายในใจ ชีวิตแม่นางผู้นี้ช่างดีกว่าตนมากหลายเท่าตัว แต่ก็เสียดายแทน นางสมควรมาเห็นภาพนี้ไม่ใช่ปิงปิงเสียด้วยซ้ำ
“หลิงเอ๋อ”
“หลิงเอ๋อ”
ฮูหยินเรียกสติบุตรสาวที่เอาแต่เหม่อลอย มองหน้าพวกเขาทั้งสองไม่ยอมพูดจา กลัวว่านางจะเป็นอันใด ใบหน้าซีดราวกับคนไม่สบาย ก่อนจะจับไหล่ทั้งสองของบุตรสาวเขย่าจนนางได้สติกลับมา
หญิงสาวปรับระดับม่านสายตา เมื่อกลับมาอยู่ในความเป็นจริง “ขะ…ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะท่านแม่”
ขืนพูดออกไปตรงๆ ว่านางไม่ใช่บุตรสาวของพวกเขา แต่ข้ามมาจากโลกอนาคต ใครมันจะไปเชื่อกัน มีแต่จะถูกกล่าวหาว่าเสียสติเสียด้วยซ้ำ
ใจหนึ่งนางก็อยากจะบอกสิ่งที่อยู่ภายในใจออกไป แต่ด้วยทว่ามันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้อีก มีแต่ต้องปรับเปลี่ยนสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวนาง และครอบครัวของนางในอนาคต
“เจ้าดูแปลกไปนะ เจ้าเพึ่งมาถึง ดูเจ้าจะไม่ไหวกลับไปพักผ่อนก่อน พ่อกับแม่เจ้ายังไม่อยากคาดคั้นอันใดออกจากปากของเจ้าตอนนี้”
“ขออภัยเจ้าค่ะ ที่ทำให้ท่านพ่อ กับท่านแม่ต้องเป็นห่วง เช่นนั้นข้าขอตัวนะเจ้าคะ”หลิงเอ๋อเงยหน้ามองผู้เป็นบิดา มารดา ยิ้มให้ทั้งคู่อย่างอ่อนโยน
อัครเสนาบดีหวางต้าเฟิงมองนางอย่างแปลกใจที่มาเห็นภาพนี้ นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่เคยยิ้มเลยสักคราเดียว ต่างจากแต่ก่อนที่นางดูร้ายกาจน่าเอือมระอา แต่ตอนนี้กลับดูสดใส มีสีสันมากขึ้น
หลิงเอ๋อทำท่าจะลุกขึ้น กลับต้องหยุดชะงักเท้าลงเมื่อได้ยินเสียงด่าทอนางจากทางด้านหลัง ความปวดร้าวพาดผ่านใบหน้าแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปยังเจ้าของเสียง
“เมื่อวานเจ้าไปรังแกแม่นางเหอรั่วซีมา แล้วนึกจะหนีไปง่ายๆ อย่างนั้นใช่หรือไม่”
